สุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ การดูแลตนเองเป็นหนทางเบื้องต้นที่ดีที่สุดซึ่งยังผลให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจแจ่มใส แต่มากไปกว่านั้นคือโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบบริการสุขภาพที่เอื้ออำนวยให้เกิดสุขภาพกาย-ใจ-สังคม-ปัญญา อันเรียกรวมว่าสุขภาวะที่ดี เป็นนิมิตหมายดีในวงการสาธารณสุขไทยที่เกิด “สมัชชาสุขภาพ” อันเป็นกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ตามเจตนารมย์แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และเวทีสมัชชาสุขภาพปีนี้ที่จัดโดยคณะกรรมการการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เพิ่งจบไปหมาดๆ มีหลายประเด็นที่จะผลักดันสู่นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ
จำนวนนี้มีประเด็นสุขภาพชุมชนที่สมัชชาสุขภาพจะนำเสนอรัฐบาลเพื่อผลักดันเป็นนโยบายต่อไป
ได้แก่ บริการสุขภาพปฐมภูมิ, แพทย์แผนไทย, การกำจัดขยะอันตรายจากชุมชน
และการทบทวนโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ดไม่ให้ซ้ำรอยมาบตาพุด
บริการสุขภาพปฐมภูมิ การดูแลสุขภาพพื้นฐานของคนฐานราก
หน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ได้แก่ สถานีอนามัย, ศูนย์สุขภาพชุมชน, ศูนย์แพทย์ชุมชน, ศูนย์บริการสาธารณสุขสังกัดเทศบาล ฯลฯ นับว่ามีความสำคัญกับประชาชนฐานราก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันรักษา ส่งเสริมฟื้นฟูสมรรถภาพ และให้ความรู้เรื่องสุขภาพ แต่เนื่องด้วยชาวบ้านขาดความเชื่อมั่นในศักยภาพของหน่วยบริการดังกล่าว จึงหันไปเลือกใช้สถานพยาบาลในระดับที่สูงกว่า ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการในโรงพยาบาลรัฐต่างๆที่มีผู้รับบริการมากเกินไป
ปัญหาคุณภาพหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ เกิดจาก ความกระจุกตัวอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขถึงร้อยละ 98 ซึ่งแม้จะมีนโยบายกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) แต่ 10 กว่าปีที่ผ่านมามีเพียง 26 แห่งที่ได้รับการถ่ายโอนสู่ อปท. นอกนี้ยังมีปัญหาขาดแคลนงบและกำลังคนเรื้อรัง ครึ่งหนึ่งของหน่วยบริการเหล่านี้มีอัตราบุคลากรต่ำกว่ามาตรฐาน (เจ้าหน้าที่ 1 คน: ประชากร 1,250 คน) งบประมาณที่ได้รับจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพียงหัวละ 150 บาท เมื่อเทียบกับภาระงานที่มาก
เพื่อพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิที่รองรับความต้องการด้านสุขภาพของชาวบ้านได้ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขปรับเปลี่ยนทิศทางการใช้งบประมาณตามโครงการไทยเข็มแข็ง จากปัจจุบันที่ยังเน้นการลงทุนด้านโครงสร้างและวัสดุอุปกรณ์ มาลงทุนด้านกำลังคนในหน่วยบริการปฐมภูมิแทน โดยกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาให้มีศักยภาพและความพร้อมให้บริการสุขภาพขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ควรให้ชุมชน อปท.เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของและบริหารจัดการ
ยกระดับแพทย์แผนไทย การพึ่งพิงตนเองด้านสุขภาพของท้องถิ่น
{mosimage} แม้ปัจจุบันจะมีศูนย์การเรียนรู้แพทย์แผนไทยพื้นบ้านถึง 77 แห่งทั่วประเทศ ตั้งอยู่ในชุมชน วัด บ้านของหมอพื้นบ้าน สามารถดูแลสุขภาพชุมชนได้ แต่ยังไม่มีมาตรฐานวิชาชีพจริงจังทั้งด้านจรรยาบรรณและความอยู่รอดของหมอพื้นบ้าน ทำให้จำนวนหมอพื้นบ้านลดลงไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็มียาสมุนไพรปลอมมากขึ้นเรื่อยๆโดยส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเครือข่ายหมอพื้นบ้านเป็น “สภาการแพทย์พื้นบ้าน”
สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เสนอให้มียกระดับการแพทย์ดั้งเดิม คู่ขนานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อเป็นทางเลือกการพึ่งพิงตนเองด้านสุขภาพท้องถิ่นโดยส่งเสริมการรวมกลุ่มเครือข่ายหมอพื้นบ้านเป็น “สภาการแพทย์พื้นบ้าน” เพื่อสานต่อภูมิปัญญาด้านนี้ที่มีอยู่ในชุมชน, เสนอให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อตั้ง “สภาวิชาชีพการแพทย์แผนไทย” ทำหน้าที่ส่งเสริมควบคุมการประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย เพื่อให้บุคลากรด้านนี้ได้รับการยอมรับ-มีมาตรฐานวิชาชีพ-และเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค, สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “โรงพยาบาลแพทย์แผนไทยต้นแบบ” ใน 4 ภูมิภาค อย่างน้อยภาคละ 1 แห่ง โดยเปิดโอกาสให้เครือข่ายหมอแผนไทย หมอพื้นบ้าน พระสงฆ์และองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านนี้เข้าร่วมวางแผน
ลดความเสี่ยงชุมชน สร้างนโยบายกำจัดขยะอันตราย
ระบบการจัดการขยะอันตรายในประเทศยังไม่มาตรฐานเพียงพอ กฏหมายและมาตรการที่มีอยู่ก็ยังมีข้อจำกัดในการแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังไม่กำหนดให้มีระบบคัดแยกขยะ อปท.จึงไม่สามารถดำเนินการได้เพราะไม่มีแนวทางและงบประมาณรองรับ ในขณะที่ประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจและการมีส่วนร่วม และผู้ประกอบการยังมุ่งผลิตในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ที่ผ่านมาการจัดการขยะอันตรายจากชุมชนจึงมุ่งไปที่การแก้ปัญหาปลายเหตุมากกว่าป้องกัน ส่งผลให้ชุมชนมีความเสี่ยงที่ต้องอยู่กับขยะพิษที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น หมู่บ้านเก็บของเก่า ต.โคกสะอาด อ.ฆ้องชัย จ.กาฬสินธุ์ แต่ละเดือนมีขยะอันตรายจำนวนมาก เช่น หลอดไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชาวบ้านกำจัดโดยวิธีเผากลางแจ้ง ทำให้เกิดการสะสมและแพร่กระจายของสารพิษ ผลการวิเคราะห์ดินบริเวณดังกล่าว มีสารโลหะหนักเช่น ตะกั่ว ทองแดง สะสมอยู่และอาจเผยแพร่กระจายเข้าสู่ชาวบ้านที่เก็บเศษเหลือจากการเผาด้วยมือเปล่าและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารต่อไป
{mosimage} การผลักดันไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผลได้ ต้องมีนโยบายสาธารณะรองรับ สมัชชาสุขภาพจึงเสนอนโยบายกำจัดขยะอันตรายจากชุมชน โดยให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำหน้าที่เชื่อมประสาน ทบทวน ขับเคลื่อนแผนและนโยบายด้านนี้, ส่งเสริมและควบคุมให้มีการลดปริมาณขยะอันตราย, การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นในการจัดการขยะอันตราย และส่งเสริมให้ท้องถิ่นทำวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับขยะอันตราย
ทบทวนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด ก่อนซ้ำรอยมาบตาพุด
การพัฒนาพื้นที่สีเขียวให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ท่ามกลางความหวาดหวั่นของชาวบ้าน เพราะ “ร่างแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้ยั่งยืน” ยังไม่เป็นรูปธรรม แต่กลับมีการดำเนินการโครงการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง บางส่วนของแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเริ่มมีความเคลื่อนไหวทั้งที่นโยบายยังไม่ชัดเจน เช่น โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล ประเด็นคือความกังวลว่าจะซ้ำรอยผลกระทบต่อสุขภาพและชุมชนเหมือนนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
จึงเสนอให้ทบทวนโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือ เซาเทิร์นซีบอร์ด เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของท้องถิ่น โดยคำนึงถึงวิถีชีวิต การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ขอให้มีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มาเป็นประธานเปิดงานสมัชชาสุขภาพปีนี้ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมจัดทำนโยบายสาธารณะเกี่ยวกับระบบสุขภาพ และรัฐบาลพร้อมที่จะนำข้อเสนอไปพิจารณาอย่างจริงจัง ผลเป็นอย่างไรในประเด็นใดบ้างคงต้องติดตามและร่วมกันผลักดันให้เกิดรูปธรรมเชิงนโยบายต่อไป แต่วันนี้ก็ยังน่ายินดีที่ประเด็นสุขภาพชุมชนถูกผลักดันสู่สาธารณะ .
|