|
เรื่อง : ทีมข่าวอิศรา ภาพ : จรูญ ทองนวล โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา 
พลันที่ "ทีมข่าวอิศรา" นำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง "รู้จัก'จีที 200' ไขปมเครื่องหรือคน 'พลาด' เหตุบอมบ์โก-ลก" ตามด้วยบทความของ อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ที่ตั้งคำถามถึงความแม่นยำของเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที 200 จากประสบการณ์ที่ทำงานในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มานานหลายปี ปรากฏว่างานเขียนทั้ง 2 ชิ้นดังกล่าว สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของเครื่อง จีที 200 อย่างกว้างขวาง
นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังของเมืองไทย ส่งอีเมล์ถึง "ทีมข่าวอิศรา" ให้ข้อมูลว่า รู้สึกตกใจเมื่อได้อ่านวิธีใช้เครื่อง จีที 200 จากคำสัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ที่เคยใช้ โดยเฉพาะที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าใช้หลักการแม่เหล็กไฟฟ้าสถิต จึงมีความเบี่ยงเบนสูงหากสุขภาพกายและสุขภาพใจของตัวผู้ใช้ไม่มีความพร้อมเพียงพอ "ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ อ่านแล้วมึนเลยครับ เพราะไม่คิดว่าเครื่อง จีที 200 จะมีหลักการทำงานแบบนี้ และถ้าเครื่องมือวิทยาศาสตร์อะไรก็ตามแสดงผลเบี่ยงเบนอันสืบเนื่องจากสุขภาพหรือจิตใจของผู้ใช้ได้ ต้องบอกว่าเครื่องนั้นไม่น่าเชื่อถือ" นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ ยังบอกอีกว่า เท่าที่ศึกษาข้อมูลของเครื่อง จีที 200 จากแหล่งต่างๆ รู้สึกวิตกมากๆ ว่าเครื่องมือชนิดนี้อาจจะไม่สามารถตรวจหาวัตถุระเบิดได้จริง "เท่าที่ศึกษาข้อมูลของเครื่อง ผมว่าหลักการทำงานมันคลุมเครือมาก มีการพูดสรรพคุณที่น่าจะเกินจริง และผิดหลักการทางวิทยาศาสตร์เบื้องต้น เทียบง่ายๆ เครื่องนี้ก็เหมือนกับการถือลวดดาวน์ซิง (Dowsing) ซึ่งเป็นลวดงอ กำไว้ในมือหลวมๆ เพื่อใช้ในการค้นหาบ่อน้ำเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ให้ผลการค้นหาที่ถูกต้องตามหลักการทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด" "ยิ่งไปกว่านั้น จากข้อมูลแหล่งเปิดที่ค้นหาได้ทางอินเทอร์เน็ต ยังพบว่าเครื่องจีที 200 มีราคาสูงถึง 9 แสนบาท (เจ้าหน้าที่ที่ใช้เครื่องอยู่ในปัจจุบันระบุว่าราคาเครื่องละ 1.1-16. ล้านบาท) ใช้กันแพร่หลายในประเทศไทย แต่มีประเทศอื่นใช้อีกเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นเอง ทั้งยังเคยมีการทดลองใช้เครื่องลักษณะเดียวกันนี้แต่ยี่ห้ออื่น ปรากฏว่าไม่สามารถใช้งานได้จริง ฉะนั้นจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยได้พิสูจน์เรื่องนี้ เพราะหากใช้ไม่ได้ผลจริงๆ ก็จะสร้างความเสี่ยงให้กับตัวผู้ใช้ หรืออาจไปกระทบสิทธิของประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้เหมือนกัน" อาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง กล่าว ส่วนในเว็บไซต์ "คุยกับ เสธ.แดง" www.sae-dang.com ของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก มีการตั้งกระทู้ชื่อ "ไขปมร้อน...GT 200" ผู้แสดงความเห็นที่ใช้ชื่อว่า @ yla ให้ข้อมูลว่า หน่วยงานยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาเคยแถลงเตือนเกี่ยวกับเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดที่มีรูปแบบการทำงานคล้าย จีที 200 แต่เรียกชื่ออย่างอื่น หลังจากนำเครื่องไปทดสอบแล้วพบว่าผลการตรวจหาวัตถุระเบิดมีความแม่นยำเพียง 50% หรือเท่ากับการโยนหัวก้อยเสี่ยงทาย เมื่อไปสืบหาบริษัทผู้ผลิต ก็พบว่าปิดตัวไปแล้ว โดยผู้โพสต์ข้อความอ้างข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.ojp.usdoj.gov/nij/pubs-sum/178913.htm พร้อมอธิบายรายละเอียดการทดลองของหน่วยงานในสหรัฐอย่างละเอียดทุกขั้นตอนด้วย "ผมเป็นห่วงภาษีอากรของแผ่นดินและชีวิตทหาร 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่เอาเจ้าเครื่องนี้ไปใช้ครับ" เป็นความรู้สึกของผู้แสดงความเห็นที่ใช้ชื่อ @ yla ในอินเทอร์เน็ตยังมีผู้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเครื่อง จีที 200 เอาไว้อย่างเป็นระบบ มีเอกสารอ้างอิงอย่างชัดเจน โดยได้สรุปคุณสมบัติและข้อมูลจำเพาะของเครื่องจากเว็บไซต์ตัวแทนจำหน่าย พร้อมตั้งข้อสังเกตเอาไว้เป็นข้อๆ ดังนี้ 1.หลักการค้นหาที่กล่าวอ้าง ไม่สามารถทำได้จริงในเชิงวิทยาศาสตร์ ผู้ผลิต (และตัวแทนจำหน่าย) อ้างว่าได้ใช้ “สมบัติการดูด/ผลักแม่เหล็ก” ของสสาร ในการระบุชนิดของสารที่ตรวจ ซึ่งสมบัติดังกล่าวมีอยู่จริง แต่มีแรงที่อ่อนมาก ไม่สามารถส่งผลได้ไกลถึง 700 เมตรตามระยะการตรวจจับของเครื่องที่อ้างไว้ (ลองจินตนาการถึงการใช้แม่เหล็กติดตู้เย็นดูดคลิปหนีบกระดาษ จะเห็นว่าไม่ถึงหนึ่งเมตร แรงของแม่เหล็กก็ไม่สามารถดูดคลิปหนีบกระดาษได้แล้ว) โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณจากแรงดังกล่าวถูกรบกวนโดยคลื่นแม่เหล็กมากมายรอบตัวเรา (คลื่นวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ วิทยุสื่อสาร หรือแม้แต่คลื่นรบกวนของบรรยากาศโลก) จึงไม่มีทางที่จะตรวจจับสมบัติดังกล่าวของสสารได้ในระยะไกลเท่าที่อ้างเลย อีกประการหนึ่ง การตรวจจับสมบัติทางแม่เหล็กของสสารต้องอาศัยสนามแม่เหล็กในการตรวจสอบ ซึ่งต้องใช้พลังงานปริมาณมากในการผลิต แต่ตัวเครื่อง จีที 200 กลับไม่มีการใช้แบตเตอรี่ใดๆ แต่ใช้แค่พลังงานไฟฟ้าสถิต ซึ่งไม่เพียงพอในการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าให้มากพอที่จะส่งผลไกลถึง 700 เมตร ในขณะเดียวกันวัตถุที่ตรวจหา เช่น สารเสพติด วัตถุระเบิด ก็ไม่มีการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาเช่นกัน จึงพูดได้ว่าระยะเป็นร้อยๆ เมตรที่อ้างนั้น ถ้าทั้งตัวเครื่องและตัวสารไม่มีการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งคู่ ก็ไม่มีทางส่งผลถึงกันได้เลย 2. ไม่มีการนำเครื่อง จีที 200 (หรือเครื่องที่คล้ายกัน) ไปใช้ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบัน การตรวจระบุชนิดของสารต่างๆ ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ จะใช้เครื่อง Spectrometer ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตรวจระบุสารเคมีชนิดความแม่นยำสูง ใช้กันในห้องปฏิบัติการทางเคมีทั่วโลก ส่วนในภาคสนามจะใช้อุปกรณ์ตรวจระบุสารเคมีจากไอระเหย (กลิ่น) ชนิดพกพา เครื่องทั้งสองแบบมีราคาสูงในหลักหลายล้านบาท และมีข้อจำกัดตลอดจนความยุ่งยากในการตรวจสอบสารเคมีมาก แต่กลับมีคุณสมบัติด้อยกว่าเครื่อง จีที 200 ตามที่ผู้ผลิตกล่าวอ้างมาทั้งสิ้น (ทั้งรูปแบบการใช้งาน ระยะตรวจจับ ปริมาณสารขั้นต่ำ การตรวจทะลุสิ่งปิดกั้น) ดังนั้นด้วยหลักสามัญสำนึก หากเครื่อง จีที 200 ทำได้ตามที่กล่าวอ้างจริง ทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทั่วโลก และหน่วยงานทางการทหารและความมั่นคงของสหรัฐ หรือสหภาพยุโรป ย่อมต้องนำเครื่องมือชนิดนี้หรือหลักการตรวจสอบแบบนี้ไปใช้จริงเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีการนำไปใช้งานเลย นอกจากหน่วยงานของประเทศโลกที่สามเท่านั้น (อินเดีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ฯลฯ) 3. มีรายงานแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และมีการดำเนินคดีกับผู้ผลิตเครื่องตรวจจับคล้ายๆ อย่างนี้มาแล้ว ผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ยังระบุถึงผลเสียและอันตรายจากการใช้งานเครื่อง จีที 200 หากอุปกรณ์ดังกล่าวไม่สามารถทำงานได้ตามที่กล่าวอ้างจริง ได้แก่ 1. สูญเสียงบประมาณประเทศไปกับอุปกรณ์ที่ใช้งานไม่ได้จริง โดยเครื่อง จีที 200 ถูกสั่งซื้อเข้ามาใช้งานในประเทศไทยในราคาเครื่องละประมาณ 900,000 บาท จำนวนเท่าที่ทราบมีมากกว่า 200 เป็นอย่างต่ำ 2. เจ้าหน้าที่สูญเสียวิจารญาณในการทำงาน เนื่องจากผลการตรวจสอบที่ผิดพลาดของเครื่อง (ที่มีประสิทธิภาพเท่าการเดาสุ่ม) ซึ่งส่งผลต่อความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในกรณีของ false negative (คือมีสารตัวอย่างจริง แต่ตรวจไม่พบ) ที่เกิดกับกรณีของวัตถุระเบิดหรืออาวุธปืน 3. ความเสี่ยงของประชาชนที่เพิ่มขึ้นตามการทำงานที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ อันเป็นผลมาจากข้อ 2 4. เจ้าหน้าที่ทางนิติวิทยาศาสตร์และหน่วยสืบสวนนำผลการตรวจสอบของเครื่องมือดังกล่าว (ซึ่งใช้ไม่ได้จริง) เข้ามาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณารูปคดี และให้การในชั้นศาล (ปัจจุบันผลของเครื่อง จีที 200 ไม่สามารถใช้อ้างในศาลได้ แต่อาจส่งผลต่อคำให้การของเจ้าหน้าที่) รวมถึงได้มีการอ้างผลการตรวจของเครื่องทางสื่อมวลชน อันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดของประชาชนต่อเหตุการณ์หรือรูปคดีได้ 5. การอ้างผลการตรวจของอุปกรณ์ จีที 200 เพื่อทำการตรวจค้นหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป ในกรณีของ false positive (คือไม่มีสาร แต่เครื่องตรวจพบ) อาจทำให้เกิดผลเสียที่บานปลายได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ภาคใต้ที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจตามกฎหมายพิเศษในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ ยังมีข้อมูลจากบล็อก "โอเคเนชั่น" ซึ่งเขียนโดยบล็อกเกอร์ที่ใช้ชื่อ "นักข่าวสายทหาร" ระบุว่า โครงการจัดหาเครื่องจีที 200 เริ่มตั้งแต่ปี 2547 และมีการสั่งซื้อเพิ่มเติมในสมัยของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) โดยหน่วยเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิด หรืออีโอดี ของกรมสรรพาวุธทหารบก ได้นำเครื่องจีที 200 มาใช้ปฏิบัติภารกิจร่วมกับทหารในทุกกองทัพภาค ซึ่งจะหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันลงไปปฏิบัติภารกิจในสามจังหวัดชายแดนใต้ด้วย อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ กล่าวว่า พยายามหาความรู้เกี่ยวกับเครื่องจีที 200 มาตลอด 2 ปีเศษ แต่ไม่มีผู้ใดยืนยันประสิทธิภาพของเครื่องมือนี้ได้เลย "ดิฉันกำลังคิดจัดเวทีสาธารณะเพื่อถกเถียงเรื่องการใช้จีที 200 เพื่อเปิดประเด็นทางวิชาการสู่สังคม ซึ่งจะเกิดประโยชน์อย่างมากต่อพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้" อังคณา กล่าว อนึ่ง การตั้งคำถามเกี่ยวประสิทธิภาพของเครื่อง จีที 200 สืบเนื่องมาจากความไม่พอใจของชาวสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ที่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าตรวจสอบรถยนต์ต้องสงสัยที่ถูกคนร้ายนำไปจอดทิ้งไว้ด้านหน้าร้านขายเครื่องสำอาง ตรงข้ามโรงแรมเมอร์ลิน ถนนเจริญเขต ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ผลตรวจโดยใช้เครื่อง จีที 200 กลับไม่พบความผิดปกติใดๆ แต่สุดท้ายรถคันดังกล่าวกลายเป็นคาร์บอมบ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา |