logo isranews

logo small 2

2 เดือนขึ้นค่าแรง300 ธุรกิจอ่วม หอการค้าไทยห่วงปี'56 ถึงขั้นย้ายฐานการผลิต

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 13 มิถุนายน 2555 เวลา 19:17 น.
เขียนโดย
isranews
หมวดหมู่

หอการค้าไทย ชี้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อีก 3-4 เดือนจะเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้น ห่วงเอสเอ็มอี หากปรับขึ้นทั้งประเทศจะช็อคเศรษฐกิจ จี้รัฐออกมาตรการก่อนธุรกิจย้ายฐานหนี

วันที่ 13 มิถุนายน หอการค้าไทย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดแถลงข่าว เรื่อง "ผลกระทบของนักธุรกิจจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ (โลก, ค่าแรง, การเมือง)" ณ ห้อง Activity Hall อาคารบรรเจิด ชลวิจารณ์ โดยมี นายภูมินทร์ หะรินสุด รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายจักริน เชิดฉาย ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา นายวชิร คูณทวีเทพ อ.ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

นักธุรกิจ 7 จว.นำร่อง 300 บ. กระทบ 82%

นายภูมินทร์ กล่าวถึงผลกระทบของนักธุรกิจ จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า ขณะนี้เริ่มเข้าเดือนที่ 3 ของการปรับขึ้นค่าแรงจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ซึ่งหอการค้าไทยได้ทำการสำรวจทัศนะของสมาชิกใน 7 จังหวัดนำร่องที่มีการปรับขึ้นค่าแรง ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐมและนนทบุรี พบว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยืนยันว่าได้รับผลกระทบ ซึ่งมีมากถึง 82.4% มีเพียง 17.6% ที่ไม่ได้รับผลกระทบ

"เอกชนที่ปรับตัวได้ เนื่องจากค่าแรงใน 7 จังหวัดนำร่องเดิมสูงอยู่แล้ว ทำให้ปรับตัวได้ไม่ยาก แต่ก็ถือว่าได้รับผลกระทบ ฉะนั้น หากรัฐบาลไม่ต้องการให้เอกชนมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง และนำไปสู่ปัญหาการปลดคนงาน ก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม อาทิ ใช้มาตรการด้านภาษีให้ครอบคลุมถึง SMEs และผู้ที่ไม่อยู่ในระบบ จ่ายเงินชดเชยค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นต้นทุนการผลิตให้แก่สถานประกอบการ เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และช่วยเหลือให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพิ่มศักยภาพการผลิตของสถานประกอบการ และช่วยเหลือด้านการตลาด"

ห่วงปีหน้าขึ้นทั่วปท. แห่ย้ายฐานการผลิต

นายภูมินทร์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วง ในปี 2556 ที่จะมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทในทุกจังหวัดที่เหลือ จากเดิมที่มีการปรับขึ้น 40% ของค่าแรงงานขั้นต่ำเดิม ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่างวันละ 222-273 บาทไปแล้ว จะเกิดผลกระทบอย่างมหาศาลต่อธุรกิจในหลายจังหวัด ทั้งจังหวัดเล็กและจังหวัดใหญ่ ที่จะพิจารณาถึงการย้ายฐานการผลิต เพื่อการปรับตัว หรือลงทุนประเภทเครื่องจักรจำนวนมากเพื่อลดจำนวนแรงงานลง

"สถานการณ์อัตราค่าแรง 300 บาท ในปี 2556 อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย หากไม่มีมาตรการรองรับที่ดี ฉะนั้น รัฐต้องมีมาตรการเพิ่มเติม ดังนี้ 1.เร่งให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานตามสาขา ประเภทธุรกิจ ให้มีประสิทธิภาพและผู้ประกอบการต้องการ 2.ควรมีสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถานประกอบการ 3.เอื้ออำนวยความสะดวกหรือลดการนำส่งประกันสังคม 4.เปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานได้มากขึ้น และสะดวกมากขึ้น เพื่อรองรับการเปิด AEC ทั้งนี้ ในอีก 3-4 เดือนข้างหน้านี้ จะได้เห็นผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงชัดเจนขึ้น ซึ่งทางหอการค้าจะทำการสำรวจเป็นระยะๆ

นายภูมินทร์ กล่าวด้วยว่า เมื่อเปรียบเทียบการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของประเทศในอาเซียน พบว่า อินโดนีเซียมีการปรับขึ้นมากที่สุด เฉลี่ย 39.8% รองลงมา คือ ไทย ที่เพิ่มขึ้น 35.7% เวียดนาม 33.5% สิงโปร์ 8.8% ฟิลิปปินส์ 5% กัมพูชา 1.1% ส่วนมาเลเซีย ลาวและพม่า ไม่มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

ให้เวลา 1 ปีปรับค่าแรง ไม่มีที่ไหนทำ

ขณะที่นายจักริน กล่าวถึงข้อความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของหอการค้าจังหวัด จากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะปรับโครงสร้างค่าแรงตามที่หาเสียงไว้ และเห็นใจแรงงาน อย่างไรก็ตามการปรับตัวอย่างรุนแรงภายใน 1 ปี ซึ่งไม่เคยมีประเทศใดในโลกทำกันนั้น จะส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะกิจต่างจังหวัดที่เป็น SMEs

นายจักริน กล่าวด้วยว่า เดิมขีดการแข่งขันของ SMEs ก็มีน้อยอยู่แล้ว หากเป็นไปได้หอการค้าจังหวัดภาคอีสาน ขอเสนอถึงรัฐบาลประเด็นค่าแรง 300 บาท ดังนี้

1. ให้มีการปรับขึ้นในส่วนที่เหลือ โดยเฉลี่ยเท่ากัน 3 ปี จนถึงปี 2558

2. ค่าใช้จ่ายในการจัดอบรมเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอให้นำมาลดภาษีได้ในอัตรา 2 เท่า

3. ขอให้มีมาตรการช่วยเหลือ SMEs โดยจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากภาครัฐ

4. ขอให้มีมาตรการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน

5. ขอให้มีมาตรการส่งเสริมด้านการผลิต โดยการยกเว้นภาษี หรือค่าธรรมเนียมนำเข้าเครื่องจักร

"ขอเสนอดังกล่าว จะช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กมีโอกาสปรับตัวได้ และโอกาสที่การปรับค่าครองชีพที่เป็นการช็อคเศรษฐกิจครั้งใหญ่จะลดน้อยลง ไม่อย่างนั้นเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจก็มีความจำเป็นที่ต้องปรับลดคนงาน หรือสวัสดิการของคนงาน"

ขึ้น 300 ลูกจ้างก็กังวล ตกงาน

ด้านนายวชิร กล่าวถึงสถานภาพธุรกิจไทยขณะนี้ว่า หอการค้าโพลล์ ได้ทำการสำรวจทัศนะของลูกจ้างต่อการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท พบว่า ลูกจ้างส่วนใหญ่มีความกังวลในเรื่องของการตกงาน เรื่องของราคาสินค้าในปัจจุบันและอนาคตที่จะเพิ่มสูงขึ้น จากการปรับขึ้นค่าแรง และการปรับขึ้นค่าแรงไม่ได้ทำให้ภาระหนี้น้อยลง หรือทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น เนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางด้านการจ้างงานของนายจ้าง

ทั้งนี้ เห็นได้จากผลสำรวจถึงความมั่นคงในปี 2555 ที่แรงงานส่วนใหญ่มีความไม่แน่ใจในเรื่องของความมั่นคงของการมีงานทำเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ในส่วนสถานการณ์ทั่วไปทางเศรษฐกิจ นายวชิร กล่าวว่า ปัญหาที่กระทบต่อเศรษฐกิจทั้งโดยรวม แยกตามภาคธุรกิจ แยกตามขนาดธุรกิจ แยกตามภูมิภาค ล้วนมองว่าคือเรื่อง "ราคาวัตถุดิบที่สูง" ซึ่งเห็นตรงกันว่าควรจะเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจและแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วที่สุด

ขณะที่ผศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวสรุปถึงภาพรวมการวิเคราะห์ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า จากการสำรวจสถานภาพธุรกิจไทยในปัจจุบันพบว่า หลังจากปรับขึ้นค่าแรงผู้ประกอบการ 47.2% ปรับตัวโดยการเพิ่มราคาสินค้า 34.2% ลดสวัสดิการ 32.1% ลดจำนวนแรงงาน 8.5% ใช้เครื่องจักร และ 7.6% จ้างแรงงานต่างด้าว

ขณะที่การเยียวยาจากภาครัฐ ผู้ประกอบการ 94.5% ยังไม่ได้รับ มีเพียง 5.5% ที่ได้รับการเยียวยา ส่วนมาตรการปรับลดภาษีนิติบุคคลผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะ SMEs


 

พิษ 300 บาท ครม.อนุมัติ ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้ผู้ประกอบกิจการรง.

http://www.thaireform.in.th/multi-dimensional-reform/2011-12-08-05-21-57/item/7703--300-.html