เอกสารประกอบการสัมมนา แผนชุมชนชีวิตพึ่งตนเอง เรื่อง พื้นที่ตัวอย่าง หมู่บ้าน/ชุมชนแห่งการเรียนรู้ภาคกลาง

เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม 2552 เวลา 14:32 น.
เขียนโดย
มัณฑนา แจ่มศรี

บ้านยางทอง  ตำบลบางเจ้าฉ่า  อำเภอโพธิ์ทอง  จังหวัดอ่างทอง


ตำบลบางเจ้าฉ่าเป็นชุมชนที่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา  ชาวบ้านได้เคยร่วมกับชาวแขวงเมืองวิเศษชัยชาญและชาวบ้านบางระจัน  สู้รบกับทหารพม่า ณ บ้านบางระจัน โดยมี “นายฉ่า” เป็นผู้นำ   นายฉ่านั้นพื้นเพเป็นคนสีบัวทอง อ.แสวงหา จ.อ่างทอง  ภายหลังการสู้รบยุติลง “นายฉ่า”   จึงได้นำชาวบ้านมาตั้งบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยถาวรขึ้นในชุมชนด้านทิศตะวันตกของลุ่มน้ำน้อย  ซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่ตั้งเป็นที่อยู่อาศัย  แต่เดิมเรียกว่า “บ้านสามเรือน” เพราะเริ่มแรกมีบ้านเพียงสามหลังเท่านั้น  ปัจจุบันเรียกเป็นชื่อตำบลว่า “ตำบลบางเจ้าฉ่า”

บ้านยางทอง  เนื่องจากในอดีตมีต้นยางขึ้นอยู่มาก จนชาวบ้านเรียกว่าบ้านยางทองจนถึงปัจจุบันนี้  และยังคงมีต้นยางให้เห็นอยู่หลายต้น ซึ่งต้นยางที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านคู่หนึ่ง  และได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ว่า เป็นต้นยางที่ใหญ่เป็นอันอับที่  4 ของประเทศไทย

กระบวนการแผนชีวิตชุมชนและชุมชนมีส่วนร่วม
1.    ริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ  สู่การเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคมที่ดีกว่าเดิม
2.    เปลี่ยนแปลงรูปแบบวัฒนธรรมเดิมที่สร้างความล้มเหลวในอดีตที่ผ่านมา
3.    กระจายการรับผิดชอบ  การคิด  การปฏิบัติ  โดยใช้ชุมชนเป็นแกนหลัก
4.    สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอก
5.    ค้นหาเครื่องมือในการจัดระบบตนเองและชุมชน
6.    การค้นหาทุนทางสังคมเพื่อการพัฒนายกระดับต่อยอดงานเดิม
7.    การไม่วิ่งตามกระแสและนโยบายที่นำพาชุมชนล่มสลายเหมือนอดีต
8.    น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติในกลุ่มเป้าหมาย และปัญหาอย่างมีขั้นตอนคือ
- แก้ปัญหาขั้นพื้นฐาน  ลดรายจ่าย  เพิ่มรายได้  โดยใช้การเรียนรู้ นำสู่การสงเคราะห์
-  ขั้นยกระดับ พัฒนาภูมิปัญญา  พัฒนาทุนเดิม  พัฒนาระบบการคิด  ระบบแผน  การจัดการ
-  เพิ่มขีดความสามารถในการกำหนดทิศทางสู่การแข่งขันกับภายนอก

กิจกรรมที่เกิดภายใต้แผนชุมชน

1) ผลิตภัณฑ์ชุมชน   เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นคำขวัญของจังหวัดอ่างทอง “ โด่งดังจักสาน” คือหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่ เป็นของใช้  ของฝาก ของที่ระลึก รูปแบบต่าง ๆ  เช่น  กระบุง  กระจาด กระเช้า  ป้านน้ำชา  กระเป๋าถือสุภาพสตรี กล่องใส่เอกสาร พัด เป็นต้น ประชาชนในหมู่บ้านส่วนใหญ่มีความสามรถในการจักสานไม้ไผ่  เป็นของใช้ในครัวเรือน และพัฒนารูปแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์  เป็นกระเป๋าถือสุภาพสตรี หลากหลายรูปแบบ

2)  สถานที่ท่องเที่ยว/การบริการ
-    ท่องเที่ยวเชิงเกษตร  นั่งทัวร์เกษตร (อีแต๋นทัวร์) ชมสวน  ชิมผลไม้ (ตามฤดูกาล)
-    หมู่บ้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว  ชมหมู่บ้านหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่
-    หมู่บ้าน OTOP  ต้นแบบ  ศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาการจักสาน  ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน  ชมและเลือกซื้อสินค้า OTOP
-    บ้านพักโฮมสเตย์   บางเจ้าฉ่าโฮมสเตย์

กิจกรรมตามแผนชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
1) การลดรายจ่าย ชาวบ้านยางทองมีแนวคิดว่าการลดรายจ่ายด้วยการสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต หรือต้องใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งเคยหาซื้อจากตลาดมา ใช้จะต้องเปลี่ยนมาทำกินเองทำใช้เอง เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว ทำขนมพื้นบ้าน ทำแชมพูสระผม น้ำยาล้างจาน เป็นต้น และลดหรือเลิกหาซื้อสิ่งฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็นให้น้อยลง เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เครื่องเล่นวีดีโอ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น รวมทั้งรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ให้ทำร้ายตนเองด้วยการกิน การดื่ม หรือใช้สิ่งใดๆ ที่จะทำให้สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง เช่น เลิกดื่มเหล้า เลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง แต่ดื่มน้ำสมุนไพรหรือน้ำผลไม้ที่ทำจากผลไม้ที่มีอยู่ในหมู่บ้าน เป็นต้น  เรียนรู้การดำรงชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการพึ่งตนเอง  การฝึกอบรมอาชีพ การพัฒนาอาชีพ เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว ถั่วฝักยาวพริก มะเขือ  ปลูกข้าวโพด  และใช้ปุ๋ยชีวภาพ   จักสาน ร้อยละ  95 ของครัวเรือน

2) การเพิ่มรายได้ ชาวบ้านยางทองมีแนวคิดว่าการเพิ่มรายได้ทำได้ด้วยการลดต้นทุนการผลิต ของการหารายได้ คือต้นทุนการทำจักสานและการทำนา ทำสวน นอกจากนี้ การพัฒนาอื่นๆ ที่เป็นแหล่งรายได้และยังเป็นปัญหาที่ชาวบ้านยางทองประสบอยู่ด้วย คือ การปรับภูมิทัศน์หรือสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านให้สวยงาม น่าดู น่าอยู่ เช่น กำจัดขยะ ปลูกต้นไม้ให้สวยงาม รวมทั้งการการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกในหมู่บ้าน เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า หรือถนน และการอนุรักษ์ถ่ายทอดภูมิปัญญาพื้นบ้าน เพื่อให้เป็นภูมิปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของการหารายได้จากการท่องเที่ยวเพราะบ้านยางทองเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว

3) การออม   มีการวางแผนการใช้จ่ายเงิน  และการจัดทำบัญชีครัวเรือนส่งเสริมการเรียนรู้การออมเงินวันละ 1  บาท  ทั้งในระดับครัวเรือนและองค์กร  กลุ่มออมทรัพย์กองทุนหมู่บ้าน  และกลุ่มออมทรัพย์ฯกลุ่มอาชีพ  สะสมเงินออม ชาวบ้านยางทองมีแนวคิดว่าเงินที่เพิ่มมากขึ้น จากการมีรายได้และลดรายจ่าย  จะทำเป็นเงินออมเก็บสะสมไว้ในกลุ่มออมทรัพย์  หรือกองทุนต่างๆ ในหมู่บ้านให้มากขึ้น เพื่อเป็นทุนในการประกอบอาชีพและช่วยเหลือดูแลคนแก่ที่เพิ่มมากขึ้น และจัดกิจกรรมต่างๆ  ให้เกิดประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบ้านยางทองห่วงใยอยู่

4) การเรียนรู้  มีเวทีชวนคิด  ชวนพูด  ชวนทำ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์  มีการเรียนรู้การจัดทำ แผนชุมชน  มีการฝึกอบรมอาชีพ  การปรับปรุงสวนผลไม้  มีการสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรม  เช่น  การทำขนมจีน การรับขวัญเด็ก  การฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณี

5) การเอื้ออารี  เวทีคัดเลือกผู้ด้อยโอกาสสนับสนุนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส  เยี่ยมบ้าน ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ คนพิการ และการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน    

บันได 3 ขั้น เศรษฐกิจพอเพียงตำบลบางเจ้าฉ่า


ความสำเร็จการพัฒนาหมู่บ้านให้บรรลุความต้องการข้างต้นจะดูได้จาก
1. หมู่บ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นผ่านเกณฑ์ จปฐ. ด้วยกิจกรรมประเภท ลด ละ เลิก อดใจ และการออมทรัพย์
2. หมู่บ้านมีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน
3. หมู่บ้านมีระบบการทำงานเพื่อการพัฒนาที่เป็นระบบ มีการคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ วางแผนและปฏิบัติร่วมกัน
4. ชาวบ้านยางทองจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาหมู่บ้าน และเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านด้วยความเอื้ออารี สามัคคี และแบ่งปันซึ่งกันและกัน
5. ชาวบ้านบ้านยางทองเป็นคนมีคุณธรรม
6. ชาวบ้านบ้านยางทองเป็นคนมีความรู้ในการดำรงชีวิต รอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง
7. ครอบครัวของชาวบ้านยางทองมีความอบอุ่น มีความสัมพันธ์ที่ดี
8. คนในครอบครัวของชาวบ้านยางทองได้รับการดูแลจากสวัสดิการของหมู่บ้าน

ยุทธศาสตร์การพัฒนา   แนวทางในการทำกิจกรรมเพื่อการบรรลุเป้าหมาย
1. ยุทธศาสตร์ถ่ายทอดส่งเสริมการเรียนรู้
2. ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเกษตรด้านการทำนาทำสวน  
3. ยุทธศาสตร์พัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่สากล
4. ยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาพอนามัยให้แข็งแรง  
5. ยุทธศาสตร์พัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
6. ยุทธศาสตร์ดำรงตนตามเศรษฐกิจพอเพียง
7. ยุทธศาสตร์พัฒนาให้หมู่บ้านเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว
8. ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม รณรงค์ป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด

แผนชุมชนมีชีวิต
ต้อง   ทำแผนสู่การปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง
ต้อง   มีการเก็บข้อมูลที่ทันเหตุการณ์ เป็นปัจจุบัน
ต้อง   มีเวทีพบปะ แลกเปลี่ยน เป็นประจำ
ต้อง   มีการประสานความร่วมมือภาครัฐ เอกชน ชาวบ้าน
ต้อง   มีความหลากหลาย มีคนรุ่นใหม่เข้าร่วม

 


 

บ้านปากลัด  ตำบลคลองเขิน  อำเภอเมือง  จังหวัดสมุทรสงคราม


คลองเขิน  เดิมใช้ชื่อว่าดาวโด่ง  ต่อมารวมเขตวัดดาวโด่ง  วัดปากลัด  วัดนางตะเคียน  และวัดลาดเป้ง  ใช้ชื่อว่าตำบลนางตะเคียน  ต่อมาทางราชการได้แบ่งเขตตำบลใหม่  โดยตัดเขตจากวัดนางตะเคียนถึงวัดดาวโด่ง  ใช้ชื่อว่าตำบลคลองเขิน  เดิมมี 7 หมู่บ้าน  เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้นจึงได้แยกหมู่บ้านเป็น 9 หมู่บ้านจนถึงปัจจุบัน  ตำบลคลองเขินได้รับการกระจายอำนาจ  ในการปกครองตนเองในลักษณะองค์การบริหารส่วนตำบล  ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19  มีนาคม 2539  

การสร้างการเรียนรู้การจัดทำแผนชีวิตชุมชนตำบลคลองเขิน
การพัฒนาของตำบลนั้นเมื่อก่อน สภาพการพัฒนาเป็นไปตามแผนงานโครงการของหน่วยราชการที่เข้ามาดำเนินการจัดทำโครงการ  จนช่วงปี 2542  เกิดแกนนำภาคส่วนต่างๆ   เมื่อได้เข้าไปเรียนรู้การทำกิจกรรมกับองค์กรต่างๆ ในเรื่องเกี่ยวกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ได้เข้ารับการฝึกอบรมพัฒนาการเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่อง สร้างภูมิปัญญาและซึมซับความคิด  ทัศนคติ  อุดมการณ์ในเรื่องชุมชนต้องเข้มแข็ง  ชุมชนต้องมีศักดิ์ศรี  ต้องพึ่งตนเองได้  จึงเริ่มต้นเข้ามาสร้างการมีส่วนร่วม  โดยการประสานงานกับหัวหน้ากลุ่มอาชีพ  กลุ่มองค์กรต่าง ๆ  บุคคลที่มีบุคลิกที่ใฝ่เรียนรู้  ใฝ่ใจทำงานเพื่อส่วนรวม  โดยใช้เวทีสาธารณะเข้ามาดำเนินการ  ได้ผลเป็นอย่างดี  หลังจากวันนั้นจึงการจัดเวทีประชุมสัญจรจึงเกิดขึ้น มีส่วนร่วมการ  เป็นโครงการขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างการเรียนรู้การจัดทำแผนชีวิตชุมชนในช่วงปี 2546 – 2547  จึงมีการดำเนินการสร้างการเรียนรู้การจัดทำแผนชุมชน
แผนชีวิตชุมชนเป็นกระบวนการเรียนรู้ของคนในชุมชนที่ต้องรู้จักตนเอง  เป็นใคร  เป็นอย่างไร  เพราะอะไร  จะไปไหน  จะไปได้อย่างไร  จากครอบครัวมารวมเป็นหมู่บ้าน  จากหมู่บ้านมารวมเป็นตำบล  จากล่างขึ้นไป  จากเล็กไปใหญ่  ประชาชนจึงต้องเรียนรู้ข้อมูลของตนของชุมชน  รู้อดีตเพื่อไปสู่อนาคต  ทำปัจจุบันให้เข้มแข็งเป็นฐานเป็นบันไดก้าวไปสู่วันหน้าอย่างมั่นคง  เติมเต็มความรู้ไปทุกย่างก้าวที่เดินไป

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จ
1.    แกนนำต้องมีภาวะความเป็นผู้นำเพราะได้รับการพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและมีเวทีให้นำความรู้ที่ได้มาสร้างการเรียนรู้ในเวทีประชุมประจำเดือน  คิดที่ปฏิบัติการทำงานเพื่อส่วนรวมมากขึ้น
2.    แกนนำและประชาชนเกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด  วิธีปฏิบัติตนเพื่อการพัฒนาชุมชนที่เข้มแข็ง
3.    การที่สภาพสังคมไม่เกิดความขัดแย้ง  ทำงานร่วมกันได้ทุกฝ่าย ไปพร้อมกับภาคประชาชน
4.    มีทุนจากการได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องโดยแกนนำของตำบลมีวิธีการบริหารจัดการให้ทุนนั้นมีคุณค่าในการสร้างการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยราชการ และองค์การภาคเอกชนในจังหวัด   ที่ให้การสนับสนุนหลากหลายรูปแบบ และได้การมีส่วนร่วมอย่างจริงใจ

ผลจากการสร้างแผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเอง
- การประชุมร่วมกันของกลุ่มองค์กรต่างๆทั้งกลุ่มอาชีพ กลุ่มทางสังคม เป็นประจำ
- เกิดแกนนำของตำบลที่มาจากทุกหมู่บ้านที่มีการทำงานเป็นทีม มีความคิดสร้างสรรค์เพราะมีการเรียนรู้ร่วมกันเป็นปะจำ
- การฟื้นฟูวัฒนธรรมเช่นการเล่นพื้นบ้าน การสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมของคนทุกวัย การปลูกฝังวัฒนธรรมสังคมไทยให้กับเด็กโดยจัดกิจกรรมให้เด็กเสมอ
-    การเกิดการพัฒนาวิธีคิดวิธีปฏิบัติในเรื่องหมู่บ้านเศรษฐกิจ เกิดกลุ่มอาชีพทางการเกษตรที่มีเป้าหมายในการให้พึ่งตนเองเกิดขึ้น  พัฒนาจนเป็นที่ศึกษาดูงานในขณะนี้
-    การพัฒนาศูนย์เรียนโดยเริ่มจากการจัดทำฐานข้อมูลตำบล เชื่อมโยงแหล่งกลุ่มต่างๆในตำบลเป็นแหล่งเรียนรู้ของคนในตำบลเวลาจัดเวทีสัญจร เด็กในโรงเรียนได้เรียนรู้ เป็นแหล่งฝึกอาชีพเป็นแหล่งรวมกลุ่มประกอบอาชีพของคนในตำบล และมีผลให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนนอกตำบลในปัจจุบัน
-    การฟื้นฟูอาชีพน้ำตาลมะพร้าวให้กลับคืนมาเกิดเป็นกลุ่มน้ำตาลมะพร้าวแท้ มีหน่วยงานต่างให้การสนับสนุนต่อยอดทั้งในเรื่องโรงน้ำตาลรวม การบริหารจัดการกลุ่ม การมีมาตรฐานสินค้าที่แสดงถึงความปลอดภัย เป็นแหล่งเรียนรู้การฟื้นฟูพันธุ์มะพร้าวและการพัฒนากลุ่มที่เข้มแข็ง

หลังจากโครงการในแผนชีวิตชุมชน ดำเนินการไปนั้น  คณะแกนนำได้จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล  และเริ่มขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์  (แผนชีวิตชุมชน) ต่อเนื่องในขณะนี้  โดยมีสภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นแกนนำขับเคลื่อนอย่างมีส่วนร่วม  กับคณะกรรมการต่างๆที่ทำงานแบบบูรณาการกันเช่น ศอช.ต. สายใยวัฒนธรรมชุมชนตำบล วัด โรงเรียนอบต.รวมทั้งหน่วยงานราชการในตำบล  ที่มีใจ ร่วมกันขับเคลื่อน  ใช้หลักการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันเหมือนที่ผ่านมา  เพราะการเรียนรู้ไม่มีวันจบและการเรียนรู้คือหัวใจของการพัฒนาที่ยั่งยืน แผนชีวิตชุมชน  คือกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบตราบใดที่ประเทศยังต้องพัฒนาและความรู้ใหม่ยังมีเกิดขึ้นทุกวันทุกเวลา

 

 


 

บ้านหนองรี  ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี


หากกล่าวถึงที่มาของชื่อบ้านท่าตะคร้อ ชาวชุมชนดั้งเดิมในชุมชนท่าตะคร้อซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไทดำ(ลาวโซ่ง) ที่ได้อพยพมาจากเขตอำเภอเขาย้อย ได้บอกเล่าถึงความเป็นมาในการตั้งชื่อชุมชนของกลุ่มตนว่า การตั้งชื่อชุมชนเกิดจากสภาพแวดล้อมที่มีสถานที่ตั้ง การจัดตั้งบ้านเรือนอยู่ริมลำห้วยแม่ประจัน ตลอดเส้นทางที่ท่าน้ำแม่ประจัน จะมีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียก ต้นตะคร้อ เมื่อผลสุกสามารถรับประทานได้ มีรสชาติเปรี้ยว ขึ้นอยู่มากมายในบริเวณนั้น ด้วยสภาพแวดล้อมที่โดดเด่นของชุมชนดังกล่าวจึงได้กลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านตั้งแต่นั้นมา จวบจนปี 2529

หลักคิดกระบวนการจัดทำแผนชีวิตชุมชน
ครั้งฟองสบู่แตกเมื่อปี  พ.ศ.  2540  ชาวบ้านเกิดความเดือดร้อน  มีหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ  หลายคนถูกธนาคารยึดที่ดิน  บางคนต้องขายที่ดินที่มีอยู่จำกัดความเดือดร้อนขยายวงกระทบมาถึงชุมชน  จนเป็นที่มาของการตรวจสอบรายได้  -  รายจ่ายของชุมชน  โดยคนในชุมชน  ได้ค้นหาแกนนำในชุมชน  เข้ามาร่วมกันร่างแบบสำรวจข้อมูลที่อยากรู้  ได้ทำแบบสำรวจและแบ่งงานกันไปเก็บข้อมูลประมารณ 1  คน  /  20  หลังคาเรือน   เมื่อข้อมูลได้ถูกรวบรวมเสร็จและได้นัดกันตรวจข้อมูลเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์สังเคราะห์  เมื่อข้อมูลออกมาเห็นภาพชัดขึ้น   และสามารถแยกส่วนของค่าใช้จ่ายได้ชัดเจน  ตัวเลขได้ถูกนำมาจัดเป็นเรื่อง ๆ   เมื่อเห็นตัวเลขชัดเจนว่า  รายจ่ายส่วนที่จ่ายโดยไม่จำเป็น  เช่นเหล้า –เบียร์- บุหรี่- เครื่องชูกำลัง- นำส้มอัดลม – เครื่องสำอาง-  ขนมกรุบกรอบเป็นต้น   ข้อมูลที่ได้ตัวเลขที่เห็นได้นำมาสังเคราะห์โดยแกนนำและกำหนดแผนเบื้องต้นและนำเข้าที่ประชุมชาวบ้าน  ร่วมกันวิเคราะห์แผนและกำหนดแนวทางแก้ไข  ภาพใหญ่ที่  ที่ประชุมเห็นร่วมกัน  คือ “ปัญหาเงินไหลออกนอกชุมชน”  ที่เกิดจาก  ของกินของใช้ประจำวัน  ปัจจัยการผลิตภาคเกษตร  ป่าไม้ถูกทำลาย  ภัยแล้ง และน้ำท่วม  ซึ่งเป็นที่มาของหนี้สินที่เพิ่มขึ้น

“...แผนชีวิตชุมชน คือ เครื่องตอกย้ำให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่าชุมชนคิดเอง ทำเองและเป็นการ ทำจริง เป็นการปฏิบัติงานตามแผนของชุมชนที่ชุมชนคิดขึ้นมาเอง มิใช่การคิดโดยภาครัฐหรือหน่วยงานภายนอกมาคิดให้ แผนชุมชนเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางการพัฒนาโดยชุมชนเอง...”  ซึ่งเกิดจากการพูดคุยในที่ประชุมประจำเดือนของหมู่บ้าน      

ผลที่เกิดจากกระบวนการจัดทำแผนชีวิตชุมชน

1) กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชน  เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อต้องการอนุรักษ์ป่าชุมชนของกลุ่มตน บนเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่  ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาปุ้ม-ยางหัก  การตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนขึ้นมา ซึ่งป่าชุมชนที่นี่สามารถกล่าวได้ว่าเปรียบเสมือนเป็นซุปเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่ของชุมชนที่คนในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนร่วมกันได้ ภายใต้ระเบียบ กติกาป่าชุมชนที่สร้างสรรค์ขึ้นมาร่วมกัน ปัจจุบันกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนได้ขยายครอบคลุมในหลายหมู่บ้านแบบการถักทอเป็นเครือข่าย คือ หมู่ 3,4,5,7 บนพื้นที่ 20,000 กว่าไร่ ซึ่งจากการดำเนินการจัดทำป่าชุมชน  ทำให้เกิดผลดีแก่ชาวบ้าน กล่าวคือ ชาวบ้านสามารถเข้าไปเก็บของป่าในป่าชุมชนมาเลี้ยงชีพได้ ชุมชนร่วมกันประกาศป่าชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย และได้มีการจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ไว้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่เน้นเชิงอนุรักษ์  โดย พอช. สนับสนุนโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นจำนวน 240,000 บาท การดำเนินกิจกรรมดังกล่าว ชาวบ้านบอกว่าสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่ชาวบ้านได้อีกทางหนึ่งด้วย
ชุมชนบ้านหนองรีได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลุ่มเป็นผู้ดูแล เพื่อบริหารจัดการและรักษาผลประโยชน์ของชุมชนร่วมกัน เช่น การสร้างกติกาการตัดไม้ของสมาชิกในชุมชนต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการก่อน จำนวน 3 คน พร้อมทั้งต้องมีการแจ้งวัตถุประสงค์ในการตัดไม้ แจ้งจำนวน และต้องนำไม้ที่ตัดไปใช้ประโยชน์ในชุมชนเท่านั้น หากมีการละเมิดข้อตกลงจะได้รับการลงโทษจากชุมชน เช่น การพิจารณาเงินให้ยืมจากกลุ่มองค์กรการเงินที่มีในชุมชนให้เป็นคนลำดับสุดท้าย เป็นต้น

2) กลุ่มปุ๋ยหมัก   จากข้อมูลแผนชุมชนทำให้แกนนำเห็นตัวเลขการซื้อปุ๋ยเคมีสูงมาก  แกนนำเพียง 5-6 คนในชุมชน ได้มาวางแผนร่วมกัน ออกหุ้นคนละ 100 บาท และกำหนดสมาชิกแรกเข้าคนละ 20 บาท สมาชิกแรกเข้าได้ผลิตปุ๋ยหมักโดยเอาวัสดุในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ระยะแรกใส่ควบคู่ไปกับปุ๋ยเคมีต่อมาลดจำนวนปริมาณปุ๋ยเคมีลงเรื่อยๆ ซึ่งจากประสบการณ์จริงได้เกิดข้อเปรียบเทียบของการใช้ปุ๋ยหมักและปุ๋ยเคมี ปรากฏว่าปุ๋ยหมักช่วยทำให้ลดต้นทุนการใช้จ่าย ทำให้ดินดีขึ้นไม่แข็ง ดินจะร่วนซุยและที่สำคัญมีการเปรียบเทียบผลผลิตน้ำหนักของพืชไร่  ซึ่งเห็นข้อแตกต่างกันมาก ปัจจุบันมีสมาชิกถึง 100 คน  กิจกรรมการทำปุ๋ยหมักเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เอื้อให้เกิดการสร้างเครือข่ายองค์กรและการรับผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งเป็นกิจกรรมที่สามารถก่อให้เกิดรายได้ ลดรายจ่ายภายในชุมชนเป็นกิจกรรมที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนภายในชุมชนอีกกิจกรรมหนึ่ง

3. กลุ่มซ่อมเครื่องจักรกลขนาดเล็ก   การกำเนิดของกลุ่มซ่อมเครื่องจักรขนาดเล็กเกิดจากการทำแผนแม่บทชุมชนที่ชาวชุมชนได้มองเห็นปัญหาชุมชนร่วมกันและได้มองเห็นศักยภาพของคนในชุมชนว่ามีความสามารถในการซ่อมเครื่องยนต์   ดังนั้นการเกิดของกลุ่มจึงตั้งขึ้นมาเพื่อสนองต่อการแก้ไขปัญหาของชุมชนในเรื่องการซ่อมแซมเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดเล็ก เช่น รถไถนา หรือ การซ่อมรถมอเตอร์ไซด์ โทรทัศน์ พัดลม ฯลฯ  ในอดีตที่ชุมชนบ้านหนองรีไม่มีร้านซ่อมเครื่องจักรกลภายในชุมชนเลย หากเกิดปัญหาเครื่องจักรกลหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย จำเป็นต้องนำไปซ่อมภายนอกชุมชน ซึ่งสร้างความลำบากในการเดินทาง การเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือการจ่ายค่าซ่อมที่แพง และมีลูกหลานในชุมชนที่มีความเก่งเรื่องการซ่อมเครื่องยนต์  จึงได้ขอรับการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 130,000 บาท   สร้างร้านซ่อมเครื่องจักรกลขนาดเล็กไว้กลางหมู่บ้านใกล้กับศาลาประชุมประจำหมู่บ้านและโรงปุ๋ยหมักของชุมชน อีกทั้งมีการส่งเสริมให้ช่างไปเรียนฝึกอบรมเพิ่มเติม

“แผนชีวิตชุมชน” เปรียบเสมือนเครื่องมือให้ชาวบ้านได้รู้จักตนเอง ได้เห็นสิ่งที่เคยอยู่ เคยเป็น เห็นอดีตและปัจจุบัน  เกิดการเรียนรู้  ทำให้คนในชุมชนรู้จักตนเอง รู้จักทุนทางสังคม รู้จักทรัพยากร  รู้จักภายนอก เช่น เรื่องนโยบาย กระแสภายนอกที่ส่งมาถึงเช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ สิทธิชุมชน ฯลฯ และรู้ระบบการบริหารจัดการท้องถิ่น เช่น การสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการท้องถิ่นของตน ดังนั้น แผนชีวิตชุมชนจะเป็นสิ่งที่กำหนดให้ชาวบ้านสามารถคิด วางแผนและปฏิบัติได้  กระบวนการแผนชุมชนนี้สามารถถือได้ว่าเป็นกระบวนการหนึ่งที่นำไปสู่การทำให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองได้  และ “การจัดการตนเองได้ คือการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น  อันเป็นฐานรากสำคัญของสังคม”

การเปลี่ยนแปลงกับบทเรียนที่ได้

จากการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาของชุมชนท่าตะคร้อที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดการสร้างสมประสบการณ์ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในชุมชนตลอดจนบทเรียนที่เกิดจากการดำเนินงานที่หลากหลายโดยสามารถสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้
1)    กิจกรรมการพัฒนาที่ทำร่วมกันก่อให้เกิดการทำงานเป็นกลุ่ม พบปะพูดคุยกันได้ง่ายขึ้น
2)    เกิดกระบวนการคิด การแก้ไขปัญหาภายในชุมชนร่วมกัน เกิดความสามัคคี การทำงานเป็นกลุ่มทำให้สมาชิกรู้บทบาทหน้าที่ของตน จากการทำงานกระบวนการกลุ่ม เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน
3)    เกิดแผนชีวิตชุมชน ที่ทำให้คนในชุมชนสามารถรู้จักตนเอง
4)    เห็นความเสียสละ ความเอื้ออาทร เห็นอกเห็นใจระหว่างคนทำงานและคนในชุมชน
5)    ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้น คนที่อพยพไปทำงานต่างถิ่นเริ่มกลับเข้ามาสู่ชุมชน
6)    เกิดการประชุม ทำให้ได้รู้เรื่องของชุมชนมากขึ้น เห็นคุณค่าของชุมชนมากขึ้น
7)    การประชุมทำให้เห็นทิศทางการพัฒนาว่าจะพัฒนาชุมชนไปในทิศทางใด

 

 


 

บ้านรัชดาป่าจิก  ตำบลหนองกี่  อำเภอกบินทร์บุรี  จังหวัดปราจีนบุรี


วิสัยทัศน์ ชุมชนน่าอยู่ รู้รักสามัคคี มีจริยธรรม คุณธรรม น้อมนำปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง

“ประวัติศาสตร์  บ้านรัชดาป่าจิก“  หมู่ที่  11 เป็นหมู่บ้านที่แยกมาจากหมู่ที่  6  ซึ่งบางส่วนได้ตั้งหลักปักฐานอยู่เดิมก็ไม่กี่หลังคาเรือน  ปี  พ.ศ. 2494  พื้นที่โดยรอบเป็นป่าเบญจพรรณยังคงทิ้งล่องลอยความเป็นวัฒนธรรม  ดั้งเดิมที่มาของรัชดาป่าจิกก็เนื่องมาจากในอดีตกาลพื้นที่แห่งนี้มีต้นไม้ชนิดหนึ่งเป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็งอยู่  70%  ของพื้นที่ต้นไม้นี้เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า  “ต้นจิก”

กระบวนการจัดทำแผนชุมชนหมู่บ้านรัชดาป่าจิกหมู่
แผนชุมชน/หมู่บ้านคือ กระบวนการเรียนรู้ ของคนในชุมชนท้องถิ่น ที่ร่วมกันคิด ร่วมกันค้นหาข้อมูลครัวเรือน ข้อมูลพื้นฐาน มาวิเคราะห์ค้นหาสาเหตุของปัญหา และหาวิธีการ หรือแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อให้รู้และเข้าใจหมู่บ้าน/ชุมชนของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยวิธีการที่เหมาะสมกับวิถี ภูมิปัญญา และภูมิสังคม ของคนในชุมชนรวมทั้ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ทำให้เกิดการทบทวน การพัฒนา การแก้ไขปัญหา ของหมู่บ้าน/ชุมชน โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนในชุมชนท้องถิ่นร่วมกันหาทิศทาง แนว ทางการพัฒนาที่จะต้องมากำหนดอนาคต จัดการตัวเอง โดยใช้พื้นที่หมู่บ้านยึดถือเป็นหลัก เป็นหัวใจในการทำงานและให้คนในหมู่บ้าน เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้และพัฒนาที่มีความเข้าใจ ให้ความเคารพซึ่ง กันและกัน โดยการมีส่วนร่วมที่เป็นเจตนารมณ์ และแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ ส่งผลให้คนในหมู่บ้าน อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  มีภูมิคุ้มกันจากผลกระทบของความเปลี่ยนแปลง

กิจกรรมที่เกิดภายใต้แผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเองบ้านรัชดาป่าจิก
1) กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ  จากข้อมูลบัญชีครัวเรือน ระบุว่าคนในชุมชนซื้อผักสวนครัว เฉลี่ยครัวเรือนละ  500 บาท / เดือน  จากการบริโภคผักจากภายนอกพบว่ามีผลกระทบจากการเจ็บป่วยในเลือดปนเปื้อนด้วยสารเคมี  จึงเกิดหลักคิดที่ว่าคนในชุมชนจะต้องปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ทุกคนแบ่งแปลงผักที่ศูนย์เรียนรู้คนละแปลง เริ่มด้วยการจัดทำแปลงผักเริ่มวางแผน ในการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน  แปลงผัก  30  แปลงจึงเกิดขึ้น มี พริก  ผักสวนครัว และผักพื้นบ้าน
ได้จัดทำแปลงสาธิต ที่ศูนย์การเรียนรู้ ชาวบ้านเริ่มหันกลับมาปลูกที่บ้านของตัวเอง  เมื่อชาวบ้านมีประสบการและกระบวนการเรียนรู้มากขึ้น จึงได้นำไปทดลองปฏิบัติในบ้านของตัวเอง และก็ปลูกผักที่ใช้ปุ๋ยที่ทำขึ้นเอง วันนี้จากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ ในบ้านรัชดาป่าจิกปลูกผักกินเองทุกหลังคาเรือน แม้บ้านใด ไม่มีพื้นที่ในการปลูก ก็นำยางรถยนต์มาประดิษฐ์ เพื่อปลูกผักในกระถางรถยนต์  กระถาง กระป๋อง  วัสดุที่เหลือใช้แล้ว ที่สำคัญชาวบ้านจะร่วมกันทำ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทุกหลังคาเรือน
2) กลุ่มเลี้ยงหมูหลุม  จากข้อมูลที่ชาวบ้านรัชดาป่าจิก ร่วมกันวิเคราะห์แล้วเห็นว่าการบริโภค เนื้อสุกร และปลา มีรายจ่ายสูงและจะต้องจัดหามาจากภายนอก กลุ่มเลี้ยงหมูหลุมจึงเกิดขึ้นพร้อมกัน  10  ราย  การเลี้ยงก็มีการเก็บข้อมูลมีองค์ความรู้ว่า เลี้ยงเมื่อไร ? ใช้อาหารอะไร ? ระยะเวลาการเติบโต  และอื่น ๆ รวมถึงอาหารสัตว์   อาหารปลา อาหารหมู   และเกิดกองกลางหมู่บ้านเป็นเงินก้อนสำรองจ่ายให้เจ้าของหมู   ทั้งนี้เพื่อเกษตรกรจะได้นำมาเป็นทุนแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะการนำไปใช้ในการซื้อลูกหมู และอื่น ๆ  จากการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กลุ่มจึงมีสภาพคล่องและมีรายได้                       
วันนี้กลุ่มหมูหลุมจะเลี้ยงหมู ประมาณ 3-5 ตัว หรือมากกว่าแต่ก็ไม่เกิน 5 ตัว จะจับหมูทุก 6 เดือน มีกำไรจากหมู เฉลี่ยตัวละ 1,500  บาท / ตัว / 6 เดือน และสามารถนำมูลหมูมาทำปุ๋ย ได้ครั้งละ  20  กระสอบ ราคากระสอบละ  25  บาท หรือ ครั้งละ 500  บาท  หรือนำปุ๋ยที่ได้จากมูลหมูมาใช้ในเทือกสวน ไร่นา ปลูกผักสวนครัวของตนเองก็จะเกิดประโยชน์หลายประการ
3) กลุ่มเพาะเห็ด  เดิมมีสมาชิกกลุ่มที่ทำร่วมกัน  5 คน ต่อมาสมาชิกในกลุ่มขอลาออกช่วงระยะแรกของการเพาะเห็ดก็มีอุปสรรค คือขาดความรู้ ความชำนาญ ต่อมาเห็ดออกมากขึ้น  จึงทำให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นตามละดับ    
4) กลุ่มพริกแกง  จากข้อมูลแผนชุมชน  คนในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยทำงานในโรงงานไม่ค่อยมีเวลาในการเตรียมเครื่องแกง จึงทำให้เกิดกลุ่มทำน้ำพริกแกง  เมื่อผลิตแล้วก็จะนำไปฝากขายในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งก็จะเป็นลูก หลาน ของสมาชิกในกลุ่มซึ่งทำงานอยู่ในโรงงาน  ที่เป็นลูกค้าประจำก็คือ ชาวบ้านด้วยกันเอง กิจกรรมทำพริกแกงทำให้คนสูงอายุที่อยู่บ้านมีกิจกรรมทำร่วมกันและมีโอกาสพูดคุยปรึกษาหารือกัน มีรายได้ มีสุขภาพจิตดี และมีความสุขที่แบ่งปันกัน  และกลุ่มก็จะช่วยเหลือกลุ่มที่อ่อนแอกว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม หลังจากทำแผนชุมชน ปรากฏการที่เกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับวิถีของคนในหมู่บ้านรัชดาป่าจิก

ผลผลิตที่เกิดจากกระบวนการแผนชีวิตชุมชน

1.    คนหันกลับมาพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมากขึ้น
2.    สามารถปรับวิธีคิดของชาวบ้านชุมชน ให้รู้เท่าทัน กับการเปลี่ยนแปลง
3.    มีรายได้ที่เป็นรายได้จากการทำกิจกรรมกลุ่มที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนในหมู่บ้าน
4.    มีวินัยในการออม และแบ่งปันผลประโยชน์
5.    มีพื้นที่รูปธรรมของตัวเองทุกบ้านในการปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก และเข้าใจหลักการกิน การอยู่ การใช้มากขึ้น
6.  เกิดการเชื่อมประสานกับกลุ่มต่าง ๆ ในหมู่บ้าน และเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน
7.    มีรูปธรรมความสำเร็จที่เกิดขึ้นจับต้องได้โดยผ่านกระบวนการจัดการที่โปร่งใส และสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ในการขยายผล และเกิดวิทยากรกระบวนการตามธรรมชาติ หลังจากนำแผนชุมชนสู่การปฏิบัติการจริง

กลุ่มกิจกรรมภายใต้แผนชุมชน บ้านรัชดาป่าจิก  ตำบลหนองกี่

 

 


 

ตำบลหนองยาว  อำเภอพนมสารคาม  จังหวัดฉะเชิงเทรา


ตำบลหนองยาว  แบ่งเขตพื้นที่การปกครองออกเป็น  12 หมู่บ้าน  มีประชากร  8,922  คน ประชาชนโดยทั่วไปเป็นกลุ่มชนที่เป็นเครือญาติผูกพันทางสายเลือด  ตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ประกอบไปด้วย กลุ่มคนลาวพวนที่อพยพจากภัยของการศึกสงครามในตอนต้นของกรุงรัตนโกสินทร์  มาจากเวียงจันทน์  เชียงขวาง  โพนทอง (กบฏอนุวงศ์)  และกลุ่มเชื้อสายเขมรที่ถูกกวาดต้อนมาสมัยทำการศึกกับพระยาละแวก   และกลุ่มคนจีน  ไทยที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป   ส่วนใหญ่ทุกหมู่บ้านมีปฏิสัมพันธ์กันและมีความไว้วางใจซึ่งกัน  มีประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน  และเป็นที่รวมคนในตำบล  คือ ประเพณีงานบุญเดือนสาม (ขึ้นเขาเผาข้าวหลาม)   ประเพณีวันตรุษสงกรานต์  เป็นต้น

ลักษณะพื้นที่ของตำบลหนองยาวเป็นพื้นที่ชนบทเป็นที่ราบเชิงไหล่เขา เหมาะสมกับการทำอาชีพเกษตรกรรมจึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา  ปลูกพืชผักสวนครัว              
การสื่อสารระหว่างหมู่บ้าน/ชุมชน หรือบุคคล คือ การติดต่อทางโทรศัพท์(มือถือ) มีการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่าง ๆ   ผ่านหอกระจายข่าว(ระบบเสียงไร้สายปี52)  ผ่านเวทีประชาคมในหมู่บ้าน  ผ่านสภาองค์กรชุมชนตำบล   และผ่านกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขที่รับผิดชอบในหมู่บ้าน

การคมนาคมระหว่างหมู่บ้านส่วนใหญ่ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์   เนื่องจากมีการพัฒนาด้านโครงสร้างขององค์การปกครองส่วนถิ่นทุกปี   ทำให้ถนนระหว่างหมู่บ้านและในหมู่บ้านเป็นถนนลาดยางและถนนคอนกรีต  การเดินทางออกนอกหมู่บ้านและในหมู่บ้านเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ในด้านของการดูแลระบบสุขภาพในชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลหนองยาวได้ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณสุข  ตลอดจนมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ  เช่น การรณรงค์การป้องกันโรคไข้เลือดออก การบริหารจัดการกองทุนสุขภาพระดับท้องถิ่น การหนุนเสริมงบประมาณให้กับกองทุนชุมชน(สุขภาวะชุมชน)  มีการประสานงานและร่วมปรึกษาหารือกันเป็นประจำ  ให้ความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมด้านสาธารณสุขเป็นอย่างดี

ด้านการเมืองการปกครองในท้องถิ่น ผู้นำโดยรวมสามัคคีกันดี มีการแข่งขันและขัดแย้งอยู่บ้าง  แต่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวของระบบชุมชนเอง  ประชาชนส่วนใหญ่เลือกผู้นำระดับท้องถิ่นอย่างเสรี   ส่วนใหญ่จะสนับสนุนกลุ่มเครือญาติตนเอง   การทำงานพัฒนาในทุกด้านในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐ  เอกชน  และของภาคประชาชนได้รับความร่วมมือจากทุก ๆ ฝ่าย

ด้านเศรษฐกิจ  เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม   และรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อหารายได้มาใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้หลายครอบครัวไม่มีเวลามาร่วมกิจกรรมด้านการพัฒนาของประชาชน ส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตเป็นไปตามกระแสวัตถุนิยม คือบริโภคตามสื่อที่โฆษณาผ่านช่องทางสื่อสารต่าง ๆ  บริโภคตามความเคยชิน บริโภคอาหารตามที่ชอบไม่เน้นคุณค่า จนได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อต่าง ๆ ตามมา  เช่น โรคอ้วน โรคมะเร็ง  เป็นต้น

จากการวิเคราะห์บริบทของชุมชนดังกล่าวข้างต้น  “พบว่าการตั้งสมมุติฐานในการสรุปเพื่อการพัฒนา  ของประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชน และตำบลนั้น  นักพัฒนาต้องใช้มุมมองในมิติที่เป็นองค์รวม  แยกส่วนในการพัฒนาไม่ได้  การมองต้องมีมุมมองที่เห็นว่าหมู่บ้าน/ชุมชนไม่ใช่ภาพนิ่ง  มีการเคลื่อนไหวสลับซับซ้อน  มีความสัมพันธ์ถึงกัน  และตั้งอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง  แต่ก็สามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวของหมู่บ้าน/ชุมชนเอง  จึงไม่จำเป็นที่ต้องกำหนดจากบุคคลภายนอกลงไปจัดการให้กับชุมชน  เพราะถ้าทำเช่นนี้  หมายถึง  เรามองว่าชุมชนอ่อนแอ  ไม่สามารถจัดการตนเองได้  ซึ่งเป็นมุมมองที่ต้องได้รับการพัฒนาและเรียนรู้เรื่องราวของหมู่บ้าน/ชุมชนเพิ่มขึ้นอีกมาก
ในขณะเดียวกันการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนแบบการค้นหาแก่นแกนนำหลักของหมู่บ้าน/ชุมชนมาพัฒนาเรียนรู้ยกระดับ  แล้วมอบหมายงานให้กับแกนนำที่ถูกพัฒนาแล้ว  ว่าเข้มแข็งแล้ว  เหล่านี้กลับลงไปทำหน้าที่เชื่อมต่อและพัฒนาชุมชนของเขาเอง  ก็ยังเป็นมุมมองที่ยังมองหมู่บ้าน/ชุมชนเป็นภาพนิ่ง  ต้องสร้างแก่นแกน  ต้องสร้างแบบอย่าง  ตัวอย่างที่ดี ให้ได้ก่อน   แล้วจะนำพาการพัฒนาหมู่บ้านชุมชนไปได้  มุมมองในมิตินี้ก็ยังดีกว่ามิติแรกเพราะยังมองว่าหมู่บ้าน/ชุมชนมีข้อดี  มีจุดแข็งอยู่บ้าง  แต่ก็ยังเป็นมุมมองที่มองหมู่บ้าน/ชุมชนเป็นภาพนิ่งอยู่เช่นเดิม  ไม่เห็นว่าหมู่บ้าน/ชุมชนนั้นมีชีวิตและวิญญาณ  มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา  จึงเห็นว่าการวิเคราะห์ชุมชนทั้งสองแบบนี้ไม่น่าจะทำให้เกิดการพัฒนาที่นำไปสู่ความยั่งยืนได้

ถ้าจะทำให้หมู่บ้าน/ชุมชนพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนได้ในระยะยาว   ต้องมีมุมมองที่เห็นหมู่บ้าน/ชุมชนเป็นพลวัต   เป็นหน่วยที่สามารถจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง   ดังนั้นการพัฒนา  หรือ  การดูแลเชิงระบบของหน่วยปฏิบัติต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนบทบาทไปตามสถานการณ์   ตามบริบท  ตามจังหวะชีวิตและชีพจรของหมู่บ้าน/ชุมชนนั้น ๆ   นั่นคือ  ต้องทำหน้าที่เสริมหนุนให้หมู่บ้าน/ชุมชนดำเนินงานพัฒนาเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเองเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  ก็จะทำให้กระบวนการงานพัฒนาทั้งหลายเริ่มมั่นคง  และยั่งยืนในที่สุด”

จากการวิเคราะห์บริบทของการทำงานแผนชุมชนที่ตำบลหนองยาวได้ข้อสรุปออกมาอย่างที่กล่าว คณะทำงานจึงได้ขับเคลื่อนงานพัฒนาในรูปแบบที่ “ไม่ค้นหาแก่นแกนของความสำเร็จของระดับปัจเจกในหมู่บ้าน/ชุมชน แต่ให้หมู่บ้าน/ชุมชนเขาหลอมรวมทำงานพัฒนานั้นด้วยตัวของชุมชนเอง   โดยเรามีบทบาทหน้าที่เป็นเพียงแค่ผู้เสริมหนุนและเอื้ออำนวยในยามที่เขาร้องขอ”

ข้อคิดที่ได้จากกระบวนการถอดบทเรียน  “โดยธรรมชาติของหมู่บ้าน/ชุมชน  ถึงแม้จะดูในระดับจุลภาคเหมือนแปลกแยกไม่เป็นระเบียบ  แต่ในความเป็นจริงในความไม่เป็นระเบียบนั้น  ถ้ามองในระดับภาพใหญ่ก็จะเห็นความเป็นระเบียบปรากฏอยู่เสมอ  การพัฒนาจึงใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตายตัวไม่ได้  วันหนึ่งเวลาหนึ่งอาจเหมาะกับวิธีนี้  แต่อีกกาลเวลาหนึ่งอาจไม่เหมาะสมแล้วก็ได้  นักเลือกตั้ง  นักพัฒนา  นักบริหารจัดการ  และกลไกรัฐ  ทั้งบนและล่างต้องเรียนรู้และใคร่ครวญให้แยบคายกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจึงจะทำให้ประเทศชาติก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง”

กระบวนการแผนชีวิตชุมชนตำบลหนองยาว
อดีตที่ผ่านมา    รากฐานดั้งเดิมเริ่มต้นจากกระบวนการเรียนรู้ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2545 ตั้งแต่โครงการของสำนักงานกองทุนการลงทุนเพื่อสังคม (SIF)   โดยมีกระบวนการจัดทำแผนชุมชน   การจัดตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์เป็นกิจกรรมแรก ๆ  
ต่อมาในปี  46  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ)  ร่วมกับ  5  หน่วยงานหลักในพื้นที่  ได้แก่ พัฒนาชุมชน  เกษตร  กศน.  สาธารณสุข  และ ธกส.  ได้ลงมาสนับสนุนกระบวนการจัดทำแผนชุมชนในรูปแบบเวทีประชาคมในระดับหมู่บ้าน  และตำบล

ในปี  47  เครือข่ายแผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเอง  4  ภาค  ซึ่งเป็นเครือข่ายของภาคประชาชนได้เสนอให้ตำบลหนองยาวเข้าร่วมเป็นตำบลนำร่อง  ในการจัดกระบวนการเรียนรู้การจัดทำแผนชุมชนในลักษณะที่ให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง  เป็นแกนหลักในการทำงาน  โดยมีหน่วยงานภาคีพัฒนาเข้าร่วมเสริมหนุนช่วยเหลือ

ในปี  48 - 50  เริ่มต้นการแปลงแผนชุมชนไปสู่การปฏิบัติเป็นกิจกรรมแก้ไขปัญหาและพัฒนา  2  ระดับ  ได้แก่  การลงมือทำเองของปัจเจกบุคคลและรวมกลุ่มร่วมกันทำ , การเสนอแผนชุมชนผ่านทางองค์กรปกครองท้องถิ่นและหน่วยงานราชการให้ช่วยเหลือสนับสนุน  ใน

ปี  50  ได้รับการร่วมมือจากพัฒนากรอำเภอพนมสารคามมาช่วยยกระดับแผนชุมชนให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น  มีความชัดเจนในการวางเป้าหมาย  วิสัยทัศน์  และอัตลักษณ์ของหมู่บ้าน  ตำบล

ปัจจุบัน   ในปี  51 - 52  แกนนำเครือข่ายแผนชีวิตชุมชนตำบลหนองยาวได้ร่วมมือกับ  พมจ.  สถานีอนามัย , พัฒนากร , เกษตรตำบล , กศน. , ท้องที่(กม.) และ อบต.ได้ร่วมหารือถึงการบูรณาการกระบวนการจัดทำแผนชุมชนที่ครอบคลุมทุกด้าน  และการวางเป้าหมายระยะกลาง 3 ปีร่วมกัน  โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เกิดจากกิจกรรมภายใต้แผนชุมชน  ภายใต้ข้อเสนอของสภาองค์กรชุมชน  เวทีสมัชชาสุขภาพตำบล  และการส่งเสริมจากหน่วยงานองค์กรภายนอก

อนาคต   ในปี  53 - 55  เป็นปีแห่งการทำงานพัฒนาตำบลหนองยาวที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน  เป็นปีที่จะก้าวเข้าสู่เป้าหมาย  “ตำบลสุขภาวะ”  หรือ  “ตำบลยุทธศาสตร์การพัฒนา”

สรุปเส้นทางการเดินทางของงานพัฒนาที่ตำบลหนองยาว  ดังนี้
- ปี 45-47  สามปีแรกของการเรียนรู้งานพัฒนา (ลองผิดลองถูก)
- ปี 48-50  สามปีแห่งการปฏิบัติการ (ทดสอบกำลังใจ,ทบทวนปรับปรุง)
- ปี  51-53  ก้าวย่างเข้าสู่เป้าหมายที่ท้าทาย (ตำบลสุขภาวะ)

“ข้อความทั้งหมดนี้  คือ  ความรู้ที่ได้รับ..จากการลงมือ..ลงแรง..
ร่วมใจของแกนนำในตำบลหนองยาว..ก้าวไปสู่การพัฒนาด้วยแผนชุมชน”

 

 


 

บ้านบางนายไกร  ตำบลบางขุนกรอง   อำเภอบางกรวย  จังหวัดนนทบุรี


บ้านบางนายไกร  ตามประวัติและหลักฐานต่าง ๆ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่หลายร้อยปีมีบรรพบุรุษที่สร้างชื่อเสียงให้กับหมู่บ้าน  คือนายไกรทอง  ผู้ปราบจระเข้  ชื่อว่าชาละวันที่เมืองพิจิตร  ด้วยหอกสะตะโลหะ  เศรษฐีเมืองพิจิตรจึงยกลูกสาวและทรัพย์สมบัติให้  ต่อมาลูกหลานได้สร้างวัดบางนายไกร  ซึ่งปัจจุบันชื่อว่าวัดบางไกรใน  ยังมีโบสถ์เก่าแก่อายุกว่า 300  ปี  กรมศิลปากรได้อนุรักษ์ไว้เป็นโบราณสถาน  จนถึงปัจจุบันนี้

จากการค้นหาหลักฐานอ้างอิง  คณะทำงานจัดทำแผนชุมชนพยายามรวบรวมข้อมูลที่เป็นเอกสาร  คำบอกเล่าที่เล่าต่อกันมาจากความเชื่อ  ที่เป็นนิทานพื้นบ้าน  ตลอดจนบทกวีต่าง ๆ  เช่น นิราศพระประธม  เมื่อสุนทรภู่แต่งเป็นบทกวีไว้ดังนี้

บางนายไกร  ไกรทอง  อยู่คลองนี้    ชื่อจึงมี  มาทุกวัน  เหมือนมั่นหมาย
ไปเข่นฆ่า  ชาละวัน  ให้พลันตาย        เป็นเลิศชาย  เชี่ยวชาญ  ผ่านวิชา
ได้ครอบครอง  สองสาว  ชาวพิจิตร        สมสนิท  นางตะเข้ เสน่หา
เหมือนตัวพี่  ได้ครอง  แต่น้องยา        จะเกื้อหน้า  พางามขึ้นครามครัน

กระบวนการจัดทำแผนชุมชน
เกิดจากแกนนำแผนชุมชนบ้านบางนายไกร  ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นคนในหมู่บ้าน  รักแผ่นดินเกิด  ที่มีความมุ่งมั่นที่จะพยายามแก้ไขปัญหาของหมู่บ้านโดยขอความร่วมมือจากนักวิชาการ  จากหน่วยงานในหมู่บ้าน ท้องที่ ท้องถิ่น  สถานีอนามัย  โรงเรียน  การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย  สำนักงานเกษตรอำเภอ  พัฒนาชุมชน และเครือข่ายอาสาสมัครในระดับตำบล  ในการวางแผนงาน  โครงการ  กิจกรรม  โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในหมู่บ้านบางนายไกร  โดยจัดการให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามสภาพที่เหมาะสมกับหมู่บ้านโดยเริ่มจากให้คนในหมู่บ้านร่วมกันคิด  ให้รู้ตัวตนที่แท้จริง  ถึงปัญหาของตนเอง  รายได้-รายจ่าย เรียนรู้ในครอบครัว  การวางแผนครอบครัว  การบริหารจัดการในครอบครัวให้เกิดมีความสุข  ศึกษาเรียนรู้สังคมในหมู่บ้าน  ทรัพยากร  ภูมปัญญา  ความภาคภูมิใจ  จุดเด่นในความหลากหลายของหมู่บ้าน  ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหา  ร่วมมือในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง  และเรียนรู้จากผลกระทบจากภายนอกที่อาจมีผลกับหมู่บ้าน  ครอบครัวและตนเอง  เรื่องการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่าง ๆ  

กระบวนการเรียนรู้
ใช้เวทีประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้  มีกองเลขา  ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมประชุมและบันทึกการประชุม  มีแผนงาน  โครงการ กิจกรรม  ที่มีประชาชนเข้าร่วมดำเนินการ  ร่วมรับผิดชอบ  โดยมีเครือข่ายที่มีประสบการณ์โดยเฉพาะร่วมทำงานเป็นทีมให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางแผนไว้ ประเมินผลลัพธ์ของแผนงาน  โครงการ  กิจกรรม  เมื่อเทียบวิสัยทัศน์  เป้าหมาย  ยุทธศาสตร์  วัตถุประสงค์

มีการทบทวนความรู้  จัดการความรู้  โดยการจัดประชุมแกนนำ  เพื่อทบทวนการประชุมที่ผ่านมา  พร้อมทั้งถอดบทเรียน การจัดการความรู้ การบริหารจัดการที่ดีโดยการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิดความพอดี เหมาะสมกับชุมชนใช้ความรู้และภูมิปัญญาของท้องถิ่นเป็นฐานให้ชุมชนเกิดความสมดุลมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง เน้นการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสามารถเชื่อมโยงเครือข่าย  ภาคีการพัฒนา

การนำแผนชุมชนไปใช้ประโยชน์
1.  จำนวนกิจกรรมที่หมู่บ้านดำเนินการเอง 38 กิจกรรมหรือร้อยละ 98 ของกิจกรรมแผนชุมชนพึ่งตนเองไปปฏิบัติ  เช่น โครงการบ้านน่าอยู่  สำรวจผู้ยากไร้  ส่งเสริมสมุนไพรชุมชน  เกษตรอินทรีย์ฟื้นฟูปฐพี  ถนนสะอาดปราศจากขยะ  ส่งเสริมการทำเครื่องดื่มสมุนไพร  การทำสมุนไพรไล่แมลง  การอนุรักษ์พันธุ์พืช
2.  จำนวนโครงการที่หมู่บ้านร่วมดำเนินการกับหน่วยงานต่าง ๆ 20 โครงการ  หรือร้อยละ 28  เช่นปรับปรุงศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง  ส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชน  ตลาดชุมชนเชิงเกษตร  การพัฒนาฝีมือแรงงาน  การเลี้ยงปลาในร่องสวน  โครงการไม้ดอกไม้ประดับ  พืชผักสวนครัว  สมุนไพร  เกษตรอินทรีย์ฟื้นฟูปฐพี  ธนาคารจุลินทรีย์ชีวภาพ  หมู่บ้านต้นแบบการคัดแยกขยะ  กีฬาเยาวชน  ครอบครัวพัฒนา  ส่งเสริมอนุรักษ์ดนตรีไทย  สร้างพิพิธภัณฑ์เรือจำลอง  สร้างศาลและรูปปั้นนายไกรทอง
3.  จำนวนโครงการที่หมู่บ้านให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการทั้งหมด13  โครงการ  โครงการที่ได้ปฏิบัติตามแผน 10 โครงการ  เช่นวางท่อระบายน้ำการก่อสร้างทางเดินเท้าริมคลอง    ศาลาที่พักหน้าสถานีอนามัย  ก่อสร้างถนนพร้อมท่อระบายน้ำ  ก่อสร้างสะพานลอย  สร้างคันกั้นน้ำ    สร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วม


 

บ้านคลองห้า ตำบลคลองห้า  อำเภอคลองหลวง  จังหวัดปทุมธานี

บ้านคลองห้า หมู่ที่  11  ตำบลคลองห้า เริ่มตั้งเป็นหมู่บ้านตั้งแต่เมื่อใด ไม่มีบันทึกแน่ชัด จากการสอบถามผู้รู้ สมัยดั้งเดิมเป็นพื้นที่ป่าราบลุ่ม ใช้น้ำในลำคลอง ไม่มีไฟฟ้าใช้และถนนหนทาง ต้องอาศัยเรือในการเดินทาง หรือเดินทางด้วยเท้า    พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม   ดินมีลักษณะเป็นดินเหนียว สภาพดินเป็นกรดปานกลาง และเป็นกรดจัด  มีคลองระบายน้ำที่ 5   และคลองส่งน้ำ (คลองแอน) คลองส่งน้ำดังกล่าวมีประตูระบายน้ำ เพื่อจ่ายน้ำ

กระบวนการจัดทำแผนชุมชน
ได้มีการจัดเก็บข้อมูลของชุมชน  หลังจากนั้นได้นำมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล/ปัญหาต่างที่มีอยู่ในชุมชน  แล้วจึงได้จัดเวทีประชาคมแบบมีส่วนร่วม  เพื่อจัดทำและทบทวนแผนชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางในการพัฒนาชุมชนของตนเอง และร่วมกันค้นหาปัญหาอุปสรรค สาเหตุ และร่วมหาแนวทางแก้ไข โดยได้จัดทำเป็นรูปเล่มเสร็จเรียบร้อย 
การที่จะทำให้แผนชุมชนความประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานอย่างแรก  คือ  ต้องสร้างความตระหนักและความเข้าใจแก่ผู้ร่วมงานหรือประชาชนเสียก่อน  เพื่อให้เกิดผลที่เกิดจากการปฏิบัติงานและเมื่อผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของงานแล้วก็เกิดผลที่ดีตามมาหลายอย่าง  และจากนั้นใช้กระบวนการในการค้นหาความต้องการของชุมชน  คือเริ่มจากการประชุมร่วมกันของคนในหมู่บ้าน

กิจกรรมที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้แผนชุมชน กิจกรรมต่างๆประชาชนเป็นคนออกแบบกิจกรรมโดยทุกกระบวนการต้องผ่านการประชุม และดำเนินกิจกรรมไปพร้อม ๆ กัน ทั้งหมู่บ้าน โดยกิจกรรมทุกกิจกรรมต้องผ่านการคิดวิเคราะห์และหาแนวทางในการดำเนินกิจกรรมแบบต่อเนื่องและ

1) การทำข้าวตัง  เป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้  จากข้าวเหลือแล้วทานมาหมด  ได้นำมาแปรรูปเป็นข้าวตังเพื่อขายเพิ่มรายได้ของกลุ่มแม่บ้านเกษตรต่อไป

2)  การน้ำยาล้างจาน-น้ำยาซักผม     ยังได้ทำผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันในครัวเรือนที่คงใช้เป็นทุกครัวเรือน  ทางกลุ่มแม่บ้านสตรีในตำบลคลองห้าจึงได้ร่วมสมาชิกในตำบลจัดตั้งกลุ่มที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนหมู่ 11   อีกทั้งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตยังจำหน่ายให้ประชาชนในท้องถิ่นราคาที่ถูกกว่าท้องตลอด  และนำออกไปแสดงตามงานโอกาสต่างๆ

3) การทำจุลลินทรีย์จากหน่อกล้วย  บ้านคลองห้าได้ตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบัน เกษตรกรอาจคาดการไม่ถึงว่าได้เข้าไปมีส่วนร่วมที่ทำให้โลกร้อนด้วยการเผาตอซังฟางข้าวปลดปล่อยก๊าซสู่บรรยากาศโลกเป็นจำนวนมากจนทำให้เกิดที่เรียกว่า “ภาวะเรือนกระจก”  ซึ่งเป็นภาวะที่โลกปกคลุมด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่นๆ  จนนำไปสู่ภาวะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นตลอดเวลารุนแรงขึ้นทุกปี  เพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกรจึงจัดโครงการจุลลินทรีชีวภาพเพื่อย่อยสลายตอซังในนาข้าวขึ้นทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งประชาชนในพื้นที่ตำบลคลองห้า

4) การอนุรักษ์ทรัพย์ธรรมชาติ   การอนุรักษ์แหล่งน้ำ  ประชาชนในพื้นหมู่บ้าน  อาศัยแหล่งน้ำคลองห้านี้เป็นสายน้ำหลักทีทำการเกษตรทั้งสิ้น  ทั้งสัตว์น้ำพืชผักที่ปลูกได้ประโยชน์อย่างมากมายจากคลองทั้งสิ้น การอนุรักษ์น้ำ มีความสำคัญและมีประโยชน์มหาศาล เราจึงควรช่วยแก้ไขปัญหาน้ำเสียหรือการสูญเสียทรัพยากรน้ำด้วยการ อนุรักษ์น้ำ  การใช้น้ำอย่างประหยัด  การสงวนน้ำไว้ใช้ ในฤดูแล้ง  การพัฒนาแหล่งน้ำ  การป้องกันน้ำเสีย การไม่ทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูลและสารพิษลงในแหล่งน้ำ   การนำน้ำเสียกลับไปใช้ น้ำที่ไม่สามารถใช้ได้ใน เช่น น้ำทิ้งจากการล้างภาชนะอาหาร สามารถนำ ไปรดต้นไม้ได้
5) การทำน้ำดื่มอยู่ดีมีสุข   แม้โลกจะก้าวหน้าไปอย่างมากในปัจจุบัน แต่ประชาชนบางกลุ่มยังขาดความเข้าใจในการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อการมีสุขภาพ พลานามัยดี การป้องกันโรคติดต่ออันเกิดจากการดื่มน้ำไม่สะอาด หรือการใช้ภาชนะสำหรับดื่มน้ำร่วมกัน ทำให้โรคติดต่อบางชนิดที่น่าจะมีอัตราการติดต่อช้าลง หรือน้อยลง เช่น โรคหวัด โรคท้องร่วง บิด หรือแม้แต่วัณโรคที่ปัจจุบันกลับมาระบาดมากขึ้น  ด้วยเหตุนี้จึงทำโครงการน้ำดื่มอยู่ดีมีสุขขึ้นในพื้นที่ตำบลคลองห้า หมู่ 11 เพื่อชีวิตและสุขภาพของคน การดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายสามารถป้องกันโรคภัยต่าง ๆ รวมทั้งการมีสุขภาพพลานามัยดี อายุยืนยาว สดชื่นแจ่มใส ไม่แก่ก่อนวัยและเสริมสร้างสติปัญญา

ผลที่เกิดจากการกระบวนการแผนชุมชน
1. ด้านเศรษฐกิจ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจับจ่ายใช้สอยสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็น โดยการนำเอาตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจในชุมชนมาเป็นตัวกำหนด   ลดรายจ่ายได้ครอบครัวละประมาณ 1,000-2,000 บาท/เดือน ในการบริโภคผักที่ปลูก   สามารถเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้แก่ครอบครัวจากการขายผักและจากเกษตรกรแม่บ้านการทำพวงรีดมีรายได้ประมาณครอบครัวละ 1,500-2,000 บาท/เดือน
2. ด้านอาชีพ เกิดกลุ่มอาชีพและแหล่งการเรียนรู้ที่เกิดการกระบวนการเรียนรู้กิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงของประชาชน เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร, การด้านเกษตรสวนผสมผสาน, กลุ่มอาชีพขนมไทย, กลุ่มผ้าใยบัว
3. ด้านสิ่งแวดล้อม ได้มีการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกันเพื่อคงสภาพของทรัพยากรให้เหมือนเดิมมากที่สุดในการร่วมแก้ปัญญาในด้านทรัพยากรโดยร่วมกับองค์กรและหน่วยงานของภาคส่วนราชการร่วมกันกิจกรรมตลอดทั้งปีโดยเน้นในเรื่องการเรียนรู้ที่พึ่งตนเองได้ในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกหญ้าแฝกริมคลอง  อนุรักษ์พันธ์ปลาน้ำจืด  ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการทำเกษตร  และการใช้พลังงานทดแทน เตาลดพลังงาน
4. ด้านสุขภาพ ด้านสุขภาพของประชาชนบ้านคลองห้า   ได้ดำเนินกิจกรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การปลูกผักกินเอง การทำสวนเกษตรแบบผสมผสาน  โดยการที่ไม่พึ่งปุ๋ยเคมีและสารเคมีในการทำเกษตรทำให้มีความความรู้สึกว่าสุขภาพของตนเองดีขึ้น มีความมั่นใจในการบริโภคผักยิ่งขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยให้คนอื่นมีสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้นตามไปด้วย จากการที่ผักปลอดสารพิษ  ที่เหลือจากการบริโภคนำไปขายให้คนอื่นชุมชนอื่นได้บริโภคของดีด้วย
5. ด้านคุณธรรม เมื่อดำเนินกิจกรรมด้านเศรษฐกิจพอเพียงที่ขาดไม่ได้คือการมีคุณธรรมในการทำกิจกรรมเพื่อประสบความสำเร็จในกระบวนการเรียนรู้แก่ตนเองและผู้อื่น เช่น ช่วยกันคิดในการแก้ปัญหาของชุมชนของสังคม
6. ด้านครอบครัวอบอุ่น การที่ประชาชนบ้านคลองห้า  ได้เรียนรู้กระบวนการเศรษฐกิจพอเพียงทำให้ครอบครัวของแต่ละครอบครัวมีการทำกิจกรรมกันมากขึ้นมีการช่วยกันทำงานมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของ พ่อ แม่ ลูก  ซึ่งกิจกรรมทุกกิจกรรมที่ประชาชนบ้านนาลึกทำล้วนแต่เป็นการส่งเสริมให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกันมากยิ่งขึ้น และช่วยลดปัญหาต่างๆของสังคม ซึ่งครอบครัวมีส่วนร่วมเป็นอย่างมากในการที่ทำให้ครอบครัวอบอุ่น
7. ด้านชุมชนเข้มแข็ง เมื่อประชากรบ้านคลองห้าได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้  ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะพึ่งตนเองในทุกๆด้าน  ที่จะแก้ปัญหาให้กับสังคมและชุมชนโดยการยึดหลักการประนีประนอม ใช้เหตุผลความถูกต้องและความเหมาะสมในการปกครองและดูแลชุมชน รวมไปถึงการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมและชุมชน ให้ชุมชนและคนในชุมชนดูแลกันเอง และพึ่งจากภายนอกให้มากที่สุด

 


 

ชุมชนจิตรา  เขตลาดกระบัง  กรุงเทพมหานคร

การกำเนิดของชุมชนจิตรา  เดิมทีที่ตั้งของชุมชน จากพื้นที่ท้องทุ่งอันเขียวขจี  เจ้าของเดิมมีชื่อว่า  คุณยายจิตร  ต่อมา  คุณพ่อทองคำ  ขำหรุ่น  ได้เป็นผู้ครอบครอง  เมื่อปี  พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา  ได้มีการจัดสรรแบ่งขายเป็นล๊อก ๆ   สร้างบ้านประมาณ 20  หลังคาเรือน  ต่อมาได้มีการจดทะเบียนกับสำนักงานเขตลาดกระบัง  และให้ทางสำนักงานเขตช่วยเหลือในการพัฒนา  ด้านสาธารณูปโภค  หลังจากนั้นคนในชุมชนประมาณ  40  หลังคาเรือนมาคุยกัน  จึงได้ผลสรุปได้ข้อมตกลงร่วมกันจะทำการจัดตั้งชุมชน  และเพื่อเป็นเกียรติกับเจ้าของที่ดิน  จึงให้ชื่อว่า “ชุมชนจิตรา” ในปี พ.ศ. 2534  
กระบวนการจัดทำแผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเอง

“  แผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเอง ”  เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบยั่งยืน   ชุมชนจิตราได้รับการจัดทำแผนชีวิตชุมชนเมื่อปี  พ.ศ. 2543  โดยชาวชุมชนมีส่วนร่วมได้รับองค์ความรู้และงบประมาณขับเคลื่อน  ต่อเครือข่ายแผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเอง 4 ภาค ได้มาให้ความรู้และกระบวนการจัดทำแผนชุมชน 10 ขั้นตอน จึงทำให้เกิดการพัฒนาที่ตรงกับความต้องการของชุมชน    ชุมชนจิตราเป็นชุมชนขยายผลในการจัดทำแผนชีวิตชุมชนเต็มรูปแบบของเครือข่ายแผนฯ  และเป็นชุมชนนำร่องของเขตลาดกระบัง   ในการจัดทำแผนชุมชน
กิจกรรมที่เกิดภายใต้แผนชีวิตชุมชน

1) ด้านเศรษฐกิจ  ต่อยอดกลุ่มสมาชิกทำบัญชีครัวเรือนก่อนมีการกู้เงินจากกองทุน  การออมทรัพย์ที่ผ่านมา  เป็นระบบการลงหุ้นครั้งเดียว  เงินหมุนเวียนไม่คล่องตัวการเติบโตช้า   มีการปรับให้เป็นการออมเป็นรายเดือนตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่  พชม.  มีสมาชิกเริ่มต้นการออมจำนวน  30 รายและขอสินเชื่อจาก  พชม.  จำนวน  300,000 (สามแสนบาทถ้วน)  รวมเงินออมหมุนเวียนจากชาวชุมชน  30,000  บาท (สามหมื่นบาท )

2)    ด้านสังคม  ต่อยอดกองทุนแม่ของแผ่นดินเกิดกลุ่มองค์กรใหม่
- ชมรมผู้สูงอายุ  (เป็นกาจัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ)
- การจัดตั้งกลุ่มเยาวชนบรรเทาสาธารณะภัย
- กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

3) ด้านสิ่งแวดล้อม   จัดโครงการน่าบ้านน่ามอง ชุมชนน่าอยู่

4) ด้านกายสภาพ   ปรับปรุงถนนซอย  2

5) ด้านสวัสดิการ    ตั้งสวัสดิการ  รวมจากสวัสดิการผู้นำ-ผู้สูงอายุและฌาปณกิจ รวมกลุ่มเดียวกัน  จัดขอทุนจากกองทุนเพื่อสังคม โดยมอบทุน  300 – 500  /เดือนเป็นเวลา  1ปี ปัจจุบันมีการช่วยเหลือเป็นบางครอบครัว  ดูถึงความจำเป็นหรือเป็นผู้ยากไร้ส่วนหนึ่งจัดส่งรายชื่อผู้ยากไร้ไปยังสำนักงานเขต  เข้าร่วมกองทุนสวัสดิการผู้ยากไร้  ผู้สูงอายุ/คนพิการ   และกองทุนฌาปณกิจเป็นประเพณีวัฒนธรรมของคนไทยมีการเสียชีวิตในชุมชน จะเข้าร่วมให้เกียรติกับญาติผู้เสียชีวิต    หลังจากได้มติตั้งเป็นชุมชน  ชุมชนจะร่วมกันเป็นเจ้าภาพให้กับญาติผู้เสียชีวิตมาตลอดกรณีผู้เสียชีวิตไม่มีเงินในการทำศพ   ชาวชุมชนจะเป็นเจ้าภาพให้ทั้งหมด  กรณีชาวชุมชนเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์     จะมีสวัสดิการฌาปนกิจศพให้พร้อมทั้งสวัสดิการชำระเงินกู้แทน

6) ด้านการบริหารจัดการชุมชน (บูรณาการ)   การให้ตัวแทนกลุ่มต่างๆ  แต่ละด้านมีการประชุมร่วมกันทุกเดือน  เรียกการประชุมชนนี้เป็นการประชุมสภาชุมชน

7) กิจกรรมอื่นๆ
- การพัฒนากลุ่มออมทรัพย์ให้เป็นธนาคารชุมชน  โดยเริ่มจากการก่อสร้างอาคาเอนกประสงค์เป็นที่ตั้งของธนาคารชุมชน
- การตั้งร้านค้าชุมชนโดยเริ่มจากการขายข้าวสาร
- การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค  เช่น ถนนเทคอนกรีต
- การตั้งกลุ่มเยาวชนแก้ปัญหายาเสพติด
- การอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรม
ความภาคภูมิใจและความสำเร็จของชุมชนจิตรา

การบริหารจัดการแบบบูรณาการ  จากการทำแผนชีวิตชุมชนพึ่งตนเอง  ซึ่งเป็นการต่อยอดประเด็นงานที่ดำเนินการอยู่แล้วส่วนหนึ่ง  เป็นแผนงานใต้ข้อมูลที่เกิดจากการสำรวจและระดมความคิดจากชุมชน  ซึ่งวิทยากรตอกย้ำเรื่องของพื้นที่เป็นตัวตั้งคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา  และการมีส่วนร่วมเป็นหัวใจสำคัญ  องค์กรที่มีอยู่เดิมในชุมชนจึงมีการประชุมร่วมกันทุกเดือนและทุกประเด็นงาน