“โคทม” หนุนถกแถลงร่าง รธน. ทั่วประเทศเพิ่มองค์ความรู้ ปชช. ก่อนเลือกตั้ง ส.ส.ร.
ผอ.ศูนย์สันติศึกษา เปิดประเด็นถกแถลง ยกร่าง รธน. สร้างทางเลือกควบคู่ไปกับยกร่างรัฐธรรมนูญ ด้าน นักกม.อิสระ ชี้ การร่าง รธน. เป็นการต่อรองเชิงอำนาจ ปชช.ต้องเข้าไปต่อรองและเจรจา อย่างมีองค์ความรู้และเท่าทัน
วันที่ 15 พฤษภาคม สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการสนับสนุนของมูลนิธิเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี จัดการแถลงข่าวการประชุมกลุ่มถกแถลงรัฐธรรมนูญ ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โดย รศ.ดร.โคทม อารียา ผอ. ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว ว่า ที่ผ่านมาได้จัดทำโครงการถกแถลงเกี่ยวกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการเชิญชวนให้มีการถกแถลงเกี่ยวกับเนื้อของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเตรียมการการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญในวงกว้าง
"ในการประชุมถกแถลงครั้งนี้มีตัวแทนจากภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องและภาคประชาชนรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวน 60 คน จากองค์กรต่างๆในส่วนกลางและภูมิภาค ซึ่งเราอยากจะเสนอเป็นแนวทาง ว่า หากจะทำรัฐธรรมนูญให้ประชาชนมียอมรับและมีส่วนร่วม"
สำหรับวิธีการถก แถลงนั้น รศ.ดร.โคทม กล่าวว่า เป็นอีกแนวทางหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม หน้าที่หลักในการถกแถลงก็ยังคงเป็นของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และในขณะที่ ส.ส.ร.ทำงานไปทุกภาคส่วนก็ไม่ควรนิ่งเฉย โดยสังคมน่าจะมีความรู้เป็นส่วนสำคัญในการถกแถลงด้วย
"เราไม่อยากให้ มาถกเถียงในเรื่องรายละเอียดทันที ควรต้องหยิบประเด็นสำคัญขึ้นมาพูดก่อน เปรียบเหมือนการเริ่มสร้างบ้าน ที่ต้องคิดว่าจะเอาบ้านในสไตล์ใด โครงสร้างบ้านจะเป็นอย่างไร และท้ายที่สุด ข้อเสนอต่างๆก็ต้องไปรวมอยู่ที่ ส.ส.ร. เพื่อนำไปพิจารณาในการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป"
ทั้งนี้ ตัวอย่างประเด็นที่นำเสนอให้สังคมร่วมกันถกแถลงต่อไป มีดังนี้
-บททั่วไป ควรเป็นบทบัญญัติที่กำหนดคุณค่าพื้นฐานของชาติ รวมถึงคุณค่าการปฏิบัติต่อกันฉันพี่น้องหรือไม่
-ในอารัมภบท ควรบอกที่มาของการรวมเชื้อชาติต่างๆ เป็นประเทศไทย รวมถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญร่วมกัน หรือไม่ รวมทั้งอาจเขียนถึงสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญไว้ด้วย โดยอาจยึดตัวอย่างของสาระสำคัญในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญ 2540
-ควรกำหนดให้การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่ครอบคลุมบุคคลทุกคนภายใต้ราชอาณาจักรไทย ไม่ใช่เฉพาะชนชาวไทยหรือไม่
-ควรจะบัญญัติแนวนโยบายแห่งรัฐให้กระชับและเป็นหลักการทั่วไป และไม่ควรกำหนดรายละเอียดเพราะรัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะจัดทำและดำเนิน นโยบายทางการเมืองที่สำคัญหรือไม่
-ควรกำหนดโครงสร้างตุลาการให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้นหรือไม่ เช่นการให้วุฒิสภาหรือรัฐสภามีส่วนร่วมคัดเลือกประธานศาลฎีกาจากการเสนอชื่อ ของคณะกรรมการตุลาการ หรือการทำให้คณะกรรมการตุลาการบุคคลจากภายนอกศาลที่วุฒสิสภาหรือรัฐสภาเห็น ชอบในจำนวนที่มากขึ้น
-ควรระบุให้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่า ใครคือผู้มีหน้าที่เปิดเผยทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญรวมถึงผู้พิพากษา ตุลาการ และนายทหารระดับสูงหรือไม่
-แม้รัฐธรรมนูญปัจจุบันจะกำหนดกระบวนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ไว้ แต่ก็ยังมีการออกกฎหมายในเรื่องนี้ และประชาชนจะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปนี้มากขึ้นได้ หรือไม่
-ควรมีการกำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องสังกัด หรือไม่สังกัดพรรคการเมือง และควรใช้ระบบเลือกตั้งใดในการเลือกตั้ง ส.ส.
-ควรมี ส.ว.หรือไม่ หากมีแล้วจะทำหน้าที่ มีวาระดำรงตำแหน่งกี่ปี มีที่มาอย่างไร ส่วนใหญ่เห็นว่า ส.ว. ถ้ามี ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ควรถกแถลงว่าควรใช้ระบบเลือกตั้งใด
-องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ควรมีบททั่วไปในหมวดนี้หรือไม่ เช่น ความเป็นอิสระจะมีแค่ไหน อย่างไร มีมาตรฐานในการดำเนินงาน การกำหนดยุทธศาสตร์
-ควรมีการกระจายอำนาจ มากขึ้น โดยเน้นการปกครองตนเองของท้องถิ่น รวมถึงความเป็นอิสระในการบริหารงานของท้องถิ่น ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนหรือไม่
นายโคทม กล่าวถึงหลักการยกร่างครั้งนี้ จะต้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากที่สุด มีการแสดงความเห็นมากที่สุด และจะนำไปสู่การประมวลผลนำเสนอไปควบคู่กับการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นสิ่งที่ต้องการคือกระบวนการถกแถลงเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ ที่มีข้อมูลและรู้เท่าทัน ซึ่งเราควรที่จะเริ่มต้นจากการมีทางเลือกให้ประชาชนได้คิดและเลือก โดยผ่านการศึกษาแล้วว่าแต่ละทางเลือกนั้นดีหรือไม่ อย่างไร
ด้าน นายวีรพัฒน์ ปรียวงศ์ นักกฎหมายอิสระ กล่าวถึงประโยชน์ในการตั้งประเด็นถกแถลงที่หลากหลายว่า เป็นการช่วยประชาชนให้ร่วมมือกันเพื่อไม่ให้การแก้รัฐธรรมนูญถูกดึงไปเรื่อง ใดเรื่องหนึ่ง เนื่องจากกติกาส่วนรวมที่จะร่างรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการต่อรองเชิงอำนาจ ไม่ใช่อำนาจของใครผู้ใดผู้หนึ่ง ฉะนั้นเราทุกคนต้องเข้าไปต่อรองและเจรจา โดยประชาชนเองก็ต้องมองเห็นประเด็นที่จะเข้าไปเจรจาด้วย
“การถกแถลงครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ซึ่งต้องความจริงแล้วต้องใช้เวลาในการถกแถลงกันอีกพอสมควร สำหรับบางประเด็น เช่น เรื่องความยึดโยงระหว่างประชาชนกับศาลนั้นก็เป็นเรื่องที่ ละเอียดอ่อนและคิดกันให้รอบคอบ ที่บอกว่าจะดีหรือไม่ที่จะให้วุฒิสภาและรัฐสภาเป็นประธานศาลฎีกา เนื่องจากประมุขของศาลนั้นมีบทบาทในการออกข้อบัญญัติหรือระเบียบที่จะมีผล กระทบต่อประชาชน เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นการเปิดประเด็นเพื่อให้เกิดการนำไปถกแถลงกันต่อไปได้”
ทั้งนี้ นักกฎหมายอิสระ กล่าวด้วยว่า หากประชาชนจะไปเลือก ส.ส.ร. นั้น จะเลือกเพียงว่าใครดังไม่ดัง หรือมาจากพรรคใดเท่านั้นไม่ได้ ทั้งนี้ ต้องมีองค์ความรู้เพื่อเป็นประเด็นให้ประชาชนและสื่อมวลชน มีส่วนร่วมมากขึ้น ในการตั้งคำถามเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญว่า ผู้ที่จะมาเป็น สใส.ร.นั้นจะมีแนวคิดที่จะนำประเทศไทยของเราต่อไปอย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับแนวคิด และประเด็นสำคัญที่ได้จากการประชุมครั้งนี้จะนำไปถกแถลงทั่วประเทศ ตามขอบเขตของแต่ละส่วน ซึ่งในเบื้องต้นจะมี 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี นครศรีธรรมราชและนราธิวาส รวมถึงกรุงเทพมหานครด้วย แล้วนำมาสรุปและถกแถลงร่วมอีกครั้งหนึ่ง จนกว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จ
