logo isranews

logo small 2

ชะตากรรม "เสี่ยเปี๋ยง" คนสนิท "แม้ว" หลังเจอโทษคุก 6 ปี คดียักยอกข้าว!

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 25 มิถุนายน 2557 เวลา 13:38 น.
เขียนโดย
isranews

"..นี่ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับ นายอภิชาติ และบริษัทเพรสซิเด้นท์ รวมถึงบริษัทสยามอินดิก้า และลูกน้องคนใกล้ชิดโดยตรง ที่รออยู่ หลังศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษา ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท ไปแล้ว.."

srewwwpang

ชื่อของ "นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร" หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง!

หลังจากเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษาในคดีที่สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง บริษัทเพรสซิเด้นท์อะกริ จำกัด กับ นายอภิชาติ เป็นจำเลยฐานยักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องส่งไปขายอิหร่าน 2 หมื่นตัน มูลค่า 200 ล้านบาท 

โดยมีข้อเท็จจริงฟังว่า จำเลยทั้งสอง รับข้าวจากกระทรวงพาณิชย์ไว้ในครอบครองเพื่อเอาไปปรับปรุงข้าว แล้วมีเจตนาทุจริตเบียดบังทรัพย์เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต เพราะช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยได้ขายข้าวจำนวน 2 หมื่นตัน ไปให้ประเทศอื่นในนามของบริษัท จึงเป็นการผิดสัญญากับรัฐ จึงเป็นความผิดยักยอกทรัพย์ รวม 2 สำนวน ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท

เบื้องต้น หลังคำพิพากษา นายอภิชาติ ได้ขอยื่นประกันตัวต่อศาลออกไปพร้อมยื่นอุทธรณ์ต่อไปทันที

คำถามที่น่าสนใจ หลังจากคำพิพากษาคดีข้าวที่ออกมาครั้งนี้ คือ นายอภิชาติ หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" ยังมีคดีความอะไรสำคัญรออยู่อีกหรือไม่  

สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูล และนำมาไล่เลี่ยงให้เห็นภาพชัดเจนดังนี้ 

เริ่มจากในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากปัญหาคดีความที่เกี่ยวข้องเรื่องข้าว (ศาลแขวงสมุทรปราการเพิ่งมีคำพิพากษาออกมาเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.) หลังบริษัทเพรสซิเดนท์ฯ ถูกระบุว่าเป็นเอกชนที่ผูกขาดการรับซื้อข้าวจากรัฐบาลเพียงรายเดียวในยุคนี้แล้ว

@ คดีความที่เหลืออยู่ 

1. นายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง และบริษัทเพรสซิเดนท์ฯ ปรากฎรายชื่ออยู่ในสำนวนการสอบสวนคดีบ้านเอื้ออาทร ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ช่วงหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. ที่ คสต.ส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบสวนต่อ ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีเรียกรับเงินผู้ประกอบการเอกชนในโครงการบ้านเอื้ออาทร

โดยรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ 7 รายประกอบไปด้วย 1. นายวัฒนา เมืองสุข 2.นายพรพรหม วงศ์วิทัศน์ 3.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ส.ส.กทม. 4.นายอภิชาติ จันสกุลพร กรรมการผู้จัดการบริษัทเพรสซิเดนท์ ฯ 5.น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง 6.น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว และ 7.บริษัท เพรซิเดนท์ฯ

2. นอกจากนี้ คตส. ยังได้แยกสำนวนการสวนสอบคดีนี้ในกรณีการฟอกเงิน ส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปตรวจสอบ ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หลังตรวจพบหลักฐานการกระทำผิดฐานฟอกเงิน ปกปิดอำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน ตามมาตรา 3 และ 5 (2)

โดยปรากฏรายชื่อบริษัท เพรซิเด้นท์ ฯ นายอภิชาต พร้อมด้วยพนักงานบริษัทเพรซิเด้นท์ฯ อาทิ นายสุจิต สวนโสกเชือก น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว ร่วมอยู่ด้วย

3. ขณะที่ บริษัทเพรซิเดนท์ฯ ตกเป็นหนี้ธนาคาร 8 แห่งเป็นเงินกว่า 12,000 ล้านบาท และมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ฐานฉ้อโกงทรัพย์

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 พ.ค.54 ที่ผ่านมา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จากลงประกาศเรื่อง คำพิพากษาให้ล้มละลาย และกำหนดนัดไต่สวนลูกหนี้โดยเปิดเผย ตามคดีหมายเลขแดงที่ ล. 18747/2552 ระบุว่า ศาลล้มละลายกลาง ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2553 ให้บริษัท เพรซิเดนท์ฯ และ นายอภิชาติ ลูกหนี้ ล้มละลาย

จากการที่ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้ลูกหนี้ล้มละลายและศาลมีคำสั่งลงวันที่ 8 ตุลาคม 2552 ให้พิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร ลูกหนี้ไว้เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พุทธศักราช 2483

หลังสิ้นสุดยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ความเคลื่อนไหวของ นายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง ก็เงียบหายไป

จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชื่อของนายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง กลับมาผงาดและอยู่ในความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะคนในวงการค้าข้าว

apichat3

เมื่อบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ปรากฎรายชื่อเป็นผู้ชนะการประมูลรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ องค์การคลังสินค้า (อคส.) รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพาณิชย์

พร้อมเสียงครหาว่า ได้รับการเอื้อประโยชน์ เนื่องจากการประมูลงานนี้ คนวงการค้าข้าวส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้อย่างกว้างขวาง จึงทำให้มีบริษัทยื่นซองประมูลเพียง 2 บริษัทเท่านั้นคือ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด กับบริษัท นครสวรรค์ค้าข้าว จำกัด และเมื่อนับจากวันประกาศประมูลรวมระยะเวลาไม่ถึง 10 วัน อคส.ก็ประกาศบริษัทชนะประมูลคือบริษัท สยามอินดิก้า  

ขณะที่บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ถูกตรวจสอบพบว่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัดเนื่องจากกรรมการและผู้ถือหุ้นหลายคน ในบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เคยเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง มาก่อน

อาทิ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร อดีตกรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำนวน 43,739,000 หุ้น เป็นอดีตผู้ก่อตั้ง กรรมการ และผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำนวน 232,560 หุ้น

นายอนุ จารุศิลาวงศ์ และนางสาวเรืองวัน เลิศศลารักษ์ เคยถือหุ้นในบริษัท บริษัท เพรซิเดนท์ เกรนไซโล จำกัด ในเครือ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง ก่อนจะเข้ามาถือหุ้นในบริษัท สยามอินดิก้า

หลังจากนั้น ไม่นานความไม่ชอบมาพากล ในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ  ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงปลายปี 2555

มีการตรวจสอบพบพิรุธในการขายข้าวจำนวน 7.32 ล้านตัน ให้กับบริษัทต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี โดยบริษัทจากจีนชื่อ “GSSG IMP AND EXPORT CORP” อยู่ที่เมืองกวางเจา เข้ามาทำสัญญาค้าข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ 5 ล้านตัน

แต่ปรากฎว่าผู้ที่มีอำนาจของบริษัท คือ "นายรัฐนิธ โสติกุล" และมอบอำนาจให้นายนิมล รักดี ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร เป็นผู้ดำเนินการแทน

จากการตรวจสอบพบว่านายรัฐนิธ มีชื่อเล่นว่า “ปาล์ม” อายุ 32 ปี เพิ่งผ่านการเรียนหลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภารุ่นที่ 6 รวมทั้งเป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า และเป็นผู้ช่วยส.ส.ในลำดับที่ 3 ของนางรพิพรรณ พงษ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (ภรรยานายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง)

เมื่อตรวจสอบบัญชีธนาคารของนายรัฐนิธ พบว่า มีเงินอยู่ในบัญชีเพียงแค่ 64.63 บาท ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับผู้มีอำนาจติดต่อซื้อขายข้าวกับรัฐบาลไทย

ส่วนนายนิมล รักดี ปรากฏข้อมูลว่า มีชื่อในวงการว่า "เสี่ยโจว" เป็นมือขวา“เสี่ยเปี๋ยง” หรือนายอภิชาติ 

นอกจากนี้ นายนิมล เคยถูกป.ป.ช.ชี้มูลการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในนามบริษัทเพรสซิเด้นท์ อะกริเทรดดิ้ง สมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งการอ้างว่า ขายข้าวแบบจีทูจี ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลให้ได้ราคาพิเศษ ไม่มีการระบายข้าวจริง เป็นการตั้งบริษัทผีมารับข้าว เพื่อนำข้าวไปเร่ขายให้กับโรงสี อาจจะได้ส่วนต่างสูง ตันละ 3,000 บาท บางล๊อตสูงถึง 5,000 บาท

ปัจจุบัน ป.ป.ช. ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุไต่สวนคดีข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์  จำนวน 4 คดี หลัก คือ 1. คดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี 2. คดีการปรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ องค์การคลังสินค้า (อคส.)  3. คดีปล่อยปละละเลยการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์  และ 4. คดีตรวจสอบทรัพย์สิน 5 รัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว

ในจำนวนนี้ มี 1 คดี ที่ปรากฎชื่อ นายอภิชาติ เข้าไปมีส่วนกี่ยวข้องอย่างชัดเจน คือ คดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี รวมถึงกรรมการบริษัทสยามอินดิก้า 

ในฐานะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด!

(อ่านประกอบ : เช็คชื่อเอกชน 91 ราย ในบัญชีแจ้งข้อกล่าวหา ป.ป.ช. คดีระบายข้าวจีทูจี!)

เนื่องจากคณะอนุไต่สวนฯ คดีนี้ได้รับหลักฐานสำคัญเป็นแคชเชียร์เช็คจำนวนหลายพันใบ ที่สั่งจ่ายให้กับกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อชำระเป็นค่าข้าวในสต๊อกรัฐบาล ซึ่งอ้างว่าเป็นการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)

โดยจากการประสานงานขอข้อมูลไปยังธนาคารที่ออกแคชเชียร์เช็คเหล่านี้ทุกแห่ง คณะอนุไต่สวนฯ ได้รับการยืนยันว่าเป็นการสั่งจ่ายโดยบริษัทค้าข้าวในประเทศไทย

ไม่ได้สั่งจ่ายจากบริษัทเอกชนสองรายจากจีน ที่ระบุว่าเข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับไทยในรูปแบบจีทูจี ตามที่มีการ กล่าวอ้างแต่อย่างใด

ขณะที่จากการเชิญตัวแทนบริษัทค้าข้าว ที่ปรากฎว่ามาเป็นผู้จ่ายเช็ค มาให้ปากคำ คณะอนุไต่สวนฯ ได้รับการยืนยันข้อมูลตรงกันว่า ได้ซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลจริง

โดยกระบวนการที่เกิดขึ้น บริษัทเหล่านี้อ้างว่า จะต้องติดต่อซื้อข้าวผ่าน "บริษัทสยามอินดิก้า" ก่อน แต่ถ้าจะขนข้าวได้จะต้องสั่งจ่ายแคชเชียร์เช็คให้กรมการค้าต่างประเทศ

ส่วนคดีการปรับปรุงคุณภาพข้าวสารส่งมอบองค์การสำรองอาหารแห่งประเทศอินโดนีเซีย (บูล็อก) จำนวน 300,000 ตัน ของ อคส. บริษัทสยามอินดิก้า ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ นายอภิชาติ ยังปรากฎรายชื่อเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูก คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกเข้าไปรายงานตัวหลังการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ อีกด้วย   

ทั้งหมดนี่ คือ ข้อมูลเกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับ นายอภิชาติ และบริษัทเพรสซิเด้นท์ รวมถึงบริษัทสยามอินดิก้า และลูกน้องคนใกล้ชิดโดยตรง ที่รออยู่

หลังศาลแขวงสมุทรปราการ มีคำพิพากษา ลงโทษจำคุกสำนวนละ 3 ปี ปรับบริษัทสำนวนละ 6 พันบาท รวมจำคุก 6 ปี ปรับรวม 12,000 บาท ไปแล้ว จากคดียักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องส่งไปขายอิหร่าน 2 หมื่นตัน มูลค่า 200 ล้านบาท ตามที่ปรากฎเป็นข่าวดังไปแล้ว 

ส่วน นายอภิชาติ จะหาทางรอดพ้นจาก "วิบากกรรม" ที่เผชิญอยู่ และกลับมายิ่งใหญ่ในวงการค้าข้าวเมืองไทยได้อีกหรือไม่

คนในวงการข้าวหลายคนฟันธงตรงกันว่า "No way" "ไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว"

เพราะชะตากรรม "เสี่ยเปี๋ยง หรือ นายอภิชาติ" คนสนิท "พ.ต.ท.ทักษิณ" ณ วันนี้ บอกได้คำเดียวว่า "น่ากลัว" เป็นอย่างยิ่ง!