|
สมศักดิ์ หุ่นงาม โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา นายกฤษฎา บุญราช รองผู้ว่าฯยะลา พลิกดูตัวเลขเหตุการณ์ความไม่สงบของทางการเฉพาะในจังหวัดยะลา ปี 2549 เกิดเหตุรุนแรง 600 กว่าครั้ง ปี 2550 พุ่งขึ้นเป็น 700 กว่าครั้ง ปี 2551 ลดเหลือ 436 ครั้ง และปี 2552 กำลังจะครบ 6 เดือน เกิดเหตุการณ์ทั้งหมด 88 ครั้ง และใน 88 ครั้งเกิดในเขตเทศบาลนครยะลาเพียง 4 ครั้ง โดยทั้ง 4 ครั้งไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บขนาดทุพพลภาพ หากตัวชี้วัดความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในมิติหนึ่งคือการลดสถิติเหตุร้ายรายวัน ต้องถือว่านี่คือความสำเร็จอันน่าชื่นชม และถ้าคนที่วิเคราะห์ข้อมูลนี้คือนักวิชาการ เขาอาจจะบอกว่าเป็นเพราะมีกองกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัครกว่าครึ่งแสนคนในพื้นที่ก็ได้
แต่ กฤษฎา บุญราช รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ไม่ได้เชื่อเช่นนั้น เพราะสิ่งที่เขาสัมผัสและลงมือทำมาด้วยตัวเองนานร่วมปี เขาฟันธงว่าเคล็ดลับที่นำมาสู่ความสงบระดับหนึ่ง ณ วันนี้ คือการทำประชาคมเพื่อตั้งกฎกติกาของแต่ละหมู่บ้านขึ้นเอง แต่เป็นประชาคมในแบบมุสลิมที่เรียกว่า "ฮูกมปาก๊ะ" รองผู้ว่าฯกฤษฎา เคยให้สัมภาษณ์ว่า เหตุร้ายแบบปูพรมช่วงก่อนสงกรานต์ที่เกิดทั่วทั้ง 3 จังหวัด แต่สร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยในจังหวัดยะลา ก็เพราะผลจาก "ฮูกมปาก๊ะ" นี่เอง "ทีมข่าวอิศรา" สัมภาษณ์พิเศษรองผู้ว่าฯยะลา เพื่อไขปริศนาแห่ง "ฮูกมปาก๊ะ" กับทัศนะของท่านกฤษฎาที่เชื่อว่า ทุกเหตุการณ์ร้ายๆ ในพื้นที่ไม่ได้มาจากฝีมือของกลุ่มก่อความไม่สงบเสมอไป! O ที่มาของโครงการนี้เป็นอย่างไร? เริ่มต้นตั้งแต่ผมมารับราชการที่นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ในช่วงนั้นเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดยะลามีมากขึ้นและรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว ยกตัวอย่างเช่น ในเขตเทศบาลนครยะลาเองเคยเกิดระเบิดพร้อมกัน 18 ครั้ง และในแต่ละเดือนก็จะมีเหตุระเบิดและยิงกันไม่เว้น ตลอดปี 2549 ถึง 2550 หรือแม้กระทั่งต้นปี 2551 เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ก็เกิดเหตุการณ์ยิงรถตู้ที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ศพด้วยกัน ซึ่งเหตุการณ์นั้นนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายรุนแรงมาก แต่อย่างไรก็ตามเราได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ไปสืบสวนขยายผลในแต่ละคดีหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่าหลายเหตุการณ์ไม่ได้เกิดจากการก่อการร้ายหรือกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่บางเหตุการณ์เกิดจากความแค้นส่วนตัวภายในหมู่บ้านก่อน และได้มีการพัฒนามาเป็นความขัดแย้งจากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่อีกกลุ่มหนึ่ง ก็เลยเกิดเป็นภาพที่น่ากลัว ดังนั้นจังหวัดยะลาโดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้มอบหมายให้ผมไปศึกษาในเบื้องต้นเรื่องคดีที่เกิดขึ้นในรอบปี 2549-2550 ในช่วงที่เกิดเหตุมาก และเราก็พบว่าเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นนั้นแยกออกเป็น 6 อย่างด้วยกัน ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ หนึ่ง เราต้องยอมรับว่ามีกลุ่มที่มีแนวความคิดแบบรุนแรงที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนอยู่จริง และได้ก่อเหตุรุนแรงขึ้น เช่น การวางระเบิดในเขตเทศบาลนครยะลาในช่วงแรกๆ เรามีหลักฐานว่าชาวบ้านที่เป็นวัยรุ่นบางคนหลงผิดไปเข้าร่วมขบวนการอยู่บ้าง สอง โกธรแค้นเจ้าหน้าที่รัฐเป็นการส่วนตัว เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ยกตัวอย่างเช่น พ่อถูกจับกุม และลูกก็เห็นว่าพ่อไม่ได้รับความเป็นธรรม นี่คืออีกปัจจัยหนึ่ง สาม ต้องยอมรับว่าเรื่องยาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่ง ยาเสพติดกับการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งบางครั้งเราดูแล้วปรากฏว่ามีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากแก๊งค้ายาเสพติดทะเลาะกันหรือหักหลังกัน ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งเกิดขึ้นที่ อ.บันนังสตา มีการยิงกัน แต่พอไปตรวจสอบก็พบว่าเป็นแก๊งค้ายาเสพติดหักหลังกันเอง สี่ การทุจริตและการคอร์รัปชั่นในองค์กรของรัฐ จากโครงการรับเหมาก่อสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่น บางครั้งผู้รับเหมา 2 บริษัทแข่งกันเพื่อที่จะรับเหมาโครงการนั้น เมื่ออีกบริษัทได้งานและเริ่มลงมือทำ ก็เกิดมีคนมาเผาสิ่งของที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งบางครั้งการเผารถที่ใช้ในการก่อสร้างไม่ได้มาจากเหตุการณ์ความไม่สงบเสมอไป ห้า การเลือกตั้งทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ถือเป็นปัญหาพัวพันที่ก่อให้เกิดการก่อเหตุร้าย หก คือปัญหาส่วนตัว สรุปแล้วมีทั้งหมด 6 ประการที่ทำให้เกิดปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ O เมื่อทราบถึงปัจจัยที่เป็นสาเหตุของปัญหาความไม่สงบแล้ว รัฐทำอย่างไรต่อ? 
ทางจังหวัดได้มาทบทวนใน 6 ประเด็นที่เกิดขึ้นว่าถ้าเราจะให้ทหาร ตำรวจ รวมไปถึงกองกำลังต่างๆ เข้าไปจัดการปัญหาทั้ง 6 ประการนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะปัญหาในบางเรื่องเราเล็งเห็นว่าชุมชนหรือหมู่บ้านน่าจะแก้ไขกันเองได้ เราก็เลยไปศึกษาดูว่าในอดีตที่ผ่านมาชาวบ้านอยู่กันอย่างไรถึงสามารถแก้ไขปัญหากันได้เอง ปรากฏว่าชาวบ้านที่นับถือศาสนาอิสลาม เขามีวิถีชีวิตอย่างหนึ่งในการควบคุมพฤติกรรมในสังคม เป็นวิถีชีวิตมุสลิม คือมีการจัดทำข้อตกลงเป็นกฎกติกาขึ้นมาดูแลพฤติกรรมของคนในชุมชนมุสลิมด้วยกัน ซึ่งภาษามลายูถิ่นเรียกว่า "กฎฮูกมปาก๊ะ" ในอดีตคนที่จะกำหนดกฎกติกาอันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้อาวุโสในหมู่บ้านและผู้นำศาสนา แต่ในปัจจุบันเรามีผู้ที่ถือว่าเป็นตัวแทนชาวบ้านเพิ่มขึ้นในหมู่บ้าน จังหวัดยะลาก็เลยเสนอว่าให้ทางอำเภอไปชี้แจงกับผู้นำชุมชนและผู้นำศาสนาว่า เราน่าจะมีการรื้อฟื้นกฎกติกาประจำหมู่บ้าน หรือที่เรียกว่า "ฮูกมปาก๊ะ" ขึ้นมาใช้ โดยมอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้านในแต่ละหมู่บ้าน ร่วมกับโต๊ะอิหม่ามซึ่งมีอยู่แล้วทุกหมู่บ้าน และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ซึ่งทั้งสามคนนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอยู่แล้ว และอาจมีเพิ่มมาอีกคนหนึ่งเป็นคนที่ 4 ถ้าหมู่บ้านไหนมีผู้อาวุโสประจำหมู่บ้าน ให้ทั้ง 3 หรือ 4 คนมานั่งคุยกันเพื่อตกลงกันว่า เราจะควบคุมพฤติกรรมคนในหมู่บ้านหรือชุมชนเหมือนกับในอดีตได้อย่างไร โดยนำหลักการของศาสนาอิสลามเข้ามาใช้ ยกตัวอย่างเช่น 1.การปฏิบัติศาสนกิจ ผู้ใดไม่ไปปฏิบัติศาสนากิจวันศุกร์ติดต่อกัน 3 ศุกร์ จะต้องมีการลงโทษ ส่วนโทษจะลงกันอย่างไรก็ให้ไปจัดการกันเอง 2.ถ้าเกิดมีความขัดแย้งกันในหมู่บ้าน ก็ให้นำตัวมาให้โต๊ะอิหม่ามหรือผู้ใหญ่บ้านเป็นคนตัดสิน 3.ถ้าเกิดจับได้ว่าคนในหมู่บ้านลักขโมย เมื่อถูกจับได้ต้องให้ผู้ปกครองหรือผู้ที่กระทำมาเสียค่าปรับให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง 4.เรื่องยาเสพติดที่มีระบาดมากในขณะนี้ เราก็ให้มีการออกกฎกติกาว่าลูกหลานใครถ้าอายุยังไม่ถึง 15 ปีแล้วติดบุหรี่ พ่อแม่ต้องพาลูกไปเลิกให้เรียบร้อย และถ้าบ้านไหนต้มยาสี่คูณร้อย (ยาเสพติดประเภทหนึ่งที่วัยรุ่นในพื้นที่นิยมกันมาก) บ้านนั้นต้องถูกลงโทษ แต่ถ้าส่งตัวไปรักษาที่สถานอนามัยหรือส่งไปดาวะห์เพื่อขัดเกลาจิตใจ เราก็จะให้อภัย ไม่ถือโทษโกธรกัน อย่างนี้เป็นต้น เรื่องการจัดเวรยามเพื่อให้เกิดความยุติธรรมก็ต้องมีเป็นกติกาเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นวันนี้เวรใครที่จะมาดูแลโรงเรียนหรือดูแลเส้นทาง ก็ให้เขาเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเองทั้งหมดอย่างเสมอภาค ทางจังหวัดนำเสนอวิธีการแบบนี้มาแล้ว 9 เดือน โดยจังหวัดยะลาเองมี 349 หมู่บ้านจาก 8 อำเภอ เรานำร่องในช่วงแรก 58 หมู่บ้าน แต่ในปัจจุบันขยายไปถึง 180 หมู่บ้านแล้ว หมู่บ้านเหล่านั้นชาวบ้านเป็นคนกำหนดกฎกติกาขึ้นมาเอง และในจำนวน 180 หมู่บ้าน เราพบว่า 70-80% ใช้ได้ผล หมายถึงว่าชาวบ้านสามารถกำหนดกฎกติกาแก้ไขข้อขัดแย้งกันเองได้ ยกตัวอย่างที่หมู่ 8 ต.บุดี อำเภอเมืองยะลา เมื่อก่อนในหมู่บ้านมีปัญหาเรื่องการลักเล็กขโมยน้อย และปัญหาวัยรุ่นติดยาเสพติดเป็นจำนวนมาก เมื่อเร็วๆ นี้เราได้สำรวจวัยรุ่นในหมู่บ้านที่ติดยาเสพติดจำนวน 42 คน ปรากฏว่าเลิกยาเสพติดได้หมด ปัญหาการลักขโมยก็หมดไป รวมไปถึงชาวบ้านที่ไปบุกรุกป่าชุมชนที่อยู่ท้ายหมู่บ้านก็เลิกหมดแล้ว ขณะนี้เราเลือกหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านตัวอย่าง O แสดงว่าถึงวันนี้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมบ้างแล้ว? ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา พบว่าคดีเล็กๆ น้อยๆ หรือการทะเลาะเบาะแว้งกันในชุมชนลดลงไปได้เยอะทีเดียว เพราะตัวชาวบ้านเองให้การตอบรับ ยิ่งเมื่อเดือนที่แล้วในช่วงก่อนสงกรานต์ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเข้ามาโจมตีฐานและพยายามเข้าไปเผาโรงเรียนในพื้นที่สามจังหวัด แต่ของยะลาไม่ได้รับความเสียหาย เพราะชาวบ้านแต่ละชุมชนอยู่เวรยามร่วมกับเจ้าหน้าที่ภายใต้กฎกติกาที่เขาตกลงกันเอาไว้ ก็เลยทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถเข้ามาก่อเหตุได้ อีกตัวชี้วัดหนึ่งที่เราเห็นก็คือ ในช่วงปี 2549-2550 ไม่เคยมีชาวบ้านออกมามอบตัวเลย แต่ปี 2551-2552 มีชาวบ้านออกมามอบตัวแล้วทั้งหมด 238 คน และใน 238 คนนั้นมีประเภทที่เป็นแกนนำทั้งสิ้น 9-10 คน และเร็วๆ นี้ก็จะมีการติดต่อเข้ามารายงานตัวอีก 7 คนโดยติดต่อผ่านกลุ่มเอ็นจีโอ (องค์กรพัฒนาเอกชน) คนที่ออกมามอบตัวบอกเองว่าชอบใจโครงการนี้ แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านเริ่มมีความเข้าใจเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มมากขึ้น และก้าวต่อไปของจังหวัดยะลาก็คือ ถ้าหมู่บ้านไหนสามารถใช้กฎฮูกมปาก๊ะดูแลตัวเองได้ เราก็จะพยายามลดบทบาทของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงลง เพราะถือว่าชาวบ้านสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว และก็จะค่อยๆ ถอนออกมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปอยู่ในหมู่บ้านที่ยังมีความรุนแรงอยู่ ตรงนี้จะทำให้ชาวบ้านมีความรู้สึกว่า การที่รัฐบาลส่งกองกำลังมานั้นเพื่อที่จะให้มาดูแล ไม่ใช่ส่งมาเพื่อกดขี่ และเมื่อเขาดูแลตัวเองได้ รัฐก็ต้องถอนกำลังออก มันก็จะเป็นไปตามธรรมชาติและเป็นไปตามหลักสมานฉันท์ ประนีประนอมซึ่งกันและกัน เมื่อเราเอากฎฮูกมปาก๊ะมาใช้ร่วมกับนโยบายของรัฐบาลที่ขยายวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันผู้ใหญ่บ้านให้อยู่ได้ถึง 60 ปี และเพิ่มจำนวนผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบขึ้นมา รวมไปถึงการมี ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) อรบ. (อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน) และ อส. (อาสาสมัครรักษาดินแดน) ทั้งหมดจะเป็นกองกำลังภาคประชาชนที่สามารถดูแลตัวเองได้ ภายใต้กฎกติกาที่ทำร่วมกัน O การดำเนินโครงการพบปัญหาบ้างหรือไม่? ต้องยอมรับว่าการเข้าไปทั้ง 58 หมู่บ้าน ใช่ว่าชาวบ้านจะรับทันที มีบางหมู่บ้านเหมือนกันที่รับทันที เพราะโต๊ะอิหม่าม ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต.เป็นญาติหรือเป็นเพื่อนกัน กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีเอกภาพมาก และสามารถทำได้เร็ว แต่บางหมู่บ้านที่ไม่รับ เพราะมีปัญหาเรื่องการเมืองท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้านกับ อบต.ต่างคนก็มาจากการเลือกตั้ง ถ้าสองฝ่ายไม่ถูกกันหรือเคยมีข้อขัดแย้งกัน กว่าจะกำหนดกฎกติกาได้ต้องใช้เวลานาน เราเลยต้องใช้ปลัดอำเภอเป็นผู้ประสานงานลงไปทำความเข้าใจ
หรือบางทีกำหนดกฎกติกาขึ้นมาแล้ว และชาวบ้านเห็นชอบหมด แต่วันหนึ่งญาติผู้ใหญ่บ้านไปทำผิดขึ้นมา อิหม่ามก็ชี้ว่าผิด ต้องปฏิบัติตามข้อตกลง แต่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่านี่เป็นญาติเรา ห้ามลงโทษ ก็เกิดการเบี้ยวกันขึ้นมา พออีกฝ่ายหนึ่งทำขึ้นบ้างก็จะเกิดปัญหา ตอนนี้กำลังเร่งแก้ไขตรงจุดนี้อยู่ โดยเชิญทุกฝ่ายมาทำความเข้าใจ และเน้นย้ำว่าหากท่านไม่สามารถดูแลกันเองได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น ก็ต้องใช้กองกำลังฝ่ายความมั่นคงเข้ามาดูแล ท่านก็จะรู้สึกไม่สะดวก ดังนั้นท่านต้องเลือกเอา ต้องเลือกว่าจะดูแลตัวเองหรือจะให้กองกำลังเจ้าหน้าที่รัฐลงไปดูให้ ตรงนี้ทำให้หมู่บ้านตำบลต่างๆ เริ่มกลับมาทบทวน สรุปได้ว่าเราใช้กฎกติกานี้มา 9 เดือน ได้ผลเป็นอย่างมาก ผมขอใช้คำว่าน่าพอใจเป็นอย่างมาก ตัวอย่าง"ฮูกมปาก๊ะ"ในหมู่บ้านนำร่อง 1.การปฏิบัติศาสนกิจ 1.1 ผู้ใดไม่ไปปฏิบัติศาสนกิจวันศุกร์ติดต่อกัน 3 ศุกร์ ให้คณะกรรมการมัสยิดและอิหม่ามไปเยี่ยมเยียนสอบถามเหตุผลและกล่าวตักเตือน 1.2 หมู่บ้านกำหนดให้มีการเรียนศาสนาอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ให้ทุกคนในหมู่บ้านมาเรียนอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อ 4 อาทิตย์ 1.3 ผู้ใดไม่ไปปฎิบัติศาสนกิจวันศุกร์ติดต่อกัน 3 ศุกร์ ผู้นั้นต้องทำความสะอาดมัสยิดเป็นเวลา 1 วัน 2.การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด 2.1 เมื่อพบผู้เสพ/ผลิตในพื้นที่ ให้คณะกรรมการฯแจ้งต่อผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ทราบ ครั้งแรกให้ผู้ใหญ่บ้านไปกล่าวตักเตือนให้เลิกแล้วไปดาวะห์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3 วัน หากยังไม่ปฎิบัติตามให้แจ้งดำเนินคดีตามกฎหมาย 2.2 ผู้ใดจำหน่าย เสพ หรือเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผู้ปกครองต้องดูแลว่ากล่าวตักเตือน พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้นำ 3 ฝ่ายทราบ เพื่อนำไปบำบัดรักษา 2.3 ผู้ใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ว่ากรณีใดก็ตาม จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด หากผู้ใดติดยาเสพติดและต้องการที่จะบำบัดรักษา ให้แจ้งผู้นำ 3 ฝ่ายทันที 3. การรักษาความปลอดภัยและความสันติสุขภายในหมู่บ้าน 3.1 หากมีบุคคลภายนอกเข้ามาอาศัยภายในบ้านจะต้องแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบทันที หากไม่แจ้ง ผู้ใหญ่บ้านและ ชรบ.จะเข้าตักเตือนทันที 3.2 หาก ชรบ.ผู้ใดไม่เข้าเวรยามโดยไม่แจ้งเหตุหรือไม่หาคนแทน จะต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ติดต่อกัน 2 วัน หากเป็น อรบ.จะถูกตัดเงินจำนวน 112 บาทเพื่อเป็นค่าประกอบเลี้ยง 3.3 เมื่อมีกลุ่มดาวะห์เข้ามาภายในหมู่บ้าน จะต้องแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านและอิหม่ามทราบทันที โดยระบุบจำนวนผู้ที่มาพักอาศัยด้วย 4. การแก้ไขข้อพิพาทความขัดแย้งระหว่างบุคคล 4.1 กรณีมีความขัดแย้งระหว่างบุคคลเกิดขึ้นในหมู่บ้านหรือนอกหมู่บ้าน ให้นำคู่กรณีที่มีความขัดแย้งมาเจรจาประนีประนอมเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์แล้วลงบันทึกข้อตกลง โดยมีผู้นำ 4 ฝ่ายลงนามเป็นพยานหลักฐานไว้ แล้วให้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกัน 4.2 ผู้ใดทะเลาะวิวาทกันในหมู่บ้าน ผู้ก่อเหตุจะต้องเสียค่าปรับ 500 บาท คู่กรณี 250 บาท หากมีเจตนาที่จะก่อการทะเลาะวิวาทของคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่าย ให้ปรับคนละ 500 บาท หรือร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามที่คณะกรรมการฯเห็นสมควร กรณีที่เป็นคนมุสลิมต้องออกดะวะห์เป็นเวลา 3 วัน 4.3 ในกรณีมีข้อขัดแย้งระหว่างชาวบ้านด้วยกันในหมู่บ้านให้แจ้งให้คณะกรรมการหมู่บ้านทราบเพื่อทำการไกล่เกลี่ย และหาแนวทางประนีประนอมต่อไป ก่อนจะดำเนินการตามกฎหมาย 5. การรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.1 ผู้ใดปล่อยให้บริเวณมีน้ำเน่าขังหรือมีขยะสิ่งโสโครกจำนวนมาก คณะกรรมการหมู่บ้านจะแจ้งให้ดำเนินการภายใน 15 วัน ถ้ายังไม่เรียบร้อยจะตักเตือนครั้งที่ 2 ให้ดำเนินการให้เสร็จภายใน 15 วัน เมื่อเลยกำหนดจะปรับเป็นเงิน 500 บาท 5.2 ผู้ใดลักลอบตัดต้นไม้ ผู้นั้นต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย 5.3 ผู้ใดลักลอบตัดต้นไม้ที่มีความสูงไม่เกิน 3 เมตร ไม่เกิน 3 ต้น ในที่สาธารณะ ผู้นั้นต้องถูกปรับต้นละ 200 บาท เพื่อเข้ากองทุนสาธารณประโยชน์ รวมทั้งต้องปลูกต้นไม้เป็น 10 เท่าของต้นไม้ที่ตัดไป |