หน้าแรก arrow ข่าวอิศรา arrow ข่าวสารทั่วไป arrow ซุ่มยิง ชรบ.-ชาวบ้านตาย 2 ที่สุไหงปาดี
ซุ่มยิง ชรบ.-ชาวบ้านตาย 2 ที่สุไหงปาดี พิมพ์ ส่งเมล์
วันพุธที่ 4 มีนาคม 2009 00:30น.

แวดาโอ๊ะ หะไร
ปรัชญา โต๊ะอีแต
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

          ใต้ยังป่วนเป็นระยะ คนร้ายซุ่มยิง ชรบ.พร้อมชาวบ้านตาย 2 ศพคาป่ายางบนเทือกเขาบูโด-สุไหงปาดี ตำรวจยังไม่ฟันธงเป็นปมขัดแย้งส่วนตัว หรือฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบ ด้าน "อังคณา" จี้รัฐเหลียวแลญาติเหยื่อกรือเซะ แม้สำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติการในวันเกิดเหตุ ทั้งๆ ที่คณะกรรมการอิสระที่รัฐบาลในอดีตตั้งขึ้น ยืนยันว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ หลายองค์กรร่วมจัดเสวนา 5 ปีทนายสมชายหายตัว

 

          สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ้างประปราย โดยเมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 3 มี.ค.2552 ร.ต.ท.กิตติวัฒน์ จันทร์ตา ร้อยเวร สภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุมีคนถูกยิงเสียชีวิตในป่ายางพาราบนเทือกเขาบูโด-สุไหงปาดี ท้องที่บ้านโผลง หมู่ 5 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบ

          ในที่เกิดเหตุพบผู้เสียชีวิต 2 ราย ศพแรกอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กลพ 147 นราธิวาส มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นขนาด 11 ม.ม.เข้าที่บริเวณศีรษะ หน้าอก และแขนขวา รวม 3 นัด ทราบชื่อคือ นายนูรี แวหามะ อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41/1 หมู่ 7 ต.ริโก๋ อ.สุไหงปาดี เป็นชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บ้านปือลูวัส ต.ริโก๋

          อีกศพหนึ่งอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ รุ่นคริสตัล สีดำ หมายเลขทะเบียน กบต 364 นราธิวาส ที่เบาะรถมีลูกสะตอมัดไว้เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งลิงกังอีก 1 ตัว สภาพศพมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนชนิดเดียวกับศพแรกบริเวณท้ายทอย 1 นัด และขาขวา 1 นัด ทราบชื่อคือ นายเจ๊ะยะปา เจ๊ะสะนิ อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62 หมู่ 7 ต.ริโก๋ ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนขนาด 11 ม.ม.ตกอยู่จำนวน 5 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงเก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน 

          สอบสวนพยานแวดล้อมทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายทั้ง 2 คนได้ชวนกันขี่รถจักรยานยนต์คนละคันไปหาลูกสะตอบนเทือกเขาบูโด-สุไหงปาดี โดยนำลิงกังไปด้วย 1 ตัว เมื่อเก็บลูกสะตอเสร็จ จึงชวนกันขี่รถกลับบ้าน แต่ระหว่างทางมีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 2 คนดักซุ่มอยู่ในป่ารกทึบข้างทาง และใช้อาวุธปืนพกขนาด 11 ม.ม.ยิงใส่ทั้งคู่จนเสียชีวิต เบื้องต้นตำรวจกำลังตรวจสอบหาสาเหตุการสังหารโหดว่ามาจากปมขัดแย้งส่วนตัว หรือเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มก่อความไม่สงบ

 

"อังคณา"จี้รัฐเหลียวแลญาติเหยื่อกรือเซะ

          ด้านความคืบหน้ากรณีคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ทำหนังสือถึงหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ขอให้เร่งดำเนินการกรณีการเสียชีวิตที่มัสยิดกรือเซะตามกฎหมาย เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ผู้เสียหาย ในคดีหมายเลข ช. 4/2547 จากเหตุการณ์ที่กลุ่มเยาวชนและชายฉกรรจ์ใช้มีดและดาบเป็นอาวุธ บุกโจมตีป้อมจุดตรวจของเจ้าหน้าที่หลายแห่งเมื่อวันที่ 28 เม.ย.2547 และถูกเจ้าหน้าที่รัฐยิงตอบโต้จนเสียชีวิตกว่าร้อยคน โดยจุดที่เสียชีวิตมากที่สุดคือ 32 ศพอยู่ที่มัสยิดกรือเซะ อ.เมือง จ.ปัตตานีนั้น 

          ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2552  สำนักงานอัยการสูงสุด โดย นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล  รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติหน้าที่แทนอัยการสูงสุด ได้มีหนังสือที่ อส 0023.1/ 1425 ถึง นางอังคณา  นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ แจ้งความคืบหน้าในคดีดังกล่าว ระบุว่า คดีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีส่งสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน สภ.อ.เมืองปัตตานี และสำนวนการไต่สวนของศาลจังหวัดปัตตานีในคดีฆาตกรรม ซึ่งนายสการียา  ยูโซ๊ะ กับพวกรวม 32 คนผู้ตาย ถูกจ่าสิบตำรวจ (จ.ส.ต.) อดินันท์ หรืออดินันต์ เกษตรกาลาห์ หรือเกษตรกาลาม์ หรือเกษตรกาลา กับพวกรวม 6 คน ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ฆ่า ไปให้อัยการสูงสุดพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143

          อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องจ่าสิบตำรวจอดินันท์ฯ ผู้ต้องหาที่ 1 จ่าสิบเอกเดชา ผลาหาญ  ผู้ต้องหาที่ 2 จ่าสิบเอกชูศักดิ์  ตรุณพิมพ์ ผู้ต้องหาที่ 3 สิบเอกชิดชัย อ่อนโต๊ะ ผู้ต้องหาที่ 4 พลทหารสุรชัย ศิลานันท์ ผู้ต้องหาที่ 5 และพันเอกมนัส คงแป้น ผู้ต้องหาที่ 6  ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83, 68 

          นางอังคณา กล่าวว่า แม้สำนักงานอัยการสูงสุดจะมีคำชี้แจงถึงคำสั่งไม่ฟ้องในคดีดังกล่าว แต่ภายหลังเหตุการณ์กรือเซะ รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ภายใต้ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 104/2547 ลงวันที่ 4 พ.ค.2547 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีมัสยิดกรือเซะขึ้น โดยมี นายสุจินดา ยงสุนทร  อดีตเอกอัครราชทูต และอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน ต่อมาคณะกรรมการอิสระฯเสียงข้างมาก มีความเห็นสรุปว่า เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการในวันนั้นกระทำการเกินกว่าเหตุ และน่าจะมีวิธีการอื่นในแนวทางสันติวิธีที่ทำให้ผู้ก่อความไม่สงบยอมจำนนได้

          "มีความชัดเจนว่าภาครัฐได้กระทำเกินกว่าเหตุ ดังนั้นภาครัฐจะต้องตอบคำถามให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรกับครอบครัวผู้เสียหายซึ่งไม่ได้รับเงินเยียวยาจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น เพราะขณะนี้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ก็ปฏิเสธที่จะให้การช่วยเหลือ โดยอ้างว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์การเยียวยาตามกฎหมาย นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว คิดว่าครั้งนี้ภาครัฐน่าจะให้คำตอบได้เสียที" นางอังคณา กล่าว

 

จัดเสวนา 5 ปีทนายสมชายหายตัว

          มีรายงานด้วยว่า องค์กร International Commission For Jurists ร่วมกับคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และสถาบันวิจัยสังคม จุฬ่าลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา “5 ปีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร” ในวันพุธที่ 11 มี.ค.2552 ที่สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ซอยอโศก 21 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวเปิดการเสวนา และมีนักวิชาการรวมถึงนักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

          อนึ่ง ทนายสมชายหายตัวไปอย่างลึกลับกลางกรุงเทพฯ ขณะขับรถอยู่ในย่านหัวหมาก เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2547 หรือเกือบ 5 ปีที่แล้ว โดยขณะนั้นเขารับเป็นทนายสู้คดีให้กับผู้ต้องหาคดีปล้นปืนและกบฏแบ่งแยกดินแดนที่ถูกตำรวจจับกุมตัว และมีการเปิดโปงว่าตำรวจซ้อมทรมานผู้ต้องหา ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าการหายตัวของทนายสมชายน่าจะเกี่ยวพันกับกรณีดังกล่าว และน่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้อง อีกทั้งเรื่องนี้ยังกลายเป็นเงื่อนไขประการหนึ่งของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

          ต่อมามีการฟ้องคดีทนายสมชายขึ้นสู่ศาล แต่เนื่องจากไม่พบศพ จึงฟ้องได้เพียงข้อหาเบา คือหน่วงเหนี่ยวกักขังเท่านั้น โดยมีตำรวจ 5 นายตกเป็นจำเลย ประกอบด้วย พ.ต.ท.สินชัย ปัญญกำพงษ์ พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน พ.ต.ต.เงิน ทองสุข จ.ส.ต.ชัยเวง พาด้วง และ ส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต 

          วันที่ 12 ม.ค.2549 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาคดีทนายสมชาย และสั่งลงโทษจำคุก พ.ต.ต.เงิน เป็นเวลา 3 ปี ในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง โดยศาลเชื่อว่าทนายสมชายถูกลักพาตัวไป และมีพยานจำหน้า พ.ต.ต.เงิน ได้ ส่วนจำเลยอีก 4 คน ศาลยกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ 

          ขณะที่คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นปริศนาขึ้นมาอีก เมื่อ พ.ต.ต.เงิน ทองสุข นายตำรวจคนเดียวที่ถูกศาลลงโทษและถูกให้ออกจากราชการ ได้ถูกโคลนถล่มและถูกกระแสน้ำพัดหายไปขณะไปช่วยญาติรับงานก่อสร้างที่เขื่อนแควน้อย อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก เมื่อกลางเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว จนถึงขณะนี้ยังไม่พบศพ ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อคดีที่กำลังจะอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

          ล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้วเพิ่งมีข่าวพบกระดูกต้องสงสัยที่ จ.ราชบุรี ซึ่งเชื่อว่าอาจเป็นของทนายสมชาย และอาจนำไปสู่การคลี่คลายคดีได้ แต่ในที่สุดจากการตรวจสอบโดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ยืนยันว่าไม่ใช่กระดูกของทนายสมชาย ทำให้คดีนี้ยังคงเป็นปริศนาต่อไป


 

< ก่อนหน้า   ถัดไป>
ติดตามความเคลื่อนไหวของอิศราได้ทางทวิตเตอร์ที่ http://twitter.com/Isra_News
ประวัติคุณอิศรา อมันตกุล

ประวัติคุณอิศรา อมันตกุล
นายกสมาคมนักข่าวฯคนแรก

isara.jpg

จำนวนผู้ Online ชมเวบไซท์

เรามี 239 ผู้มาเยือน ออนไลน์
0 queries executed