ศาลสั่งอัยการบินไปสืบปากคำ “สุวิชชัย” พยานอัลรูไวลีที่ยูเออีใหม่
ศาลอาญาสั่งอัยการบินไปสืบปากคำ “สุวิชชัย” พยานอัลรูไวลีที่ยูเออีใหม่ 31 พ.ค.นี้ หลังศาลรธน.ชี้ส่งประเด็นไปสืบต่างประเทศขัด กม.

(พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม - ภาพจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ)
เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2556 เว็บไซต์หนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ รายงานว่า ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้นัดคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายในคดีหมายเลขดำที่ อ.199/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม กับพวก รวม 5 คน ในข้อหาร่วมกันลักพาตัวและฆาตกรรมนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย
โดยศาลแจ้งว่าการสืบปากคำพยานโจทก์ปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการส่งประเด็นไปสืบพยานยังต่างประเทศขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงเห็นควรให้พนักงานอัยการโจทก์เดินทางไปบันทึกถ้อยคำพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัยอีกครั้งที่ยูเออี ในวันที่ 31 พ.ค.2556 โดยจำเลยและทนายความยืนยันว่าจะไม่ขอเดินทางไปด้วย เพราะเห็นว่าขั้นตอนต่างๆ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในวันเดียวกันนี้ นางวักดะห์ ซาเล็ม ฮาเหม็ด อัลรูไวลี มารดาของนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี ผู้เสียชีวิต ได้ยืนคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ด้วย ซึ่งศาลอนุญาต พร้อมนัดสืบพยานโจทก์ร่วม ในวันที่ 2 ก.ย.2556 และวันที่ 13 ก.ย.2556
นายเอนก คำชุ่ม ทนายความโจทก์ร่วม กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ พนักงานอัยการจะเดินทางไปฟังบันทึกถ้อยคำพยานโจทก์ปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย จากนั้นจะแปลคำเบิกความเป็นภาษาอารบิกและภาษาอังกฤษ และแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยต่อไป ซึ่งตนจะนำคำเบิกความของ พ.ต.ท.สุวิชชัยมายื่นต่อศาลในวันที่ 2 ก.ย.2556 ขณะที่การสืบพยานจำเลย คาดว่าจะใช้เวลาระหว่างเดือน ก.ย.-ต.ค.ของปี 2556
ด้านนายอาตีก ฆอนิม อัลรูไวลี พี่ชายของนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี ผู้เสียชีวิต ให้สัมภาษณ์ผ่านล่ามว่า ยอมรับว่า 23 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวตนมีความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก การที่ได้มาติดตามการรับฟังคดีด้วยตนเอง ทำให้ค่อนข้างพอใจกับความคืบหน้าของคดีนี้ในกระบวนการยุติธรรมของไทย และจะรอคอยจนกว่าผลการพิจารณาคดีจะออกมาว่าเป็นอย่างไร
ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรารายงานว่า การสืบปากคำพยานโจทก์ปาก พ.ต.ท.สุวิชชัยเคยเป็นปัญหา ตลอด 2-3 เดือนที่ผ่านมา เพราะ พล.ต.ท.สมคิดตรวจพบเอกสารว่า พ.ต.ท.สุวิชชัยยังอยู่ในประเทศไทย ในวันที่มีการขอให้ส่งประเด็นไปสืบพยานยังยูเออี เมื่อปลายปี 2555 แต่ถูกอัยการรายหนึ่งกับพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อีก 2 คน นำตัวไปยังยูเออี เพื่อให้ได้ส่งประเด็นไปสืบพยานยังต่างประเทศ ซึ่ง พล.ต.ท.สมคิดอ้างว่าทำให้ตนและจำเลยรายอื่นๆ ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะไม่ได้สืบปากคำพยานต่อหน้าจำเลย นอกจากนี้ พ.ต.ท.สุวิชชัยยังมีหมายจับในที่คดีร่วมกันฆาตกรรมผู้อื่นที่มีคำพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต โดยศาล จ.มีนบุรีสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่ง พล.ต.ท.สมคิดมองว่า พฤติกรรมของอัยการและพนักงานสอบสวนดีเอสไอที่ช่วยนำตัว พ.ต.ท.สุวิชชัยออกนอกประเทศจะเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าตรวจสอบการนำตัว พ.ต.ท.สุวิชชัย ของ พล.ต.ท.สมคิด ถูกนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะ พ.ต.ท.สุวิชชัยอยู่ในโครงการคุ้มครองพยานตามมาตรการพิเศษ ทั้งนี้ นายธาริตยังได้ยื่นถอนประกันตัว พล.ต.ท.สมคิดกับพวก โดยอ้างว่าเข้าไปยุ่งเหยิงข่มขู่พยาน ซึ่งที่สุดศาลก็ยกคำร้องขอถอนประกันตัว พล.ต.ท.สมคิดกับพวก แต่ได้กำหนดเงื่อนไขการประกันตัว พล.ต.ท.สมคิดกับพวกเพิ่มเติม คือห้ามให้ข่าวกับสื่อมวลชนที่อาจกระทบกระเทือนต่อการพิจารณาคดีนี้
