หวั่นตลกร้าย กสทช.ยกทีวีสาธารณะให้รัฐหมด-“เทพชัย” เผยทีวีธุรกิจมีวิ่งเต้น
เปิดตัวกลุ่ม NBTC Policy Watch จับตาการทำงาน กสทช. นักวิจัยบี้ออกเกณฑ์ beauty contest แจกไลเซ่นส์ “ทีวีดิจิตอลสาธารณะ” หวั่นยกให้ภาครัฐหมดทุกช่องเป็นตลกร้ายปฎิรูปสื่อ “เทพชัย หย่อง” เผยเอกชนวิ่งเต้นเปลี่ยนสูตรแบ่งช่อง “ทีวีดิจิตอลธุรกิจ”

(จากซ้าย วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง - พรเทพ เบญญาอภิกุล)
วานนี้ (17 พ.ค.2556) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มีการเปิดตัวโครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) สนับสนุนโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) โดยมีนายพรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. และนายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นนักวิจัยประจำโครงการ
สำหรับ NBTC Policy Watch มีวัตถุประสงค์หลักในการติดตามและตรวจสอบนโยบายและกระบวนการทำงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงทำข้อเสนอแนะเชิญนโยบาย เพื่อให้การจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับดูแลของ กสทช.ซึ่งจัดตั้งโดย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 เป็นไปตามเจตนารมณ์ในการปฎิรูปสื่อ
ทั้งนี้ ในวันเดียวกัน NBTC Policy Watch ยังได้นำเสนอรายงานเกี่ยวกับการจัดสรรใบอนุญาตประกอบกิจการ (ไลเซ่นส์) ทีวีดิจิตอล ทั้งประเภทบริการสาธารณะและประเภทบริการ
โดยนายพรเทพ นำเสนอรายงานในหัวข้อ “ประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ต่อการจัดสรรช่องรายการทีวีดิจิตอลธุรกิจ” โดยมองว่า การแบ่งช่องรายการสำหรับการประมูลทีวีดิจิตอล ประเภทธุรกิจ ทั้ง 24 ช่อง ออกเป็นสูตร 3-7-7-7 (คือช่อง SD เด็ก –ช่อง SD ข่าว-ช่อง SD ทั่วไป-ช่อง HD ทั่วไป ตามลำดับ) สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ กสทช.ในการสนับสนุนให้เกิดรายการที่มีคุณภาพดีแต่ไม่ได้รับความนิยม เช่น รายการข่าวและรายการเด็ก แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ นอกจากนี้ กสทช.ยังไม่เคยอธิบายว่า การเปลี่ยนจำนวนช่องจากเดิม 5-5-10-4 มาเป็น 3-7-7-7 ใช้เหตุผลอะไร และมีวัตถุประสงค์อะไร นอกจากอ้างเรื่องทางเทคนิคทีว่าสามารถเพิ่มช่อง HD จากเดิม 4 เป็น 7 ช่องได้
(หมายเหตุ : SD หมายถึง ช่องรายการที่มีความคมชัดทั่วไป หรือ Standard Definition ส่วน HD หมายถึง ช่องรายการที่มีความคมชัดสูง หรือ High Definition)
นายพรเทพ กล่าวว่า สิ่งที่ กสท.จำเป็นต้องทำคู่ไปหลังจากนี้ คือให้ความสำคัญกับนิยามและกระบวนการตรวจสอบเนื้อหา ทั้ง 1.คุณสมบัติของรายการ 2.เวลาออกอากาศ 3.ความหลากหลาย และหลักกำหนดเรื่องการโฆษณา อาทิ กำหนดคุณสมบัติรายการที่ต้องผลิตแม้จะสร้างรายได้ต่ำ เช่นรายการเด็กก่อนวัยเรียน รายการเด็กเล็ก กำหนดช่วงเวลาออกอากาศให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งระหว่างวันและช่วงปิดภาคเรียน กำหนดเนื้อหาโฆษณาที่ต้องไม่มีการใช้ดาราหรือผู้มีชื่อเสียงจูงใจ รวมถึงโฆษณาแฝง กำหนดเนื้อหาไม่เหมาะสมในการออกอากาศ เช่น ดูถูก เหยียดหยาม ทำให้อาย จากพื้นฐานด้านเชื้อชาติ เพศ รสนิยมทางเพศ ศาสนา และความพิการพิการ ฯลฯ
นายพรเทพ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ กสทช.ห้ามผู้ประมูลถือครองช่อง SD ข่าวกับ HD ทั่วไปในเวลาเดียวกัน หรือว่า จะลดการแข่งขันในการประมูลช่อง SD ข่าว เพราะทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่และมีศักยภาพในการผลิต และคาดว่าจะประมูลช่อง HD ทั่วไปด้วย ถูกกันออกไป จนทำให้เหลือแต่ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กที่เข้าประมูลช่อง SD ข่าว ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่า ถ้าใช้ทางเลือกที่เข้มงวดน้อยกว่า คือให้มีผู้ประกอบการที่ถือครองช่อง SD ข่าวกับ HD ทั่วไปด้วยไม่เกิน 2-3 ราย น่าจะเป็นผลดีมากกว่า
สำหรับราคาตั้งต้นการประมูล นายพรเทพ กล่าวว่า กสทช.ใช้วิธีคำนวณที่ให้ค่าต่ำที่สุดเป็นราคาตั้งต้น และจะปรับราคาตั้งต้นลดลง ถ้ามีจำนวนผู้เข้าร่วมประมูลมากขึ้น โดยส่วนลดมีตั้งแต่ 2% ถึง 20% แต่แม้มาตรการนี้จะส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน แต่อาจมีข้อเสียที่เป็นดาบสองคม เพราะจะสร้างแรงจูงใจให้มีผู้เข้าร่วมประมูลที่ไม่ได้จริงจัง แต่เข้ามาเพื่อดึงราคาตั้งต้นประมูลให้ลดลงเท่านั้น โดยอาจจะถึงกรณีที่แย่สุดคือ มีส่วนลด 20% จึงอยากเรียกร้องให้ กสท.วางมาตรการป้องกันพฤติกรรมดังกล่าว เช่น เพิ่มเงินวางหลักประกัน การไม่เปิดเผยตัวผู้ประมูล ฯลฯ เป็นต้น
นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น ซึ่งมาร่วมฟังการแถลงข่าวด้วย กล่าวว่า อยากเสนอแนะให้ติดตามกระบวนการคิดนโยบายต่างๆ ของ กสทช. ให้ดูไปถึงเบื้องหลังด้วย นอกจาก ดูจากผลที่ออกมา สาเหตุที่ไม่ให้ถือช่อง SD ข่าวกับช่อง HD ทั่วไป ไม่ใช่เพราะ กสทช.กลัวการครอบงำ แต่เป็นผลจากการวิ่งเต้นต่อรอง เพราะเขามองว่าช่อง SD ข่าวจะทำกำไรได้ไม่มาก และนำไปสู่การเพิ่มช่อง HD ทั่วไป จากเดิม 4 ช่องเป็น 7 ช่อง เพราะมองว่าทำกำไรได้มากกว่า
“การจัดสรรทีวีดิจิตอลของ กสทช.มีข้อกล่าวหาเยอะ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างที่นายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการ กสทช.รายหนึ่งออกมาเปิดเผยว่า เกณฑ์การประมูลทีวีดิจิตอล ประเภทธุรกิจ ถูกเสนอโดยอนุกรรมการที่มีตัวแทนช่องต่างๆ ที่จะเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิตอล ประเภทธุรกิจด้วยไปนั่งอยู่ด้วย” นายเทพชัยกล่าว
ต่อมา นายวรพจน์ นำเสนอรายงานในหัวข้อ “ทีวีรัฐหรือทีวีสาธารณะ : ข้อเสนอในการจัดทำหลักเกณฑ์พิจารณาคุณสมบัติทีวีดิจิตอลสาธารณะ” โดยกล่าวว่า จากบล็อกของนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บ.เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เขียนว่า พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.ชี้แจงกับตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อที่เข้าพบ เมื่อปลายเดือน มี.ค.2556 ว่า “ทีวีสาธารณะ” คือ “ทีวีสาธารณะของหน่วยงานรัฐ” เท่านั้น ส่วนสมาคม มูลนิธิ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรแบบอื่นๆ ให้ไปยื่นขอ “ทีวีชุมชน” ที่มีพื้นที่การออกอากาศ 50 กิโลเมตรเอา ทั้งนี้ เมื่อดูลักษณะการจัดแบ่งภารกิจตั้งแต่ช่อง 1 ถึงช่อง 12 คล้ายกับให้หน่วยงานของรัฐครอบงำสื่อ ทั้งช่อง 1-4 ที่อ้างสิทธิรายเดิมให้ช่อง 5 ช่อง 11 และไทยพีบีเอส ได้ออกอากาศคู่ขนาน ช่องอื่นๆ ก็มีแนวโน้มที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า รัฐสภา ฯลฯ จะได้รับไลเซ่นส์ไป
“ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจะเป็นตลกร้ายในการปฏิรูปสื่อ เพราะปล่อยให้หน่วยงานของรัฐพาเหรดเข้ามายึดหน้าจอ โดยอาจไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เพื่อหน่วยงานตัวเองหรือผู้มีอำนาจทางการเมือง โดยเปิดช่องให้มีการใช้งบของรัฐ มาประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ตัวเอง หรือนำไปให้บริการเชิงพาณิชย์” นายวรพจน์กล่าว
นายวรพจน์ กล่าวว่า จากการออกแบบ จะเห็นว่าทีวีดิจิตอล ประเภทบริการสาธารณะ คล้ายเป็นสื่อของรัฐมากกว่า หลายฝ่ายจึงเรียกร้องให้ออกหลักเกณฑ์ประกวดคุณสมบัติ หรือที่เรียกว่าเกณฑ์ beauty contest ที่ชัดเจน เพื่อพิสูจน์ว่าทำประโยชน์เพื่อสาธารณะอย่างแท้จริง โดยควรมีการกำหนดเกณฑ์ 4 ด้าน ได้แก่ 1.โครงสร้างองค์กร ที่รักษาความเป็นอิสระขององค์กร ปลอดจากแรงกดดันทางการเมืองและทางธุรกิจให้มากที่สุด อาทิ มีกรรมการบริหารองค์กรที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกไม่น้อยกว่า 60% กรรมการนโยบายจะต้องไม่เป็นผู้ทำงานในภาครัฐ ไม่เป็นตัวแทนฝ่ายการเมือง หรือมีผลประโยชน์ในธุรกิจสื่อ และให้แต่งตั้ง ผอ.สถานีผ่านกรรมการนโยบาย ฯลฯ
นายวรพจน์ กล่าวว่า 2.กลไกความรับผิดชอบ มีระดับการแสดงความรับผิดชอบทั้งภายในและภายนอกที่เข้มงวดกว่าสื่อเชิงพาณิชย์ทั่วไป อาทิ ทำจรรยาบรรณวิชาชีพองค์กร ทำกลไกในการรับเรื่องร้องเรียน ทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานที่กำกับดูแลหรือเผยแพร่ต่อสาธารณะ ฯลฯ 3.การหารายได้ ออกแบบระบบการเงินที่ยึดแนวทางความเป็นอิสระและความยั่งยืน อาทิ แสดงให้เห็นแผนงานการหารายได้ที่มาจากหลายแหล่ง มีระบบการเงินที่ให้เห็นชัดเจนว่าจะปลอดการแทรกแซงจากการเมืองและธุรกิจ ไม่ให้หากำไรเกิน 20% สำหรับช่องเพื่อความมั่นคง ฯลฯ และ 4.ผังและเนื้อหารายการ ต้องผลิตรายการคุณภาพ สร้างสรรค์ และโดดเด่น สะท้อนมุมมองอันหลากหลายของสังคม เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่าย ฯลฯ
“นอกจากหลักเกณฑ์ประกวดคุณสมบัติที่ควรมีแล้ว กสทช.ยังต้องทำหน้าที่กำกับดูแลหลังให้ไลเซ่นส์ เพื่อให้ข้อเสนอตอนประกวดคุณสมบัติถูกแปลงเป็นการปฏิบัติจริง โดยต้องมีมาตรการต่างๆ ประกอบให้ใส่ข้อเสนอไว้ในเงื่อนไขไลเซ่นส์ กำหนดเวลาทดลองไว้ 1 ปี หากไม่ทำตามข้อเสนอ กสทช.อาจพิจารณาไม่ต่อใบอนุญาต ต้องมีมาตรการลงโทษหลายประดับหากไม่ทำตามข้อเสนอ ให้มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพในการกำกับดูแล และ กสทช.ควรจัดทำรายงานการประเมินผลการดำเนินการของผู้ได้รับไลเซ่นส์ทีวีดิจิตอลสาธารณะเผยแพร่ต่อสาธารณชนทุกปี” นายวรพจน์กล่าว.
