Text Size
เรื่องเด่น

Recommend Print

น้ำตาของแม่พลทหารรุสลาม...กับความจริงอีกด้าน "ลูกก๊ะไม่ได้ฆ่าตัวตาย"

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม 2011 เวลา 08:36 น. เขียนโดย ทีมข่าวอิศรา หมวด สารคดี, เรื่องเด่น, เรื่องเด่น-ภาคใต้

“นักข่าวจากปัตตานีใช่ไหม?” คือเสียงถามของหญิงวัย 45 ปีที่กำลังนั่งคัดหัวหอมเตรียมนำไปขายที่ตลาดนัดในบ้านหลังเล็กที่ก่อด้วยอิฐบล็อคริมถนนสายโคกโพธิ์-สะบ้าย้อย เมื่อมีเสียงตอบรับว่าใช่ นางก็โผเข้าหาด้วยน้ำตานองหน้าพร้อมรำพึงรำพัน “ลูกก๊ะไม่ได้ฆ่าตัวตายนะ ช่วยแก้ข่าวให้ด้วย ก๊ะไม่อยากให้ลูกก๊ะถูกสังคมประณาม”

          บ้านหลังเล็กหลังนั้นเป็นของ “ก๊ะแมะ” หรือ นางแมะ มอและ อายุ 45 ปี ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ต.ช้างให้ตก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี คำว่า “ก๊ะ” เป็นสรรพนามใช้เรียกผู้หญิงที่สูงวัยกว่า และนางคือมารดาของ พลทหารรุสลาม มอและ ทหารเกณฑ์สังกัดหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 32 ที่มีข่าวก่อเหตุสลด ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ประจำกายกราดยิงใส่ผู้บังคับบัญชาจนเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 4 รายคาฐานปฏิบัติการที่บ้านจำปากอ หมู่ 1 ต.บาเร๊ะเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ก่อนจะยิงตัวตายตามเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา

          “ก๊ะแมะ” มีลูก 4 คน รุสลามเป็นคนโตซึ่งเกิดกับสามีเก่า ส่วนอีก 3 คนเป็นลูกกับสามีคนปัจจุบัน นางมีอาชีพค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ตามตลาดนัด ฐานะไม่ต่างจากคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป ที่ผ่านมารุสลามคือกำลังสำคัญที่ช่วยหารายได้มาจุนเจือครอบครัว โดยเฉพาะการส่งน้องๆ 3 คนให้ได้ร่ำเรียน

          เพียงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของรุสลามก็สร้างความเศร้าโศกให้กับก๊ะแมะอย่างมากมายอยู่แล้ว และยังส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของครอบครัวไม่น้อยด้วย แต่นั่นยังไม่ร้ายแรงเท่ากับข่าวที่ว่าลูกชายคนโตฆ่าตัวตาย ซึ่งนางเชื่อว่าไม่เป็นความจริง และนั่นคือเรื่องอ่อนไหวทางความรู้สึกอย่างยิ่งของคนที่นับถือศาสนาอิสลาม

          “ทุกครั้งที่มีคนถามถึงรุสลาม น้ำตาก๊ะจะไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว มีความรู้สึกว่ายังรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วก็คงต้องยอมรับมันในที่สุด แต่สิ่งที่รับไม่ได้เลยคือข่าวที่ว่าลูกชายฆ่าตัวตาย เพราะตามหลักศาสนาอิสลามห้ามเด็ดขาดในเรื่องนี้ และมันยังขัดกับสภาพศพที่ก๊ะได้เห็นด้วย เพราะหน้าอกของเขามีรอยฟกช้ำหลายจุด น่าจะถูกยิงด้วยอาวุธปืน และที่ศีรษะของเขาก็มีรอยถูกตีด้วยของแข็ง ส่วนที่ใต้รักแร้มีรอยกระสุนทะลุไปอีกข้าง ซึ่งน่าจะมาจากอาวุธปืนชนิดเดียวกัน ก๊ะสงสัยว่าถ้าเขายิงตัวตาย เขาจะใช้ปืนยาวยิงที่ใต้รักแร้ได้อย่างไร” เป็นคำถามจากคนเป็นแม่

          ก๊ะแมะย้อนเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ซึ่งเป็นวันที่ข่าวร้ายมาเยือนครอบครัวของนางว่า กำนันมาที่บ้านและบอกว่ารุสลามเสียชีวิตแล้ว แต่ไม่ได้บอกถึงสาเหตุ และยังบอกอีกว่าเดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะนำศพมาส่ง

          “ตอนที่ได้ยินกำนันบอกว่าลูกชายตายแล้ว ก๊ะทำอะไรไม่ถูกเลย กระวนกระวายไปหมด หลังจากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ก็นำศพมา โดยคนที่มาส่งบอกว่ารุสลามคลั่งไปยิงหัวหน้าตายแล้วถึงยิงตัวตายตาม”

          แต่แล้วข้อมูลที่นางได้รับจากคนอื่นที่ไม่ใช่ทหารก็เปลี่ยนไป จึงนำมาสู่การพยายามค้นหาความจริงของนางเอง เพราะเรื่องแบบนี้หากเป็นคนศาสนาอื่นอาจจะเป็นบทสรุปที่จบลงได้ แต่สำหรับคนมุสลิมแล้วไม่ใช่...เนื่องจากมีความอ่อนไหวที่เกี่ยวกับบทบัญญัติทางศาสนา

          “หลังจากนั้นมีคนมาบอกว่ารุสลามไม่ได้ยิงตัวเองตายเอง แต่ตายเพราะถูกเจ้าหน้าที่ในฐานยิง เรื่องนี้จริงๆ ก๊ะไม่ได้ติดใจอะไร เพราะว่าไปยิงเขาก่อน แต่ที่เสียใจก็คือทำไมต้องโกหกว่าเขาฆ่าตัวตาย เพราะคนอิสลามนั้นถือว่าการฆ่าตัวตายเป็นบาป จะไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ก๊ะต้องการให้สื่อช่วยแก้ข่าวให้เท่านั้น คนที่ฟังข่าวจะได้รู้ความจริง สังคมอิสลามรับไม่ได้ในเรื่องนี้”

          ก๊ะแมะ ยืนยัน ลูกชายของนางรักอาชีพทหาร และอาชีพนี้เปลี่ยนพฤติกรรมของรุสลามจากเด็กวัยรุ่นนอกลู่นอกทางให้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

          “รุสลามเคยถูกจับในข้อหาเสพกัญชาและน้ำใบกระท่อม จากนั้นก็ถูกส่งไปบำบัดที่ศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดปัตตานีเป็นเวลา 40 วัน เมื่อออกมาก็ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียและติดทหาร ในช่วงที่เขาเป็นทหารนั้นเขาเปลี่ยนไปมาก จากที่ไม่เคยฟังก๊ะ ชอบเที่ยวเตร่ ตอนหลังเขาทิ้งหมด ก๊ะพูดอะไรเขาก็ฟัง ความประพฤติเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น”

          “เขาเคยบอกก๊ะว่าอยากเป็นทหาร บอกจะสมัครทหาร แต่ก๊ะไม่ยอม ก๊ะจึงบอกให้ไปจับใบดำใบแดงก็แล้วกัน (คัดเลือกทหาร) ถ้าได้ใบแดงค่อยไปเป็น ตอนที่ไปหยิบใบดำใบแดงเขาตะโกนดังลั่นว่า ทร.1 เจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ตกใจกันหมด บอกว่าไม่ค่อยเจอคนในพื้นที่นี้ที่อยากเป็นทหาร ปรากฏว่ารุสลามได้เป็นทหารสมใจ เพราะเขาหยิบได้ ทร.3 คืนนั้นเขาฉลองกับเพื่อนกลับบ้านตี 1 และช่วงที่ฝึกใหม่ๆ ดูเขามีความสุข เมื่อกลับมาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เขาก็ไม่กลัว เขาเคยบอกว่ากลับมาทำงานแถวบ้านก็ดี จะได้ช่วยเหลือพี่น้องเรา ในกระเป๋ากางเกงของเขามีกระปุกใส่เงินซึ่งเขาเก็บเอาไว้ไปแจกเด็กๆ ตามหมู่บ้านหรือโรงเรียน และเขาเคยบอกก๊ะว่าอยากเรียนต่อเป็นนายสิบ”

          ก๊ะแมะ เล่าอีกว่า ตลอดปีเศษที่เป็นทหาร นางไม่เคยเห็นลูกชายมีอาการเครียด กระทั่งเริ่มมีอาการผิดปกติในช่วงเดือนรอมฎอน (เดือนแห่งการถือศีลอด) ที่ผ่านมา

          “เวลาคุยกัน ก๊ะต้องเรียก 2-3 ครั้งกว่าจะรู้สึก และเขาเคยบอกว่าไม่อยากไปเป็นทหารแล้ว เขาบอกว่าหัวหน้าชอบแกล้งทุกเรื่อง และยังปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นทหารใหม่ ทั้งๆ ที่อีกไม่กี่เดือนเขาก็จะปลดแล้ว ก๊ะก็ได้แต่ปลอบว่าอย่าไปสนใจ หากทนไม่ไหวก็อ่านอัลกุรอาน เอาศาสนาเข้าช่วย อีกไม่กี่เดือนก็ปลดแล้ว ทนอีกนิด หากหนีจะลำบากกว่านี้ ทำงานอะไรก็ไม่ได้”

          “ตอนนั้นในใจลึกๆ ก็เป็นห่วงลูก เพราะรู้นิสัยลูกชายคนนี้ดีว่าเป็นคนไม่ยอมคน หากเขาไม่ผิดเขาไม่มีทางยอม สมัยเรียนมัธยม ตอนนั้น ม.2 เขาถูกครูทำโทษให้ใส่ผ้าขนหนูเข้าแถวต่อหน้าผู้หญิงเนื่องจากหนีเรียน เขาโกรธมาก บอกว่าครูลงโทษเกินกว่าเหตุ หลังจากนั้นเขาก็ไม่ยอมไปโรงเรียนอีกเลย”

          ก๊ะแมะบอกด้วยว่า ในช่วงสุดท้ายของชีวิต รุสลามเป็นกำลังหลักของครอบครัว แบ่งเงินเดือนที่ได้จากการเป็นทหารส่งน้องเรียน โดยเฉพาะน้องคนรองที่กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ

          “เขาได้เงินเดือนจากการเป็นทหารประมาณ 1 หมื่นบาท เขาจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่งให้น้องที่เรียนมหาวิทยาลัย 3 พันบาท อีกส่วนหนึ่งให้แม่เก็บไว้ และส่วนที่เหลือเขาถึงจะเอาไว้ใช้ส่วนตัว รุสลามเป็นคนรักน้องมาก หากน้องๆ อยากได้อะไรเขาจะพยายามหาให้ เมื่อไม่มีเขาแล้วครอบครัวก็ต้องลำบากมากขึ้น วันที่เจ้าหน้าที่ทหารนำศพมาส่งก็ไม่รู้เป็นใครบ้างเพราะมากันเยอะ แต่มีคนหนึ่งเดินมาหาก๊ะ บอกว่ารุสลามมีเงินประกันชีวิต 2 แสนบาท เดี๋ยวเสร็จเรื่องจะโทร.หา แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ติดต่อมา และจริงๆ ในใจก็ไม่ได้คิดอะไร”

          ก๊ะแมะบอกทิ้งท้ายว่า หากได้เงินประกันชีวิตมา จะนำไปประกอบพิธีฮัจญ์ให้กับลูกชาย ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำให้เขาได้ในชีวิตที่เหลืออยู่ของนาง...

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บรรยายภาพ :

1 ก๊ะแมะขณะกำลังเล่าเรื่องของลูกชาย

2 รุสลามกับอาชีพทหารที่เขารัก

เรื่องเด่น

การขยับตัวต่อ“การก่อการร้าย” นิยามของรัฐที่ควรปรับเปลี่ยน

การขยับตัวต่อ“การก่อการร้าย” นิยามของรัฐที่ควรปรับเปลี่ยน

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 20:00 น.
หลังเกิดเหตุระเบิด 3 จุด ที่ซอยสุขุมวิท 71 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คำถามที่ทุกคนตั้งขึ้น...
เปิดข้อมูล "ครู-นักเรียน" เหยื่อไฟใต้ 568 ราย จี้ข...

เปิดข้อมูล "ครู-นักเรียน" เหยื่อไฟใต้ 568 ราย จี้ขอเยียวยาเท่าชุมนุมการเมือง

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 12:09 น.
สมาพันธ์ครูสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รายงานสถิติครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษาที่เสียชีว...
"เกษตรอินทรีย์" ทางเลือกทางรอดที่ยั่งยืนของเกษตรกร...

"เกษตรอินทรีย์" ทางเลือกทางรอดที่ยั่งยืนของเกษตรกรไทย"

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 17:40 น.
“เมื่อตอนเป็นเด็ก ผมเกิดคำถามกับตัวเองมาตลอดเวลาว่าทำไมผมถึงจน บ้านผมทำไร่ทำนากันทั้งครอบครัวเราทำงา...
จาก "โจรกระจอก" ถึง "จิ๊กโก๋ปากซอย"...ปั...

จาก "โจรกระจอก" ถึง "จิ๊กโก๋ปากซอย"...ปัญหาซ้ำรอยไทยในวังวนก่อการร้าย

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 09:41 น.
เห็นข่าว พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปรียบกลุ่มผู้ต้องหาต่างชาติที่ถือพาสปอ...
"Yes" to compensation package but "No" t...

"Yes" to compensation package but "No" to a compensation fund

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2012 เวลา 08:41 น.
Families and relatives of victims wrongfully killed by state authorities in the restive Deep South w...
อ่านทั้งหมด
สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชลแห่งประเทศไทย
Thaireform - ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
โต๊ะข่าวเพื่อชุมชน สถาบันอิศรา
ศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน สถาบันอิศรา
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.