คำต่อคำ: นพ.วิทิต อรรถเวชกุล เปิดใจ ก่อนพ้นเก้าอี้ผอ.องค์การเภสัชฯ

"ผมได้ใช้ความพยายามเต็มที่แล้ว เพื่อป้องศักดิ์ศรี ชื่อเสียง
และความน่าเชื่อถือขององค์กร แต่ก็เอาไม่อยู่"
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ณ โรงแรมริชมอนด์ จ.นนทบุรี นพ.วิทิต อรรถเวชกุล เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ชี้แจงในเรื่องต่างๆ ทั้ง กรณียาพาราเซตามอล และกรณีโรงงานวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก 2 วัน ก่อนคณะกรรมการ (บอร์ด) องค์การเภสัขกรรม (อภ.) จะมีมติปลดออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ อภ. ตามมาด้วย คณะรัฐมนตรีวันที่ 20 พฤษภาคม ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ พ้นตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
สำนักข่าวอิศรา ถอดคำชี้แจงประเด็นสำคัญๆ มานำเสนอ ดังนี้
เริ่มต้น นพ.วิทิต กล่าวถึงข่าวที่เกิดขึ้นกับองค์การเภสัชกรรมจนทำให้เกิดวิกฤตศรัทธา โดยมองว่า เวชภัณฑ์ยา เช่น ถุงมือ เครื่องมือแพทย์ต่างๆ รวมทั้งวัคซีน เป็นวัสดุทางการแพทย์ หรือยา จำเป็นที่จะต้องอยู่ได้ คู่กับประเทศไทยด้วยศรัทธา และคือความเชื่อถือ
“กรณีของพาราเซตามอล ตอนนี้กลายเป็นข้อกล่าวหาว่า ทำไมถึงซื้อบริษัทเดียว ก็เนื่องจากเราหยุดผลิตมานานมาก หยุดผลิตตั้งแต่ปี 2548 พอเจอวิกฤตปี 2552 เจอลวด เราก็เลยขอกลับมา sourcing ใหม่ หาแหล่งใหม่ เริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นจาก 6 บริษัท ตรวจคัดทุกอย่างเรียบร้อย จนในที่สุดเหลือ 2 แหล่ง อีกแหล่งหนึ่ง มีปัญหาเรื่องเอกสารไม่ยอมส่งเอกสารที่สำคัญทางด้านคุณภาพให้ จึงไม่ผ่านเชิงเทคนิค คุณสมบัติ
แหล่งที่คัดได้ เป็นแหล่งเดียวที่มี USFDA แล้วก็คุณภาพมาตรฐานของยุโรปและออสเตรเลีย เราจึงซื้อ 48 ตันแรกเข้ามา แล้วก็ 100 ตันที่สอง ซื้อเมื่อตอนวิกฤตน้ำท่วมใหญ่
"น้ำท่วมใหญ่ซึ่งเราไม่ทราบว่าจะจบเมื่อไหร่ น้ำท่วมใหญ่ 48 ตันแรกนั้น เราก็มาทดลองใช้การผลิต แล้วก็สำรองด้วย ซึ่ง 48 ตัน ถ้าขายจริงๆ ก็จะจบภายในเดือน สองเดือน ส่วน 148 ตัน ขาย สำรองขายได้ประมาณ 5 - 6 เดือน เพราะฉะนั้น เหตุใดสำรองวัตถุดิบจำนวนมาก ก็เนื่องจากสองแหล่งที่เราจ้างผลิตนั้น แหล่งหนึ่งที่เคยเจอเศษลวดอยู่ในเม็ด โดยอุบัติเหตุ ปีนั้นเราเสียหายหลายสิบล้าน แล้วก็ชื่อเสียงอีกมากมาย เราเข็ดเลย แล้วถัดมา อีกด้านหนึ่งของโรงงานเภสัชกรรมทหารที่ผลิตนั้น ก็เจอปัญหาเรื่องคุณภาพ ประปรายมาตลอดทาง เรามี record ทั้งหมด สิบกว่าครั้ง ซึ่งเราไม่มั่นใจว่า จะเกิดวิกฤตด้านคุณภาพอีกเมื่อไหร่"
อันนี้ก็สรุปว่า เราเลิกผลิต 2548 ให้เอกชนหนึ่งแห่งกับโรงงานเภสัชกรรมทหาร เป็นผู้ผลิตแทนขายปีละประมาณห้าร้อยล้านเม็ด ซึ่งเกิดวิกฤตเมื่อปี 2552 พบเศษลวด ก็แก้ปัญหามีนโยบายควบคุมต้นทุนการผลิตให้ถูกลง ด้วยเครื่อง hi-speed เครื่องตอกเม็ด hi-speed แล้วก็ควบคุมคุณภาพด้วยตัวเอง
เราจึงตั้งโครงการ Mass Production ใหม่ เพื่อ renovate โรงงานเดิมให้สามารถตอกเม็ดยา ที่เป็นชนิดเม็ดได้ความเร็วสูง เพราะฉะนั้นเครื่องตอกที่มีความเร็วสูงเรามีอยู่ก่อนเล้ว ถ้าบอกซื้อมาโดยไม่สามารถตอกได้ ไม่สามารถขายได้ อันนี้ไม่เป็นข้อเท็จจริง
ข้อเท็จจริงคือ เราพร้อมจะผลิตและขาย แต่เรายังไม่พร้อมที่จะแทนทั้งหมด แทนทั้งหมดห้าร้อยล้านเม็ด คิดว่าถ้าเกิดเหตุ โรงหนึ่งโรงใดมีปัญหาเชิงคุณภาพขึ้นมา เราจะตอกออกสู่ตลาดทันที เพราะฉะนั้นเครื่อง hi-speed ของเรา มีเครื่องอยู่ 3 ประเภท
ประเภทที่ 1 เป็น hi-speed ที่ไม่เร็วมาก แต่เร็วกว่าเครื่องทั่วไป เครื่องทั่วไปของเราตอกได้ประมาณ 5 - 7 หมื่น เม็ดต่อชั่วโมง แต่เครื่อง hi-speed ของจีน เครื่องแรก เข้ามาหลายปีแล้ว ก่อนหน้าที่จะสั่งพาราฯ เราตอกได้ประมาณ 270,000 เม็ด
เครื่องที่ 2 จากเยอรมัน ก็เข้ามาพร้อมๆ กับใกล้ๆ กับวัตถุดิบพาราฯ เครื่องนี้ตอกได้ 400,000 เม็ดต่อชั่วโมง ตอกพาราฯ แล้วมีแผนการผลิตชัดเจน เมื่อเราพร้อมที่จะแทนทั้งหมด พาราฯ ทั้งหมดจะตอกโดยเครื่อง KORSCH ของเยอรมัน
ส่วนเครื่อง hi-speed เครื่องสุดท้าย หลังจากโรงงานเราเสร็จเมื่อ 18 เมษาpo ที่ผ่านมา เครื่อง hi-speed เครื่องสุดท้าย Fette 3200 ตัวนี้มีความเร็วสูง ถึงล้านเม็ดต่อชั่วโมง
“มียาหลายตัวที่เราสั่งหลัก 100 ตัน เช่น เบาหวาน ยาอีกหลายๆ ตัว เนื่องจากองค์การเภสัชกรรมนั้นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ภายในประเทศ การตรวจรับผ่านหมด ผมย้ำอีกครั้งว่า 100 ตัน ทางบริษัทได้สั่งมาพร้อมกันให้กับโรงงานเภสัชกรรมทหารด้วยอีก 20 ตัน ใน shipment เดียวกันนี้ ตรวจผ่านหมด แต่ตอกไปได้ครึ่งตัน บอกว่ามีปนเปื้อน เราก็รับกลับ กลายเป็นว่าคืนของ ประเทศจีนก็จะ charge ค่าใช้จ่ายในการคืน อันนี้เราไม่ได้เลือกทางนี้ เราเลือกที่จะเปลี่ยนของซึ่งบริษัทก็ยินดีให้เปลี่ยนคืนได้
“ การซื้อวัตถุดิบ 100 ตัน ผมยืนยันเลยว่าเป็นความรับผิดชอบของผม เพราะผมอยู่ในเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งขาดทั้งน้ำเกลือ ขาดทั้งน้ำยาล้างไต ขาดทั้งสาย set IV ขาดวัคซีน ขาดหลายๆ ขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีทั้งขาดของยาที่ผลิตโดยบริษัทเอกชนด้วย"
สต๊อกวัตถุดิบพาราฯ รัฐไม่เสียหาย
องค์การเภสัชกรรมนั้นเข้าไปช่วยเหลือการนำเข้าทุกอย่างในช่วงน้ำท่วม แล้วก็วัตถุดิบหลายตัวของเราที่อยู่ในคลัง ขณะนั้นเราไม่ได้หยุดผลิต แต่เราไม่ได้ผลิตเต็มร้อยเพราะพนักงานหลายคนน้ำท่วม ที่บ้านน้ำท่วม จึงมีการอพยพพนักงานประมาณ 4-5 ร้อยคนนมาอยู่ที่องค์การเภสัชกรรม เหตุการณ์นั้นเป็นเหตุการณ์ที่เราบันทึกภาพเก็บไว้หมด แล้วพนักงานที่มาน้ำท่วมก็มาช่วยกันผลิตยา
เราคิดไม่ออกว่าน้ำจะหยุดท่วมอย่างไร เมื่อไหร่ในครั้งนั้นผมได้สั่งการให้สำรองพาราเซตามอล 100 ตัน สำรองยาเมตฟอมิน 80 ตัน สำรองยาลอซาแทน ความดัน อีก 1 ตัน อันนี้คือยาความดัน อันที่สองคือเบาหวาน และพาราเซตามอล พาราเซตามอลถูกที่สุด ราคาของเราที่ซื้อ อยู่ที่โลละประมาณ 155 บาท ในขณะนั้น ถ้านับมาถึงขณะนี้ นับค่าเก็บด้วยเฉลี่ยแล้วกิโลกรัมละ 13 บาทมาถึงปัจจุบันบวกเข้าไปแล้วอยู่ที่ 160- 170 บาทโดยประมาณ
ราคาวัตถุดิบพารา DC grade ในท้องตลาดในขณะนี้ก็ 170 กว่า ไม่มีอะไรที่รัฐเสียหาย แล้วผมย้ำว่าเป็นการสำรอง
"ผมสำรองผงเกลือแร่ โทรไปสำรองที่มาเลเซีย 1 ล้านซอง แต่โชคดีไม่ได้ซื้อ ขอสำรองไว้เลยว่า หลังน้ำท่วมอาจจะมีท้องเสีย โรคระบาด ตาแดง ผมสำรองยาโดยการโทรจองในประเทศ บริษัทแห่งหนึ่ง ยาหยอดตาสำหรับตาแดง ยาแก้ท้องเสียที่เราผลิตอาจจะไม่ทัน ผมก็สำรองกับเอกชนแห่งหนึ่งแต่ก็ในที่สุดไม่มีการซื้อ เมื่อไม่มีการระบาด เราก็ไม่ได้ซื้อ ยกเว้นยาพาราเซตามอลที่เราเห็นว่าอายุยา 3 ปี เราซื้อมาในราคาที่ผมยืนยันว่าถูกที่สุดในประเทศไทย"
ส่วนที่มีผู้ใหญ่กังวล ไปพาดพิงถึงผู้หลักผู้ใหญ่สมัยนั้น ว่าใครนั้นได้สั่งให้ผมทำเพื่อแลกกับเงินทอน ผมย้ำเลยครับ โดยเกียรติยศของผม ผมไม่คิดว่าเงินเพียงไม่ถึงสิบล้าน พาราเซตามอลรอบแรกที่ซื้อ ไม่ถึงสิบล้าน เงินทอนมันเท่าไหร่ผมไม่ทราบ ผมไม่เคยรับเงินทอนใคร แล้วใครก็สั่งให้ผมสั่งไม่ได้ อันนี้ผมสั่งเองจริงๆ เรื่องนี้ อยู่ในดุลยพินิจที่ผมตัดสินใจบริหารความเสี่ยง ณ ขณะ นั้น ตอนน้ำท่วม แล้วท่านมาเอาตอนน้ำไม่ท่วมมาตัดสินกัน ไม่ยุติธรรมการตัดสินใจมันไม่เหมือนกัน ตอนนั้นผมไม่ทราบว่าน้ำจะลดเมื่อไหร่ แล้วหลังจากน้ำลดแล้วโรคระบาดจะเป็นยังไง ยาจะขาดแคลนหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร
แจงเหตุผล สร้างรง.ผลิตวัคซีนล่าช้า
ส่วนประเด็นโรงงานไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนกก่อสร้างล่าช้า นพ.วิทิต กล่าวว่า ความล่าช้า ในกระทรวงสาธารณะเยอะมาก ถ้ากระทรวงสาธารณะสุขจะเปิดเผยว่าสร้างตึกโรงพยาบาลไหนบ้างล่าช้า ผมว่ามี มีหลายจังหวัด ทุกคนก็มีเหตุผลของความล่าช้า
เช่นเดียวกับองค์การเภสัชกรรมที่มีเหตุผลของการล่าช้า เราเร่งทุกอย่าง เร่งจนบางอย่างถูกกล่าวหาว่า คุณทำเสี่ยงหรือเปล่า ทำไมบริษัทเดียวคุณถึงเปิด คุณถึงต่อรอง แล้วก็สรุป ทำไมคุณไม่เปิด e-auction อีกสักรอบสองรอบแล้วค่อยว่ากัน
“อันนี้ก็ขอย้ำว่า อยู่ที่นโยบายแล้วก็เจตนารมณ์ในขณะนั้น ความจำเป็นในสิ่งแวดล้อมตอนนั้น กรณีหวัดนกก็ทราบดีเกิดครั้งแรกที่ฮ่องกง ตอนนั้นก็ตกอกตกใจกันหมด ซึ่งองค์การเภสัชกรรมเกี่ยวข้องกับแผนนี้ คือ หนึ่งต้องผลิตยาโอเซลทามิเวียให้ได้ โอเซลทามิเวียนั้นองค์การเภสัชกรรมเป็น generic เจ้าเดียวในประเทศไทยที่ผลิตได้ อีกเจ้าหนึ่งเป็นของ original
และที่สำคัญสำหรับไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ก็คือ วัคซีน องค์การเภสัชกรรมรับการบ้านสองอันเลย แต่ยาเสร็จก่อน ได้ทะเบียนก่อน โอเซลทามิเวียที่พวกเราเคยเห็น แล้วก็โรงงานวัคซีน เราก็สร้างทั้งๆ ที่เราพยายามหาซื้อ Know How ซื้อเทคโนโลยีก็ไม่ได้
ในที่สุด เราเลือกเดินเส้นทางขอเทคโนโลยีจาก WHO ส่ง expert มาจับมือสอน ให้ทุนวิจัย จนเราสามารถที่จะทำในเรื่องของวัคซีนต้นแบบขึ้นมาสำเร็จ แล้วก็ในปี 2552 ที่เกิดระบาด H1N1 นั้น เราก็ทำวัคซีน H1N1 ชนิดเชื้อเป็น เพราะตอนระบาดใหญ่ ทำเชื้อเป็นเท่านั้นที่จะได้วัคซีนจำนวนมากมาย เพื่อดูแลคนไทย
“เราไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย เราตั้งใจที่จะทำให้โครงการเดินหน้าให้เร็วที่สุด เนื่องจากว่าไม่มีใครรู้ ไม่มีใครทราบว่าไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จะระบาดเมื่อไร จะเห็นว่าระหว่างเขียนแบบอยู่นั้น ในปีถัดมา แบบเสร็จพอดี ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ระบาดพอดี
ท่านจะเห็นว่า ระบาดพอดี ระบาดทั่วโลกทันที เพราะฉะนั้นเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า นักวิชาการที่เตือนให้รีบทำ และการทำโรงงานนี้เน้นที่จะทำเพื่อความมั่นคงของประเทศ โรงงานผลิตวัคซีนระดับอุตสาหกรรมจะผลิตวัคซีนอยู่ 2 ชนิด ชนิดที่ 1 คือ seasonal flu vaccine หรือใช้ฉีดประจำฤดูกาล ฉีดทุกปี เปลี่ยนสายพันธุ์ทุกปี เพราะฉะนั้นฉีดปีนี้ ปีหน้าต้องฉีดอีก ไม่เหมือนวัคซีนอื่น ฉีดครั้งเดียวอาจจะตลอดชีวิตไม่ต้องฉีดอีกเลย
แต่อันนี้ผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ และบุคลากรการแพทย์ต้องฉีดทุกปี Seasonal flu vaccine ผลิตได้ทั่วโลก 500 ล้านโดส แต่คนทั้งโลก 6000 ล้านคน แต่สำหรับคนไทยถ้าใช้เงินซื้อก็ไม่แพง ทุกวันนี้เราซื้ออยู่ ระหว่างที่เรายังผลิตไม่ได้
แต่กรณีที่ 2 ถ้าเกิดสายพันธุ์ใหม่แล้วระบาดใหญ่ทั่วโลก เช่น H7N9 ที่ระบาดที่จีนอยู่ในตอนนี้ ระบาดมาถึงไทย แล้วเราไปหาซื้อวัคซีน ผมลองแล้ว เมื่อ H1N1 ระบาด ถามประเทศใดไม่มีใครขายเลย ถามญี่ปุ่น ญี่ปุ่นก็ว่าคนเขาเป็น 100 ก็ไม่พอ ถามเกาหลีก็ไม่ขาย จีนก็ไม่ขาย อินเดียก็ไม่ขาย ยุโรปไม่มีใครขายเลย มีบริษัท Joint venture เราเท่านั้น ที่ขายเพราะเรามีสัมพันธภาพทางธุรกิจร่วมกัน เป็นบริษัทร่วมทุนกัน ขายให้เพียง 2 ล้านโดส จากคนไทยที่ต้องใช้ทั้งหมด 60 ล้านคน แจกใครก่อน
"ผมชอบถามคำ ถึงตอนนั้นเราต้องแจกใครก่อน 60 ล้านคน มี 2 ล้านโดส อันนี้ก็เล่าให้ฟัง"
เพราะนั้นเป็นความเร่งด่วนตอนนั้น จึงเป็นหลายสาเหตุที่ว่า ในที่สุดเรา E-Auction ได้เจ้าเดียวที่ผ่านคุณสมบัติ ทางบอร์ดก็เลยต่อรองราคาให้ลงมาต่ำที่สุด ขณะนั้นมีมติครม.อนุมัติให้สามารถพิจารณา ให้บอร์ดสามารถพิจารณาถ้ามีเหตุจำเป็น พิจารณาเจ้าเดียวได้ ช่วงนั้นกำลังระบาดใหญ่ ช่วงกรกฎาคม สิงหาคม ตอนกรกฏาฯ 2552 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็น peak peak คือสูงสุด
นาทีถ้าท่านอยู่กับเราท่านจะตัดสินใจอย่างไร ท่านจะตัดสินใจแบบปกติ หรือตัดสินใจอยู่ภายใต้คนเสียชีวิตวันละ 10-20 คน คนไทย ป่วยวันละเป็น 100 เป็น 1000 แต่เสียชีวิต 20 คนทุกวัน
“ผมมีความรู้สึกว่าองค์กรไม่ควรจะถูกกระทบมากขนาดนี้ ไม่ว่าจะเอาผมไป แล้วแลกกับชื่อเสียงขององค์กรไม่คุ้มเลยอันนี้คือจิตวิญญาณที่คนในองค์การเภสัชกรรมทุกคนรู้สึก รู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เราสูญเสียมาก แต่ไม่ใช่เป็นเป็นเม็ดเงินอย่างเดียว ขณะนี้พาราเริ่มตัดจ่ายไม่มีขาย ก็จะเข้าทางใครหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่นาทีนี้ชื่อเสียงสำคัญกว่า ผมอยากให้ภาพลักษณ์ขององค์กรต้องคงอยู่กับความน่าเชื่อถือคู่คนไทยไปตลอด
ผมได้ใช้ความพยายามเต็มที่แล้วเพื่อที่จะป้องศักดิ์ศรี ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือขององค์กร ผมได้ใช้ความพยายามเต็มที่แล้ว แต่ก็เอาไม่อยู่ทำเอาลากยาวมา 2-3 เดือน องค์กรก็เสียหายมาก”





ครั้งแรกของ'ธนินท์ เจียรวนนท์'ถ่ายทอดอัตชีวประวัติผ่านหนังสือ“ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว”
