Community Isranews

10 กันยายน 2553
“นโยบายแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร” ภาพลวงตาการช่วยเหลือเกษตรกรยากจน? PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย วิมล กิจวานิชขจร   
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2552 เวลา 06:11 น.
          สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนา “การปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรมในสังคม” เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเซ็นทราราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเช็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์  ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานทีดีอาร์ไอ นำเสนอบทความ “การแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรกับการกระจุกตัวของผลตอบแทนส่วนเกิน” สาระสำคัญคือนโยบายแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรของรัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรยากจน แต่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มธุรกิจการเมืองปีละ 3 หมื่นกว่าล้านบาท โดยผลักเป็นภาระภาษีประชาชน เสนอให้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว

          แต่ยังคงมีความจำเป็นต้องช่วยเหลือเกษตรกรยากจนโดยจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ใช่เงินกู้เช่นไทยเข้มแข็งซึ่งบั่นทอนวินัยการคลังของประเทศ ส่วนนโยบายประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลปัจจุบันเดินมาถูกทางแต่ยังมีจุดอ่อนต้องแก้ไข ต่อไปนี้เรียบเรียงจากการนำเสนอบทความของ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร..

มายาคติในการช่วยเหลือเกษตรกร แท้จริงโอบอุ้มนายทุน
          “ตลาดสินค้าเกษตรของไทยมีการแข่งขันมาตลอด จนเป็นที่หนึ่งของโลกในหลายรายการ แต่เมื่อใดที่รัฐเข้ามาแทรกแซงก็เกิดปัญหาทุกครั้ง ทำให้มีการหากินกับเกษตรกรทุกที นโยบายที่ผ่านมาพยายามทำให้พ่อค้าส่งออกบางรายชนะประมูล เป็นการนำเงินไปแจกให้นักธุรกิจที่ร่ำรวยปีละหลายหมื่นล้าน เป็นความสูญเปล่าของสังคมซึ่งน่าจะเอามาช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน”
          นโยบายแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรของรัฐบาลเป็นมายาคติในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน แต่สร้างความร่ำรวยให้นักธุรกิจเพียง 2-4 ราย โดยเฉพาะผู้ส่งออก ซึ่งทำให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินอย่างมโหฬารโดยที่ผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้น, เกิดนวัตกรรมการทุจริตและผลักภาระให้ประชาชนที่เสียภาษีโดยไม่รู้ตัว

          ก่อนปี 2529 รัฐมีนโยบายแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรเพื่อเอาใจผู้บริโภคในเมืองและพัฒนาอุตสาหกรรม หลังจากนั้นก็เข้าสู่ยุคอุดหนุนคุ้มครองภาคเกษตรซึ่งเป็นที่มาของผลตอนแทนส่วนเกินอันเป็นความสูญเสียทางสังคมเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นสมัยรัฐบาลทักษิณ ชิณวัตร นโยบายจำนำราคาพืชผลจากที่ให้เกษตรกรจำนำในราคา 80-90% และชะลอการขายในช่วงต้นฤดู เปลี่ยนเป็นการพยุงราคาโดยยกราคารับจำนำสูงกว่าตลาด และมีมาตรการใหม่ๆทำให้รัฐกลายเป็นผู้ค้ารายใหญ่ ทำให้ผู้ส่งออกรายใหม่รายเดียวชนะประมูลสต็อกข้าวสต๊อกมัน และผูกขาดแปรรูปลำไยแห้ง ทำให้อัตราค่าจ้างสี แปรรูป ค่าเช่าโกดังสูงกว่าอัตราตลาด ปรับอัตราแปรรูปมันให้ลานมันและโรงแป้งมีกำไรมากขึ้น

          จากการศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญ พบว่า ข้าว มันสำปะหลัง ลำไย นั้นมีต้นทุนที่ใช้ในการแทรกแซงมากถึง 66,500 ล้านบาท และยางพาราอีก 7,400 ล้าน ซึ่งจำนวนนี้เป็นภาระขาดทุนหรือความสูญเปล่าของสังคมเกือบครึ่งหรือปีละ 35,000 ล้านบาท รัฐบาลยังใช้งบประมาณอย่างไร้วินัยการคลัง คือใช้งบกึ่งคลังหรือเงินกู้จากสถาบันการเงินมารับจำนำ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยใช้หนี้ และไม่เคยทำรายงานการเงินเสนอรัฐสภา ที่สำคัญคือกระจายภาระการใช้หนี้ให้ประชาชนผู้เสียภาษี

สูญเปล่าทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
          ในระบบการรับจำนำนั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือเกษตรกรฐานะดี เช่น ชาวนาที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีข้าวเหลือขาย ซึ่งก็คือชาวนาฐานะดี ชาวนายากจนจึงไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ แต่อย่างไรก็ตามผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในมือกลุ่มพ่อค้ามากกว่าเกษตรกร(ยกเว้นกรณีอ้อย) และยังเป็นการแข่งขันที่ไม่เสมอภาคเพราะกระจุกอยู่ในมือผู้ส่งออกเพียง 2-4 ราย โรงงานแปรรูปไม่กี่แห่ง โดยผู้ส่งออกข้าวสองรายแรกได้ส่วนแบ่งถึง 60% ผู้ชนะประมูลนมโรงเรียนสองรายแรกมีส่วนแบ่ง 26% จำนวนพ่อค้า โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก ที่เข้าร่วมโครงการน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมดังกล่าว (โรงสี 600 แห่งจาก 2,500 แห่ง, ผู้ส่งออกข้าว 17 รายจาก 250 ราย, โรงงานแป้ง 5-10 รายจาก 75 ราย, ลานมัน 50%, ผู้ส่งออกมันเพียง 4-5 ราย) พ่อค้าส่งออกที่ประมูลข้าวประมูลมันได้ มีต้นทุนต่ำกว่าพ่อค้าทั่วไป เพราะประมูลซื้อได้ราคาต่ำ มีเวลาจ่ายเงิน 6-9 เดือน โรงงานแปรรูปได้ค่าจ้างที่สูงกว่าอัตราตลาด

          “ผลตอบแทนมโหฬารปีละ 356,500 ล้านบาทเป็นแรงจูงใจให้คนอยากจะลงทุนเข้ามา เมื่อมีสิทธิ์และได้กำไรยังไม่พอ แถมทุจริตหาผลประโยชน์เพิ่ม (เช่น สวมสิทธิ์เกษตรกร ผลผลิตนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน, ลักลอบนำสินค้าในสต็อกรัฐไปหมุน, เวียนเทียนนำสินค้าที่รัฐจำหน่ายกลับมาเข้าโครงการ, เปลี่ยนสินค้าของรัฐเป็นของคุณภาพต่ำก่อนส่งเข้าโกดัง, ผู้ส่งออกฮั้วประมูลกันเพราะมีผู้ประมูลน้อยราย, ใช้นมพร่องมันเนยผลิตนมนักเรียน) ส่วนเกษตรกรก็ลดพื้นที่ปลูกสินค้าอื่นหันมาปลูกสินค้าที่รัฐจำนำราคาสูง เพิ่มรอบการปลูกข้าวจากปีละ 2 เป็น 3-4 ครั้ง เรียกร้องให้รัฐบาลขยายเวลารับจำนำตลอดเวลา โรงงานผลิตโรงงานแปรรูปก็มีกำลังการผลิตส่วนเกินมโหฬารแต่ผลผลิตไม่ได้เพิ่ม เช่นเราผลิตข้าวได้ 30 ล้านตัน แต่โรงสีมีกำลังการผลิต 60 ล้านตัน”

          ส่วนผลตอบแทนของนักการเมืองคาดว่ามาจากพ่อค้าเพราะมีผู้ชนะรายใหญ่น้อยรายและราคาประมูลใกล้เคียงกัน รวมทั้งยังได้คะแนนเสียงจากเกษตรกรและพ่อค้าในโครงการที่เป็นหัวคะแนน
          “รัฐบาลทักษิณสร้างนวัตกรรมทางนโยบายให้บริษัทที่มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองชนะประมูล ปี 2547 บริษัทหนึ่งชนะประมูลข้าวรวมสองครั้ง 2.2 ล้านตัน เกือบทั้งหมดของสต็อกรัฐบาล และประมูลในราคาสูงกว่าตลาดสร้างความฉงนให้พ่อค้าในวงการ แต่อีกไม่กี่เดือนรัฐบาลก็ขึ้นราคาประกันทำให้สินค้าส่วนใหญ่ไหลเข้าไปอยู่ในมือรัฐบาล พ่อค้าอื่นๆต้องซื้อสินค้าจากบริษัทที่ประมูลได้เท่านั้น และยังมีพฤติกรรม เช่น การอาศัยข่าวทุจริตเปลี่ยนแปลงวิธีการแทรกแซงหรือบุคคลที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ โชคดีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลป้องกันการทุจริตเพราะมีกฎหมายเป็นระบบให้แทรกแซงลำบาก”

          ความสูญเสียทางเศรษฐกิจสังคมจากการที่รัฐบาลเป็นผู้ค้ารายใหญ่ คือไทยผลิตและค้าสินค้าเกษตรบางชนิดที่ต้นทุนสูงขึ้น ผลิตแล้วนำไปเก็บในสต็อกให้เหมือนเสื่อมคุณภาพและขายออกไปในราคาที่ขาดทุน แล้วก็สูญเสียส่วนแบ่งตลาดโลกให้ประเทศคู่แข่ง ธุรกิจที่จะอยู่ได้ก็ต้องวิ่งเต้นอาศัยอำนาจการเมือง อำนาจการเมืองก็กระจุกอยู่ที่นักธุรกิจการเมือง ทำให้เกิดการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจ ผู้เสียประโยชน์คือพ่อค้าที่ไม่ได้ร่วมโครงการและประชาชนผู้เสียภาษี

เสนอให้เลิกนโยบายแทรกแซง ตัดวงจรนักธุรกิจการเมือง

          รัฐบาลต้องเลิกแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งจะเป็นการขจัดผลตอบแทนส่วนเกินที่ตกอยู่กับพ่อค้า ตลาดจะกลับมามีการแข่งขันเหมือนเดิม เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ใช่ทางการเมือง และยังจำเป็นต้องมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรยากจน ซึ่งนโยบายประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาถูกทางแล้ว แต่ยังมีจุดอ่อนคือล่าช้าเพราะอ่อนประชาสัมพันธ์ มีกลุ่มผลประโยชน์และราชการบางหน่วยงานเตะถ่วงคัดค้าน, พื้นที่จดทะเบียนสูงเกินจริง, ปริมาณและราคาประกันต่อครอบครัวสูงเกินไปทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณหลายหมื่นล้าน

          “รัฐบาลต้องปรับปรุง คือ ลดปริมาณและราคาประกัน, ให้เกษตรกรจ่ายเบี้ยประกัน ให้บริษัทประกันภัยเอกชนเข้าร่วม, ลงทุนระบบภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายสีทางอากาศเพื่อใช้ตรวจสอบพื้นที่ประกัน และสร้างวินัยการคลังไม่ใช้วิธีกู้เงินแม้กระทั่งงบไทยเข้มแข็ง ซึ่งเอา 6 หมื่นล้านบาทมาใช้ในโครงการนี้ แต่จัดสรรงบช่วยเหลือเกษตรกรจากงบประมาณประจำปี และยังจำเป็นต้องปรับโครงสร้างคณะกรรมการด้านการเกษตรแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน เพราะปัจจุบันมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีที่คุมนโยบายที่มาจากคนละพรรค, เลขานุการคณะกรรมการทำหน้าที่ทั้งผู้ทำนโยบายและปฏิบัติ นายกฯต้องตัดสินใจแทนข้าราชการประจำ ดังนั้นต้องแยกคณะกรรมการระดับนโยบายของฝ่ายการเมืองออกจากคณะกรรมการอำนวยการของฝ่ายราชการ กการเมืองจะได้รับผิดชอบเวลาทำนโยบายออกมาดีหรือไม่ดี อย่างไรก็ตามความสามารถในการทำนโยบายของพรรคการเมืองค่อนข้างอ่อนแอ ต้องให้สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเข้าไปเป็นเลขานุการช่วยทำงานนโยบาย”

          สุดท้ายมีความจำเป็นต้องปฏิวัตินโยบายการเกษตร เลิกหมกหมุ่นใช้ทรัพยากรในการประกันราคา แต่หันมาทุ่มเทวิจัยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน มีมาตรการใช้ทรัพยากรน้ำและที่ดินให้มีประสิทธิภาพยั่งยืน รวมทั้งมาตรการจัดการกับผลจากภาวะโลกร้อน และมลพิษ ฯลฯ .