สำนักข่าวอิศรา

  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
May, Tuesday 22,2012

Recommend Print

เบื้องลึกวงถก "แม่ทัพ-ชาวบ้าน" ทหารยันเสียงปืนปริศนาดังก่อนรัว!

วันพุธที่ 01 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 03:18 น. เขียนโดย แวลีเมาะ ปูซู, เลขา เกลี้ยงเกลา และ ปกรณ์ พึ่งเนตร หมวด สกู๊ปข่าว, เวทีทัศน์, เรื่องเด่น-ภาคใต้

มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจหลังเกิดกรณีทหารพรานยิงรถต้องสงสัยจนทำให้ประชาชนเสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บอีก 4 รายในท้องที่ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยล่าสุดแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เปิดวงพูดคุยแบบเปิดใจกับผู้นำท้องถิ่น ผู้เสียหาย และครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว

          โดยเมื่อวันอังคารที่ 31 ม.ค.2555 ที่โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) ได้นัดพบปะพูดคุยกับตัวแทนชุมชน ตัวแทนครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ทหารพรานยิงรถชาวบ้านกาหยี ต.ปุโละปุโย โดยมีผู้บังคับกองร้อยหน่วยทหารพรานในพื้นที่เกิดเหตุเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงด้วย

 

ชาวบ้านยังคาใจทหารพราน-ย้ำอยากได้ความเป็นธรรมมากกว่าเงิน

          ภายหลังการพูดคุยซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงโดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟัง ตัวแทนชาวบ้านที่เข้าร่วมพูดคุย เปิดเผยว่า พอใจกับคำชี้แจงของแม่ทัพภาคที่ 4 แต่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทหารพรานชี้แจง อย่างไรก็ดี ในส่วนของชาวบ้านได้ยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ คือ

          1.ให้ถอนกำลังทหารพรานออกจากพื้นที่ แล้วส่งทหารเกณฑ์เข้าไปประจำการแทน
          2.แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง 
          3.แก้ไขข่าวที่ระบุว่ามีการยิงปะทะกัน และกลุ่มชาวบ้านเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ

          "รู้สึกสบายใจที่แม่ทัพรับปากจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย วันนี้เราไม่ติดค้างหรือคาใจอะไรแล้ว ส่วนเรื่องการเยียวยาก็ไม่ได้เสนออะไร เพราะคิดว่าชีวิตทั้งชีวิตถ้าเรียกร้องความเป็นธรรมกลับคืนมาได้จะดีกว่าเรียกร้องเป็นตัวเงิน เพราะเงินเป็นของนอกกาย" ชาวบ้านรายหนึ่ง กล่าว

 

แม่ทัพยันทหารพรานปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ

          ด้าน พล.ท.อุดมชัย กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของชาวบ้านนั้น สิ่งที่ทำได้และทำไปแล้วคือการสับเปลี่ยนกำลังเพื่อสร้างความสบายใจ และจะดูท่าทีของกลุ่มชาวบ้านว่ายอมรับเจ้าหน้าที่ชุดใหม่ที่เข้าไปประจำการหรือไม่

          ส่วนข้อเรียกร้องของชาวบ้านที่ให้แก้ข่าวว่าพวกเขาไม่ได้เป็นคนร้ายนั้น แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า "ผมยังถือว่าทหารพรานปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ถูกกระทำโดยมีผู้ก่อเหตุยิงเข้ามาที่ฐาน แล้วชาวบ้านที่มาร่วมประชุมวันนี้ก็บอกว่าได้ยิน เพราะมันเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริงๆ ทีนี้เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุที่มีความสูญเสีย อาจจะมีความเห็นหรือให้ความเห็นที่แตกต่างกันไประหว่างสองฝ่าย จึงต้องรอผลการพิสูจน์อีกครั้ง แต่สิ่งสำคัญที่ผมยึดมั่นเสมอคือให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนและความเป็นธรรมกับหน่วยที่รับผิดชอบ คงยังไม่มีใครสามารถฟันธงลงไปได้ว่าใครเป็นโจร หรือใครไม่เป็นโจร ต้องรอผลการสอบสวนข้อเท็จจริง"

 

ไม่เคยกล่าวหาชาวบ้านเป็นโจร

          "ส่วนความรู้สึกของชาวบ้านจากข่าวที่ออกไปทำนองว่าชาวบ้านกลุ่มนี้เป็นโจรนั้น ผมขอยืนยันว่ายังไม่ได้สรุปอะไร ต้องรอผลการสืบสวนก่อนว่ามีความเป็นมาอย่างไร เกี่ยวพันกันอย่างไร เราต้องฟังเสียงชาวบ้านด้วย เพราะเขามาร้องขอความเป็นธรรม และต้องฟังสิ่งที่เจ้าหน้าที่ชี้แจงมา สุดท้ายกระบวนการยุติธรรมโดยศาลจะเป็นผู้ตัดสิน"

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อมูลที่ฟังจากทั้งสองฝ่าย (ทหารพรานกับชาวบ้าน) ยังมีความขัดแย้งกันอยู่หรือไม่ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ประเด็นแรกตรงกัน คือมีคนร้ายยิงใส่ฐานปฏิบัติการของทหารพรานก่อน  ชาวบ้านก็ได้ยินเสียงปืนตรงกัน แต่ประเด็นสุดท้ายยังขัดแย้งกัน ไม่ตรงกัน ซึ่งก็ต้องหาเหตุหาผลกันต่อไป

          "อาจจะเป็นไปได้ที่ชาวบ้านเข้าไปอยู่ในระหว่างนั้นพอดี เกิดตกใจ กลัวกัน ตรงนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ หรืออาจจะมีผู้ก่อเหตุแฝงตัวมา ก็อาจจะเป็นไปได้ ซึ่งผมเองไม่ได้ระบุว่าเป็นอะไร เพียงแต่มีความเป็นไปได้แค่นั้นเอง แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานที่สมเหตุสมผลและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย"

          พล.ท.อุดมชัย กล่าวด้วยว่า ทุกฝ่ายกำลังหาวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วและยังไม่ได้รับการเยียวยา (ทหารพรานยิงวัยรุ่นเสียชีวิต 2 รายในพื้นที่เดียวกัน จากสภาพเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน) ฉะนั้นครั้งนี้ต้องหาข้อเท็จจริงให้ได้ แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในที่มืดก็ตาม

 

ปัดเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

          ต่อข้อถามถึงเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลังเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้จะยิ่งมีกระแสกดดันเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น พล.ท.อุดมชัย กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯมีไว้แก้ไขปัญหา เป็นเครื่องมือในการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย คือ ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองรับรองตรงกัน และศาลต้องสั่ง คือมีหมายออกมาจึงจะปฏิบัติได้ ทุกอย่างมีกระบวนการขั้นตอนที่ชัดเจน ไม่ใช่จะปฏิบัติโดยพลการ

          "ผมอยากเห็นพื้นที่ตรงนี้เกิดความสงบ เมื่อความสงบสุขเกิดเมื่อไหร่ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ใช้กฎหมายความมั่นคงมาตรา 21 (พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551) อย่างเดียวก็น่าจะเพียงพอแล้ว" แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว

 

ส.ว.จี้รัฐเร่งเยียวยามาตรฐานเดียวกับผู้ชุมนุมทางการเมือง

          ด้าน นายอนุศาสตร์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การพูดคุยระหว่างแม่ทัพกับชาวบ้าน กล่าวว่า ทุกคนเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่ต้องสร้างความชัดเจน เพราะตอนนี้มีความจริงอยู่ 2 ชุด คือ ความจริงของชาวบ้าน กับความจริงของเจ้าหน้าที่

          "แต่ความจริงที่จริงแท้มันมีแค่ชุดเดียว ฉะนั้นเราต้องทำความจริง 2 ชุดให้เป็นชุดเดียวและทุกฝ่ายยอมรับได้ เพราะปัญหาสำคัญที่สุดของภาคใต้คือทำอย่างไรให้ความจริงปรากฏ ตอนนี้มีความขัดแย้งเกิดขึ้น และเชื่อว่าจะมีความรุนแรงเกิดตามมา เราไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น เราจึงอยากเห็นความจริงปรากฏโดยเร็ว และระหว่างนี้รัฐบาลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเเยียวยาให้กับผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน แต่ต้องไม่ลืมว่าการค้นหาความจริงคือการเยียวยาที่ดีที่สุด"

          นายอนุศาสตร์ กล่าวด้วยว่า หากเจ้าหน้าที่กระทำผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ การเยียวยาต้องใช้มาตรฐานเดียวกับผู้ชุมนุมทางการเมือง เพราะถือว่าเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกัน

 

เบื้องลึกวงถก "แม่ทัพ-ชาวบ้าน" ทหารยันมีเสียงปืนปริศนา

          แหล่งข่าวจากผู้ที่เข้าร่วมประชุม ให้ข้อมูลว่า ในการพูดคุยทำความเข้าใจระหว่างแม่ทัพภาคที่ 4 ผู้บังคับกองร้อยทหารพราน และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบนั้น แม่ทัพได้เปิดให้แต่ละฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงจากฝั่งของตนเองอย่างเต็มที่ ซึ่งมีประเด็นสำคัญๆ ดังนี้

          1.ทั้งชาวบ้านและทหารพรานให้ข้อมูลตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุยิงรถต้องสงสัย มีเหตุคนร้ายยิงเครื่องยิงลูกระเบิดถล่มฐานปฏิบัติการของทหารพรานก่อน โดยทั้งสองฝ่ายได้ยินเสียงระเบิดตรงกัน

          2.หลังเกิดเหตุยิงถล่มฐาน ชาวบ้านให้ข้อมูลว่าได้ตัดสินใจขับรถออกทางด้านหลังหมู่บ้านเพื่อไปร่วมละหมาดศพที่หมู่บ้านทุ่งโพธิ์ เนื่องจากด้านหน้าหมู่บ้านอยู่ใกล้กับจุดที่ได้ยินเสียงระเบิด จึงเกรงจะไม่ปลอดภัย

          3.เส้นทางด้านหลังหมู่บ้านสามารถทะลุไปออกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 418 (ปัตตานี-ยะลาสายใหม่) ได้ ซึ่งชาวบ้านได้ขับรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 3105 ปัตตานี ไปตามเส้นทางนี้

          4.ฝ่ายทหารให้ข้อมูลว่า หลังเกิดเหตุยิงถล่มฐาน ได้กระจายกำลังออกติดตามไล่ล่ากลุ่มคนร้าย และตั้งจุดสกัดตามพื้นที่ล่อแหลมต่างๆ โดยจุดหนึ่งก็คือปากทางจากหมู่บ้านกาหยี ต.ปุโละปะโย ที่จะเข้าถนนสาย 418

          5.ฝ่ายทหารให้ข้อมูลอีกว่า มองเห็นรถกระบะต้องสงสัย (ยี่ห้ออีซูซุ สีบรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน 3105 ปัตตานี) แล่นสวนทางขึ้นมาบนถนนสาย 418 โดยเส้นทางที่ถูกต้องคือ เมื่อขับรถมาถึงปากทาง ต้องเลี้ยวซ้ายไปทางสี่แยกดอนยางเพื่อกลับรถ จึงจะเป็นเส้นทางไปหมู่บ้านทุ่งโพธิ์ ซึ่งชาวบ้านอ้างว่ากำลังเดินทางไปละหมาดศพ แต่รถต้องสงสัยคันดังกล่าวกลับวิ่งสวนทางขึ้นมาเพื่อเลี้ยวขวาซึ่งเป็นการแล่นย้อนศร

          6.ฝ่ายทหารให้ข้อมูลต่อว่า เมื่อรถแล่นย้อนศรขึ้นมาบนถนนสาย 418 จึงเผชิญหน้ากับรถของทหารที่ตั้งจุดสกัดอยู่ บริเวณโดยรอบนั้นมืดเกือบสนิท ซึ่งข้อมูลเรื่องการขับรถกระบะ และการใช้เส้นทางย้อนศร ทางฝ่ายชาวบ้านรับว่าข้อมูลตรงกัน

          7.ฝ่ายทหารให้ข้อมูลอีกว่า เมื่อรถของชาวบ้านเผชิญหน้ากับทหาร ฝ่ายทหารได้เรียกให้จอด และให้คนบนรถลงจากรถ จังหวะนั้นได้ยินเสียงปืนปริศนาดังขึ้น 1 นัดจากด้านข้างรถต้องสงสัย ฝ่ายทหารจึงยิงใส่เพราะเข้าใจว่าเป็นคนร้ายที่ต้องการสร้างสถานการณ์

          แหล่งข่าวที่เป็นทหารและได้เข้าร่วมวงพูดคุย กล่าวว่า ชาวบ้านยอมรับว่ามีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด แต่ไม่ทราบว่าเป็นปืนของใคร หรือดังจากตรงไหน จากนั้นฝ่ายทหารก็ใช้อาวุธประจำกายยิงใส่หลายชุดจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

 

ยังไม่มีชาวบ้านยืนยันเรื่องเสียงปืนปริศนา

          อย่างไรก็ตาม "ทีมข่าวอิศรา" ได้พยายามโทรศัพท์สอบถามชาวบ้านที่เข้าร่วมประชุมว่า ได้ยอมรับข้อมูลเรื่องเสียงปืนปริศนาตามการบอกเล่าของฝ่ายทหารจริงหรือไม่ แต่ยังไม่สามารถติดต่อใครได้

          ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าชาวบ้านได้ถอยรถในลักษณะหลบหนีจนรถตกลงไปในคูน้ำข้างทางนั้น แหล่งข่าวซึ่งเป็นทหารและได้เข้าร่วมวงพูดคุย กล่าวว่า เท่าที่ได้ฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย น่าเชื่อว่าคนขับไม่ได้ถอยรถหนี แต่น่าจะอารามตกใจ จึงเตรียมทิ้งรถวิ่งหนี ทำให้รถไหล เพราะจุดเกิดเหตุเป็นทางชัน เชื่อว่าการที่รถไหลอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทหารพรานเข้าใจผิด และตัดสินใจใช้อาวุธ เพราะเข้าใจว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถของคนร้ายที่พยายามหลบหนี

          สำหรับประเด็นเรื่องอาวุธปืนอาก้าและปืนพกขนาด 11 มม.ที่พบในรถกระบะของชาวบ้านนั้น ทั้งสองฝ่ายยังให้ข้อมูลไม่ตรงกัน โดยฝ่ายชาวบ้านยืนยันว่าไม่ใช่ปืนของตน และน่าจะถูกยัดเป็นของกลาง ขณะที่ฝ่ายทหารก็ยืนกรานว่าไม่ใช่ปืนของทหาร และไม่มีความจำเป็นต้องนำปืนไปไว้ในรถกระบะต้องสงสัย ฉะนั้นเรื่องนี้จึงต้องตรวจสอบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์กันต่อไป

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บรรยายภาพ :

1 บรรยากาศในวงพูดคุยทำความเข้าใจระหว่างแม่ทัพภาคที่ 4 กับแกนนำชาวบ้านและญาติผู้สูญเสีย

2 พล.ท.อุดมชัย

 

 

You are here: ศูนย์ข่าวภาคใต้ สกู๊ปข่าว