| ต้นแบบวัดสมานฉันท์ แก้จน-ไขปัญหาการเมืองท้องถิ่น |
|
|
|
| เขียนโดย วิมล กิจวานิชขจร | |||
| วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2552 เวลา 01:11 น. | |||
|
ตำบลชุมแสงก่อนปี 2538 ไม่เพียงเผชิญกับปัญหาปากท้อง ชาวบ้านกู้และถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน เป็นหนี้สินซ้ำซาก ยังเกิดความแตกแยกทางสังคมและการเมืองท้องถิ่น แม้กระทั่งในวัดเองพระก็แบ่งเป็นสองฝ่ายไม่ลงรอยกัน ชาวบ้านต่างแยกทำบุญกับพระฝ่ายที่ตนนับถือ ผู้นำชุมชนกับวัดก็ขัดแย้งกัน ชุมชนแตกแยกขาดความสามัคคี ตั้งกลุ่มพัฒนาอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อพระครูวิบูลสิทธิธรรม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “อาจารย์ตูม” มาเป็นเจ้าอาวาส สภาพการณ์ก็เปลี่ยนไป ท่านเริ่มแก้ไขความแตกแยกในวัดซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาและกิจกรรมในชุมชนก่อน จากนั้นมองว่าความขัดแย้งทั้งหลายเกิดเพราะชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตต่ำ ทั้งรายได้ การศึกษา ชีวิตครอบครัว จึงริเริ่มกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆโดยสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เช่น กลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์ กองทุนยา กองทุนฝึกฝนอาชีพ, กองทุนสวัสดิการพื่อช่วยเหลือบ้าน วัด โรงเรียน สถานีอนามัย สถานีตำรวจ ทุนการศึกษาเด็ก, ศูนย์เด็กเล็กและกลุ่มแม่บ้าน, กิจกรรมบวชชีพราหมณ์, หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน ธรรมะตามสาย, ป่าชุมชน และสำคัญที่สุดคือริเริ่ม “กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์” โดยชาวบ้านเป็นแกนหลักดำเนินการ ซึ่งทุกกลุ่มล้วนมีหลักธรรมทางศาสนาเป็นพื้นฐาน
“พระครูนิยามความขัดแย้งว่าเกิดจากคุณภาพชีวิตคนต่ำ เป็นสาเหตุของการแย่งที่กันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันพิศวาส แย่งอำนาจกันเป็นใหญ่ ท่านหาทางออกแก้ความขัดแย้งโดยตั้งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม ทำให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น จากนั้นก็ขยายไปสู่การเมืองสมานฉันท์..” {mosimage} กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ คือการรวมตัวของชาวบ้านโดยอาศัยความซื่อสัตย์จริงใจต่อตนเองและผู้อื่น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นำเงินมารวมกันทีละเล็กละน้อยเป็นการออมทรัพย์ ใครเดือดร้อนจำเป็นก็กู้ยืมได้ดอกเบี้ยต่ำ และยังมีการปันผลปลายปีให้สมาชิก ที่สำคัญกลุ่มนี้ได้แก้ไขปัญหาพื้นฐานชุมชนคือความยากจน การรวมเงินยังทำให้เกิดการรวมคนจึงขยายไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆด้วย รวมทั้งการเมืองท้องถิ่น เ เดิมการแข่งขันเลือกตั้งในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน สภาตำบล นายกองค์การบริหารส่วนตำบล จะมีการใส่ร้ายป้ายสีข่มขู่โจมตีฝ่ายตรงข้าม มีการแบ่งฝักฝ่ายทำให้เกิดความร้าวฉานในชุมชน เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาของพระครูคือ การสร้างกติกาพื้นฐานโดยอิงหลักคุณธรรม, การค้นหาความต้องการที่แท้จริงของชุมชน, สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน, การให้อภัยซึ่งกันและกัน, การเจรจาไกล่เกลี่ยและการสื่อสารอย่างสันติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้นำมาใช้กับการสร้างสมานฉันท์การเมืองด้วย ท่านพระครูไม่ได้ชี้นำให้ชาวบ้านเลือกผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง แต่สอนให้ชาวบ้านเลือกคนดี เทศน์ว่าการเลือกคนซื้อสิทธิ์ขายเสียงไม่ซื่อสัตย์เท่ากับเลือกคนบาปเข้าไปทำงาน บาปก็จะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ
“..ก่อนการเลือกตั้ง ท่านชวนกลุ่มการเมืองต่างๆมาปฎิญาณตนต่อหน้าหลวงพ่อขาวพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนว่าจะแข่งขันกันอย่างสุจริต ช่วงรณรงค์เลือกตั้งท่านก็เปิดพื้นที่วัดในงานบุญหรือวันที่ชาวบ้านมารวมตัวกันมากๆ ให้ผู้สมัครมาจัดเวทีปราศรัย จัดวงเสวนาให้มาแถลงนโยบาย และตกลงกันว่าใครได้รับเลือกตั้งต้องเอานโยบายหลักที่ดีของฝ่ายตรงข้ามไปปฏิบัติด้วย.. {mosimage} 4 ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสมานฉันท์ในชุมชนนี้ได้ คือ 1.อุดมการณ์ความเชื่อในสถาบันสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือชาวบ้านทุกคนต่างนับถือหลวงพ่อขาวพระพุทธรูปในวิหารในชุมชน 2.การที่ชาวบ้านเชื่อมั่นในภาวะผู้นำของท่านพระครู 3.ความกตัญญูกตเวทีและเคารพผู้อาวุโสของชุมชน 4.การที่ชาวบ้านในชุมชนตระหนักในกติการ่วมกันของสังคม เช่น กติกากลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ต้องมีสัจจะ และยังมีคุณธรรมอื่นๆที่พระครูนำมาใช้ เช่น ความสามัคคี มีวินัย อดทน อดออม อดกลั้น ผลคือทำให้เกิดความรักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันในชุม ความไว้เนื้อเชื่อใจและเสียสละรับผิดชอบต่อส่วนรวม ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดสังคมและการเมืองสมานฉันท์ที่ตำบลชุมแสงสงคราม ดังนั้นท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรงในสังคมซึ่งทำให้เกิดความเกลียดชังและแตกแยกจนยากจะสมาน บทบาทของพระครูวิบูลสิทธิธรรมแห่งวัดหนองพยอม นับว่าเป็นต้นแบบที่น่าสนใจจะนำไปบูรณาการปรับใช้ในชุมชนและสังคมอื่นๆ .
|



วัดตามความเข้าใจของคนทั่วไป คือศาสนสถานที่เทศน์ธรรมสั่งสอนศีลธรรม และเป็นพื้นที่เปิดให้คนเข้าไปทำบุญตามศรัทธาความเชื่อทางศาสนา แต่ที่นี่ “วัดหนองพยอม” ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ไม่เพียงทำหน้าที่เท่านั้น หากแต่พระครูวิบูลสิทธิธรรม เจ้าอาวาส ยังเปิดพื้นที่ให้วัดเชื่อมโยงกับการพัฒนาชุมชนอย่างสำคัญ โดยเข้าไปมีบทบาทแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างสมานฉันท์การเมืองท้องถิ่น




สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย 


