Community Isranews

10 กันยายน 2553
เวทีปฏิรูปภาคเกษตรชี้ผลกระทบอาฟต้า-ไทยยังอ่อนด้อยข้อมูล พร้อมเสนอแนวทางรับมือ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อมราวดี อ่องลา   
วันศุกร์ที่ 05 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 07:02 น.

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่โรงแรมรามาการ์เด้น สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม ใน คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จัดประชุม “ประเทศต้องปฏิรูปอย่างไรเพื่อเกษตรกรไทยพ้นวิกฤต” มีการเสวนา “แนวทางการรับมือกับผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) ที่มีต่อเกษตรกรไทย” ชี้ถึงผลกระทบสินค้าเกษตร อีกทั้งความอ่อนด้อยด้านข้อมูล และเสนอแนวทางรับมือ

นายนิกร จำนง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จนถึงตอนนี้ไทยเปิดตลาดสินค้าเกษตร 23 รายการที่มีโควต้าภาษี (ทีอาร์คิว: นำเข้านอกโควต้าต้องเสียอัตราภาษีสูง) ซึ่งมีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขาดแคลนและคุณภาพของสินค้าแต่ละประเภท กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือข้าวซึ่งเป็นพืชส่งออกหลัก เพราะไทยและเวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกและคุณภาพใกล้เคียงกัน เราจึงต้องรักษาระดับคุณภาพเอาไว้ให้ดี, รองลงมาคือปาล์ม เพราะพันธุ์ที่ปลูกในประเทศยังมีราคาและคุณภาพต่ำกว่าประเทศเพื่อน ส่วนสินค้าที่ได้ประโยชน์ทางบวก เช่น กากถั่วเหลือง เนื่องจากใช้ในการผลิตอาหารสัตว์และไทยยังผลิตได้จำนวนน้อย
“โดยรวมภาคเกษตรกรรมตอนนี้ยังไม่เสียเปรียบมากนัก แต่จุดด้อยคือเรายังไม่ทราบความชัดเจนของปัญหา เช่น ความอ่อนด้อยของพันธุ์พืชบางชนิด หรือปัญหาภายในอื่นๆ”

นายภาวิญญ์ เถลิงศรี ผอ.ส่วนเจรจาสินค้าเกษตรและสิ่งแวดล้อม สำนักเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับไทยการเปิดการค้าเสรีหรือการลดภาษีและยกเลิกโควต้าสินค้านำเข้า ยังมีความอ่อนไหวของภาคเกษตร ซึ่งเกษตรกรรายใหญ่ที่เชื่อมโยงกับนายทุนเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ ส่วนเกษตรกรรายย่อยเป็นผู้เสียประโยชน์ เนื่องจากต้องต้องเดินตามระบบตลาดที่เน้นการแข่งขันสูง
นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า อาฟต้าส่งผลต่อความมั่นคงของภาคเกษตรกรรมไทยซึ่งผลิตอาหารเลี้ยงประเทศ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนถึงผลได้ผลเสีย แต่ที่ผ่านมาภาคเกษตรไทยมีปัญหาภายในที่สะสมมานานและยังไม่ได้รับการแก้ไขมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนเกษตรกรรุ่นใหม่, ภาระหนี้สิน หรือกระบวนทัศน์ที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน

นายวัลลภ พิชญ์พงศา นายกสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ กล่าวว่า การลดภาษีมากขึ้น ทำให้การส่งออกน่าจะดีขึ้นด้วย ซึ่งในส่วนของภาคเกษตรกรรมอาจได้รับผลกระทบในระยะสั้น เช่น ปัญหาการประกันราคา และวิธีการที่จะทำให้ผลผลิตของไทยสู้กับคู่แข่งได้คือการเตรียมพร้อมเรื่องข้อมูล ซึ่งเป็นการยากสำหรับเกษตรกรรายย่อย
รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอทางออกว่า ต้องลดต้นทุนการผลิตโดยใช้แนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน ซี่งต้องอาศัยการรวมกลุ่มของเกษตรกร, วางแผนการปลูกพืชให้ฤดูกาลเก็บเกี่ยวเหลื่อมกับผู้ผลิตคู่แข่ง ขณะที่หน่วยงานภาครัฐต้องมีบทบาทในการวิจัยต่อยอดสู่การปฏิบัติในพื้นที่เพื่อพัฒนาคุณภาพสินค้า, ในระดับประเทศต้องลดต้นทุนการตลาด เพื่อทำให้ราคาที่ขายได้ถ่ายโอนสู่เกษตรกรมากที่สุด ส่วนเกษตรกรต้องเพิ่มอำนาจการต่อรองโดยรวมกลุ่มทางการตลาดให้มากขึ้น.

ทั้งนี้จากข้อมูลของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สินค้าที่ยกเลิกโควต้าในวันที่ 1 ม.ค. 53 ได้แก่ ข้าว ถั่วเหลือง เนื้อมะพร้าวแห้ง มะพร้าว น้ำมันมะพร้าว เมล็ดกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป น้ำมันดิบ นมปรุงแต่ง และนมผงขาดมันเนย ซึ่งสินค้าเกษตรบางรายการมีความอ่อนไหว เช่น ชา กาแฟ มีคู่แข่งที่สำคัญคือ เวียดนาม, น้ำมันปาล์ม คู่แข่งคือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย น้ำมันมะพร้าว คู่แข่งคือฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย
และมาตรการรองรับผลกระทบได้แก่ การจัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตเพื่อให้ความช่วยเหลือกับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ, พรบ. มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น กรณีที่มีการนำเข้าสินค้าใดมากจนก่อผลกระทบ, การจัดตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินการตามแผนงานไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายใต้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน และผู้แทนจาก 47 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานและเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบ .