|
ทีมข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา 
ความพยายามในการนำเสนอองค์ความรู้ ความคิด ความเห็น สภาพปัญหา ตลอดจนแนวทางที่จะแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของฝ่ายต่างๆ นั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวาระ "5 ปีไฟใต้" ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่าเป็นจังหวะเวลาที่น่าจะได้มาประเมินอดีตกันอย่างจริงๆ จังๆ และวิเคราะห์ทิศทางของอนาคต ด้วยหวังสันติสุขที่ปลายทาง โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา ในฐานะสื่อสารมวลชนที่เกาะติดข่าวภาคใต้มากที่สุดสื่อหนึ่ง ก็ได้จัดเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ "ทิศทางไฟใต้ปี 52" เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2551 โดยเชิญผู้รับผิดชอบ "ตัวจริง" ในพื้นที่ ทั้งแม่ทัพภาคที่ 4 ผู้อำนวยการ ศอ.บต. ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า และรองผู้บัญชาการกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร มาร่วมกันสังเคราะห์สถานการณ์ โดยถ่วงน้ำหนักกับนักวิชาการชื่อดังอย่าง อาจารย์อับดุลเลาะ อับรู จากวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (คลิกอ่าน "รัฐประสานเสียงไฟใต้ปี 52 อ่อนแรง-นักวิชาการแย้ง 3 ปมทำด้ามขวานไม่สงบ")
นอกจากนั้น "สถาบันอิศรา" ก็ได้นำเสนอรายงานพิเศษชุด "5 ปีไฟใต้" เจาะลึกบริบทของปัญหาในแง่มุมต่างๆ รวม 10 ตอน ซึ่งปัจจุบันยังหาอ่านได้ในหน้าเว็บไซต์ซึ่งได้รวบรวมเอาไว้เช่นกัน ขณะที่ ดีพเซาท์ วอทช์ หรือ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ องค์กรที่มีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน ก็จับมือกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย จัดสัมมนาเวทีใหญ่หัวข้อ “5 ปี ไฟใต้ : สงคราม ความรู้ ความสับสน..” ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อกลางเดือนที่แล้ว หลากความคิดและมุมมองของผู้คนจากหลายวงการในเวทีดังกล่าวล้วนน่าสนใจ เป็นข้อคิดที่มีประโยชน์ต่อการจัดการปัญหาพื้นที่ซึ่งสมควรนำมาบันทึกไว้...
ต้องสร้างความรู้สึกร่วม 
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยได้รับมอบหมายจากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลงพื้นที่รับฟังข้อเสนอเป็นแนวทางดับไฟใต้ กล่าวว่า การจะแก้ปัญหาต้องสร้างความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของประเทศให้แก่ผู้คนในทุกภาคส่วน นโยบายด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และการจัดการทรัพยากรเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการโยงเข้าสู่การสร้างความรู้สึกร่วมของการเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน ต้องพูดถึงประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ด้วย “คนในสามจังหวัดภาคใต้มีประวัติศาสตร์ของการเป็นรัฐและอาณาจักร มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง สำคัญที่สุดคือเรื่องศาสนาที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคใต้มีลักษณะพิเศษมากกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในประเทศไทย มีการรวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่มก้อนแน่นหนา มีการสืบทอดทางภาษาและวัฒนธรรมมาจนถึงปัจจุบัน" นายจาตุรนต์ เสนอว่า รัฐต้องให้ประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนดหรือเป็นหลักในการกำหนดนโยบายด้านศึกษาและนโยบายด้านการพัฒนาอื่นๆ ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของประเทศ “เราต้องมองจุดร่วมของข้อเสนอที่มีลักษณะพิเศษ มีทางออก ทางแก้ การจัดการกลไกที่ต้องอาศัยความเข้าใจและยอมรับว่าสามจังหวัดภาคใต้มีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนอีก 73 จังหวัด แต่คำถามคือรัฐไทยเข้าใจและยอมรับหรือไม่ ซึ่งอาจจะเข้าใจแต่ไม่ยอมรับให้มีการจัดการแบบพิเศษ เพราะรัฐไทยต้องการใช้หลักเดียวกันในการปกครอง”อดีตรองนายกรัฐมนตรี ระบุ จับตาขบวนการผลัดเปลี่ยนกองกำลังรุ่นใหม่ 
พล.อ.ไวพจน์ ศรีนวล รองปลัดกระทรวงกลาโหม นักยุทธศาสตร์ชื่อดังของกองทัพ กล่าวว่า สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายใช้ความรุนแรงในพื้นที่จะยังไม่สามารถก้าวข้ามยุทธศาสตร์ของตัวเองไปได้ รัฐยังไม่สามารถกระจายกรอบคิดไปถึงผู้ปฏิบัติระดับล่าง ขณะที่ผู้ใช้ความรุนแรงก็ไม่สามารถขยายผลไปยังแนวร่วมในระดับสากลได้ แต่กระนั้นก็เร็วเกินไปที่จะบอกว่าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว "อาจเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในระหว่างปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมผลัดเปลี่ยนกองกำลังรุ่นใหม่ เชื่อมโยงกับกองกำลังในประเทศมุสลิมที่ซึมซับความรุนแรงในซีกโลกอื่น ฉะนั้นต้องมีการเกาะติดและตรวจสอบเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ หน่วยงานรัฐและภาคประชาสังคมต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น ทุกภาคส่วนต้องเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา แต่ไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนจะต้องรอไปอีก 5-10 ปีถึงจะแก้ได้ เพราะรัฐบาลต้องรุกต่อไปอีกก้าว คือต้องหายุทธศาสตร์เพื่อชิงการนำจากอีกฝ่าย และจัดการปัญหาให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด" ยุทธศาสตร์รัฐกับยุทธศาสตร์ขบวนการ นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของฝ่ายรัฐเน้น 2 เรื่อง คือความมั่นคงกับการพัฒนา โดยมีกลยุทธ์คือรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ และกลยุทธ์ด้านการข่าว “ที่ผ่านมากลยุทธ์ด้านการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สามารถทำได้ดี กลยุทธ์ด้านการข่าวก็มีข้อมูลที่ชัดเจนแน่นอน สามารถดำเนินการต่อเป้าหมายได้แม่นยำมากขึ้นในระดับที่ดี แต่การประชาสัมพันธ์ข่าวสารยังไม่ชัดเจน และยังเป็นประโยชน์กับฝ่ายตรงข้าม ส่วนงานด้านการต่างประเทศพบว่ารัฐประสบความสำเร็จมากที่สุด ในขณะที่ฝ่ายก่อการยังไม่สามารถยึดพื้นที่นี้มาครอบครองได้" กับยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนานั้น นายประสิทธิ์ วิเคราะห์ในบริบททางการศึกษาซึ่งเขาคลุกคลีมาหลายสิบปีว่า หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปอีก 5 ปี การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะแพ้กัมพูชา ที่ปรึกษาสมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังวิเคราะห์อีกว่า ในด้านของฝ่ายขบวนการ พบว่ามียุทธศาสตร์ 3 เรื่อง คือ 1.เพาะแก่นแกนทั้งการเมืองการทหารและสร้างเครือข่ายทับซ้อนรัฐไทย 2.สร้างความน่าสะพรึงกลัวในพื้นที่ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ ปัจจุบันคนไทยพุทธในสามจังหวัดเหลือเพียง 70,000 คนจากที่เคยมีประมาณ 300,000 คน ในปี 2547 และ 3.การแย่งชิงแนวร่วมทางสากล ซึ่งจุดนี้ยังทำไม่สำเร็จ แต่ก็มีหน่ออ่อนให้สังเกตได้ "แนวโน้มในปี 2552 รัฐต้องเพิ่มยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางความคิดและการทำงานการเมืองที่เป็นระบบจริงจัง รอบด้าน ครอบคลุมในบริบทการเมืองนำการทหารที่ต้องเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพ ใช้กำลังพลอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องมีจำนวนมากเหมือนปัจจุบัน ส่วนฝ่ายขบวนการต่อสู้กับรัฐไทยมีแนวโน้มเพิ่มกองกำลังมาทดแทนที่สูญเสีย ทราบมาว่ามีเพิ่มกว่า 100 คน มีการฝึกภาคสนามและเข้ามาในพื้นที่" ทหารพ้อเป็นปุถุชน-มีอารมณ์เหมือนกัน อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางคือปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน โดย พ.อ.เลอชัย มาลีเลิศ เสนาธิการกองกำลังผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร (พตท.) กล่าวว่า ยอมรับว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นบ้าง แต่เป็นจำนวนที่น้อยมาก เพราะเจ้าหน้าที่ก็เป็นปุถุชน มีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนกัน ขณะที่คู่ต่อสู้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่แสดงตน กว่าจะรู้ก็ต้องใช้เวลา ขณะนี้รัฐบาลมีแนวทางชัดเจนว่าจะต้องดูแลคนกว่า 190,000 คนในพื้นที่นี้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีสันติสุข เปลี่ยนแปลงความคิดของแนวร่วม ให้การศึกษาแก่เยาวชน และพยายามไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนกรณีที่ฝ่ายรัฐดูจะไม่ค่อยให้ข้อมูลข่าวสาร หรือประชาสัมพันธ์การปฏิบัติหน้าที่นั้น พ.อ.เลอชัย กล่าวว่า เป็นเพราะเกรงว่าจะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามรับรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆ ของฝ่ายความมั่นคงมากเกินไป ส่วนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.) ยังมีความจำเป็นต้องใช้ในพื้นที่ หวนคืนความดั้งเดิมของสามจังหวัด 
ในมุมมองด้านสังคมและวัฒนธรรม นายอับดุลอาซิส ยานยา ประธานชมรมสถาบันศึกษาปอเนาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ความเห็นหรือความรู้สึกที่ว่ามุสลิมเป็นผู้ก่อการร้ายทั้งหมดเป็นเรื่องน่ากลัว และไม่ได้แก้ปัญหาอะไร แต่จะทำให้ปัญหาบานปลายจนยากจะควบคุม นอกจากนั้น นายอับดุลอาซิส ยังขอแก้ความหมายของคำว่า "ซีแย" (สยาม หมายถึงคนไทยพุทธ) กับ "มลายู" (หมายถึงคนมุสลิมในสามจังหวัด) โดยบอกว่า ในสังคมมุสลิมตั้งแต่โบราณที่ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องภาษาหรือชาติพันธุ์อย่างเดียว แต่มีความหมายเกี่ยวพันกับศาสนาด้วย การใช้คำ 2 คำถือเป็นเรื่องธรรมดา หมายถึงไทยพุทธกับมลายูมุสลิมเท่านั้น "ผมอยากขอให้รัฐและเจ้าหน้าที่ทุกระดับพยายามหวนกลับไปสู่ความดั้งเดิมของสังคมที่นี่ หันกลับไปหาความดั้งเดิมของภาษาที่ใช้ เช่น ชื่อหมู่บ้านภาษามลายู บางแห่งรัฐเปลี่ยนชื่อไปเป็นภาษาไทย อยากให้เอาภาษาดั้งเดิมมาใช้มากกว่า เขียนเป็นภาษาไทยไม่เป็นไร แต่ต้องนำคำภาษามลายูมาใช้ ซึ่งจะช่วยได้ในเรื่องความรู้สึก" เยียวยาชำรุด-เน้นปริมาณเมินคุณภาพ 
นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ หนึ่งในเครือข่ายศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ กล่าวในเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงว่า การเยียวยาต้องทำให้ผู้ได้รับผลกระทบลุกขึ้นยืนได้ และมีโอกาสใหม่ไปหยิบยื่นให้ แต่สิ่งเหล่านี้ในความเป็นจริงยังไปไม่ถึง หลายกรณีทำเพียงลดทอนความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเท่านั้น “การเยียวยาในปัจจุบันเน้นปริมาณ เยียวยาทางการเงินเป็นหลัก เน้นความเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูก แต่ก็ยังเป็นเพียงมิติเดียว การเยียวยาในมิติอื่นแม้มีบ้างแต่ไม่เป็นตัวนำ และกลุ่มที่ทำด้านเยียวยาจริงๆ เป็นส่วนที่ภาครัฐไม่ได้ทำ รวมทั้งมีหลายส่วนที่ควรได้รับการเยียวยาด้วยแต่ไม่ได้เข้าระบบ ฉะนั้นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นใน 5 ปีต่อไป คือจะต้องสร้างกระบวนการเยียวยาเชิงคุณภาพให้ได้ และต้องไม่อยู่ในกำกับของรัฐ อาจเป็นการรับงบประมาณจากทุกภาคส่วนมาทำกระบวนการเชิงคุณภาพ ซึ่งนักจิตวิทยาในพื้นที่รู้ว่าใครควรทำการเยียวยาอย่างไร มิฉะนั้นความคิดว่าลูกจะต้องไปฆ่าคนที่ฆ่าพ่อจะไม่ถูกลบล้าง” 
แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตเขต 15 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวเรื่องเดียวกันว่า ปัญหาที่สำคัญในเรื่องเยียวยาคือขาดเจ้าภาพรับผิดชอบ ที่ผ่านมาต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) แต่กลับไม่ค่อยมีเวทีเปิดให้คนที่ทำงานจริงๆ ได้แสดงความคิดเห็น อีกปัญหาคือการประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิประโยชน์ในการเยียวยา มีข้อมูลและเอกสารจากทางรัฐบาลออกมามากมาย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้สิทธิของตัวเอง จึงฝากให้เจ้าหน้าที่รัฐติดตามต่อด้วย ต้นทุนหยุดความไม่สงบ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) รายงานสถิติเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงกึ่งทศวรรษของความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ โดยระบุว่า ระหว่างเดือน ม.ค.2547 ถึง ธ.ค.2551 มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นกว่า 8,600 ครั้ง โดยปี 2548 เป็นปีที่มีความรุนแรงพุ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบจำนวน 2,297 ครั้ง เทียบเหตุการณ์เฉลี่ยต่อวันปี 2547 จำนวน 5 ครั้งต่อวัน ปี 2548 จำนวน 6 ครั้งต่อวัน ปี 2551 ลดลงเหลือ 2 ครั้งต่อวัน สำหรับยอดงบประมาณที่รัฐใช้ในรอบ 5 ปี 109,000 ล้านบาท เมื่อคำนวณต้นทุนในการจัดการพบว่า การทำให้เกิดเหตุการณ์ลดลง 1 เหตุการณ์จะต้องใช้งบประมาณ 88 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นถ้ารัฐใช้นโยบายที่เน้นการทหารและความเข้มแข็งเป็นหลัก ต้นทุนที่รัฐต้องลงทุนเพื่อนำไปสู่ความสงบต้องเพิ่มอีกประมาณ 235,984 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ 345,280 ล้านบาท และต้องใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 ปี นอกจากนั้นในรอบ 5 ปียังมีการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมในพื้นที่กว่า 10,000 ครั้ง มีคดีกว่า 6,000 คดี ในขณะที่การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมมีเพียง 2.5% ส่วนเหตุการณ์ในปี 2551 ลดลงจากปี 2550 ประมาณ 1,200 กรณี แต่เหตุการณ์รายเดือนยังมีความแปรปรวน ยอดผู้บาดเจ็บและตายยังมีสูง เหยื่ออันดับหนึ่งยังคงเป็นประชาชนทั่วไป อันดับสองคือทหาร แต่ในปี 2550-2551 น่าสังเกตว่าเหยื่อเป็นผู้ใหญ่บ้านสูงมาก สูงกว่าทหารและตำรวจ ผศ.ดร.ศรีสมภพ สรุปทิ้งท้ายว่า การปฏิรูปเชิงโครงสร้างในการแก้ปัญหาระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่การทหารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่แนวทางทางการเมือง ซึ่งถ้าจัดการได้จะลดต้นทุนในการจัดการปัญหาลงได้มาก |