Community Isranews

10 กันยายน 2553
เปิดศักราชสวัสดิการชุมชน นำร่องสู่การปฏิบัติมกราคมปีนี้ 5 พันแห่ง PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย วิมล กิจวานิชขจร   
วันศุกร์ที่ 01 มกราคม 2553 เวลา 07:01 น.

          “ปัจจุบันคนที่มีหลักประกันคือ ข้าราชการ และคนที่อยู่ในประกันสังคม สองกลุ่มนี้รวมแล้วประมาณ 10 กว่าล้านคน หมายความว่ามีคนอีกประมาณ 40 กว่าล้านคนยังไม่มีหลักประกันอะไรเลย กองทุนเงินออมแห่งชาติจะเข้ามาอุดช่องว่างตัวนี้ โดยถ้าคนเริ่มออมรัฐบาลจะสมทบเงินให้ด้วย และคนเหล่านี้ถึงวัยเกษียณก็จะมีเงินมารองรับ เป็นการวางระบบระยะยาวเพื่อรับกับสังคมผู้สูงอายุ”
          นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  กล่าวใน “รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” เร็วๆนี้ยังมอบนโยบายแก่“คณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาการจัดสวัสดิการชุมชน” และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และ 11 มค.ก็จะเป็นประธานมอบเงินแก่ชุมชนนำร่อง เป็นการเปิดศักราชสวัสดิการชุมชนแห่งชาติสู่การปฏิบัติ

          สวัสดิการเป็นสิทธิพื้นฐานทางสังคมที่ทุกคนพึงได้รับ สวัสดิการชุมชนเดิมมีบ้านและวัดเป็นพื้นฐานในมิติของสังคมที่เกื้อกูลกัน ต่อมาเมื่อรัฐเข้ามาจัดระบบสวัสดิการของประเทศ ทำให้คนในชนบทกลายเป็นเพียงผู้รับในระบบสังคมสงเคราะห์ กระนั้นการจัดสวัสดิการในสังคมไทยก็ยังไม่ครอบคลุมถึงคนยากจนในชนบทซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ในวันนี้จึงเป็นนิมิตรหมายดีที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายรัฐสวัสดิการเป็นวาระแห่งชาติ โต๊ะข่าวชุมชนจึงขอนำเสนอเส้นทางของนโยบายสวัสดิการชุมชน

กว่าจะมาถึงนโยบายสวัสดิการชุมชนโดยรัฐวันนี้
          พรรณทิพย์ เพชรมาก ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ในฐานะองค์กรหลักที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ เล่าถึงเส้นทางนโยบายสวัสดิการชุมชนว่า วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ส่งผลให้คนว่างงานจำนวนมากกลับคืนสู่ชนบท มีการหันไปทบทวนรื้อฟื้นคุณค่าเดิมที่มีอยู่ของท้องถิ่น รวมทั้งสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือกันเองในชุมชน เช่น ซากาดของมุสลิมที่มีหลักการต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส, กองทุนสัจจะออมวันละบาทของครูชบ ยอดแก้ว, กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ของพระสุบิน ปณีโต ที่มีฐานจริยธรรมทางศาสนา
          “จากนั้นมีการพูดคุยในภาคประชาชนเรื่อยมา เกิดการพลิกแนวคิดจากระบบสังคมสงเคราะห์ มาเป็นชุมชนเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ จัดการและช่วยเหลือกันเอง ครอบคลุมคนทุกช่วงวัยตั้งแต่เกิดจนตาย ปี 2547 มีสัมนาใหญ่สวัสดิการชุมชนแก้จนยั่งยืน เกิดข้อเสนอระบบสวัสดิการสมทบ 3 ฝ่าย 1:1:1 คือชุมชน อปท. และ พอช.ซึ่งได้รับงบแก้จนมาจากรัฐบาล 30 ล้าน ทดลองทำในพื้นที่นำร่อง 191 แห่งในปี 2548 พอปี 2551 สมัยอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรงพัฒนาสังคมฯ ก็ได้งบมา 200 ล้าน สามารถขยายพื้นที่ได้ถึง 3,100 แห่งในปี 2551-2552 กระทั่งเกิดการขานรับในรัฐบาลนี้..”

เปิดศักราชนโยบายรัฐสวัสดิการผ่านกองทุนเงินออมแห่งชาติ
{mosimage}          รัฐบาลปัจจุบันขานรับสานต่อสวัสดิการชุมชนเป็นนโยบายระดับชาติ มอบหมายให้คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ที่มีคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน ทำหน้าที่ประสานนโยบายลงสู่การปฏิบัติ, ทำงานร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ซึ่งนายสมพร ใช้บางยาง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน มีการจัดทำหลักเกณฑ์สนับสนุนปี 2553 โดยกองทุนสวัสดิการชุมชนเดิมจะต้องดำเนินการมาครบ 1 ปี, สมาชิกอย่างน้อยร้อยละ 50 กระจายอยู่ทุกหมู่บ้านในตำบล/เทศบาล/เขต, สมาชิกจ่ายสมทบและได้รับการสนับสนุนจาก อปท., มีการบริหารจัดการที่ดีและจัดสวัสดิการไม่น้อยกว่า 3 เรื่องคือ คลอดบุตร เจ็บป่วย เสียชีวิต ส่วนกองทุนใหม่ต้องจัดตั้งตั้งแต่ 1 ตค.52 เป็นต้นไป มีสมาชิกเริ่มต้นไม่น้อยกว่า 100 คน
          “กลไกการทำงานจะมีคณะกรรมการระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับตำบล แต่จริงๆแล้วสวัสดิการชุมชนขับเคลื่อนโดยชุมชน บทบาทหลักของ พอช.คือรับงบประมาณจากรัฐผ่านลงไปให้ชุมชน, ร่วมเป็นกองเลขาในคณะกรรมการฯ, รับรองสถานภาพชุมชน, สนับสนุนการพัฒนาบุคลากร”

          กองทุนสวัสดิการชุมชนเกิดจากการสมทบสามฝ่ายระหว่างภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) และรัฐบาล ในอัตราส่วน 1:1:1 โดยรัฐบาลจะสบทบไม่เกิน 365 บาทต่อคนต่อปี และรัฐบาลจะสมทบต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 ปี เริ่มจาก 2553 ด้วยงบประมาณ 727.3 ล้านบาทสนับสนุนกองทุนที่มีอยู่แล้วและเข้มแข็ง 3,154 แห่ง และที่เกิดขึ้นใหม่ 2,000 แห่ง รวม 5,000 กว่าแห่ง ซึ่ง พรรณทิพย์กล่าวว่า..
          “การสร้างเงื่อนไขให้ท้องถิ่นร่วมสมทบเป็นเรื่องที่ดี จะทำให้ชุมชนทำงานร่วมกับท้องถิ่น ในส่วนของ อปท.ต้องยอมรับว่าขณะนี้อาจไม่สามารถยึดหลัก 1:1:1 ได้เพราะต้องดูแลเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เรื่องคนพิการ ฯลฯ ดังนั้นจึงสมทบเท่าที่ทำได้ หรือบางแห่งอาจต้องผ่อนปรนไปเป็นการสนับสนุนด้านอื่น”

รูปธรรมความสำเร็จในชุมชน ก่อนจะต่อยอดมาสู่นโยบาย
{mosimage}          การรื้อฟื้นทุนทางสังคมมาช่วยเหลือเกื้อกูลกันเองในรูปแบบของสวัสดิการชุมชน เกิดขึ้นมานานก่อนที่รัฐบาลจะกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ในวันนี้จึงปรากฏรูปธรรมความสำเร็จที่เป็นต้นแบบมากมายในหลายพื้นที่ของประเทศ
          โครงการออมทรัพย์วันละ 1 บาท ในโรงเรียนวัดน้ำขาว ของครูชบ ยอดแก้ว เพื่อช่วยให้เด็กนักเรียนมีอาหารกลางวันกิน มีชุดนักเรียนใส่ และแก้ปัญหาหนี้สินครูในปี 2524 และขยายเป็นกลุ่มสัจจะออมทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรใน 11 หมู่บ้านของตำบลวังน้ำขาวในปี 2526 (ปัจจุบันเพิ่มเป็น 21 กลุ่ม) และปัจจุบันกลายมาเป็นนวัตกรรมองค์กรการเงินชุมชน “โครงการสัจจะลดรายจ่ายวันละ 1 บาทเพื่อทำสวัสดิการภาคประชาชน” เกิดรูปธรรม 140 กองทุนใน 107 ตำบล 33 เทศบาล มีสมาชิก 123,480 คนครอบคลุมเกือบทุกตำบล และถูกขานรับเป็นนโยบายสาธารณะของจังหวัดสงขลา
          แนวคิดพื้นฐานก็คือการใช้เงินตราเป็นเครื่องมือพัฒนาคนในมิติของการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้เกิดความสมดุลของทุนคน ทุนภูมิปัญญา ทุนธรรมชาติ ทุนวัฒนธรรม ทุนแรงงาน ทุนเวลา ทุนเงินตรา ซึ่งนำไปสู่เป้าหมายคือการมีสังคมที่ดี คนในสังคมมีความสุข

          นอกจากนี้ยังมี เครือข่ายสัจจะออมทรัพย์ของพระอาจารย์สุบิน ปณีโต จังหวัดตราด และพระอาจารย์มนัส ที่จันทบุรี ซึ่งขยายไปทั่วภาคตะวันออก และหลายพื้นที่ของประเทศ โดยใช้คุณธรรมทางศาสนาเป็นแนวคิดพื้นฐานนำไปสู่การจัดสวัสดิการชุมชน, กลุ่มออมทรัพย์ตำบลคลองคลองเปรียะ อ.จะนะ จ.สงขลา ที่เด่นเรื่องการจัดการองค์กรการเงินชุมชน, กองทุนสวัสดิการตำบลแม่สลองนอก อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ที่อุดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมแก้ปัญหาคนชายขอบไร้สัญชาติในประเทศไทยที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการโดยรัฐ, กองทุนสวัสดิการชุมชน อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ที่ขยับจากการทำโครงการบ้านมั่นคงเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดมาทำเรื่องสวัสดิการโดยใช้ฐานการออมวันละบาท และสนับสนุนการขับเคลื่อนเต็มที่โดยเทศบาลซึ่งสมทบเท่ากับเงินที่ชุมชนออมอย่างต่อเนื่อง .