ถอดรหัส ‘องค์กรสุขภาวะ’ โมเดลรัฐไทยใหม่-ไร้โรค
นับวันค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของข้าราชการและลูกจ้างของรัฐมีแนวโน้มที่สูงขึ้นอยู่ทุกขณะ ซึ่งล่าสุดพบตัวเลขการเบิกจ่ายค่าบริการด้านสุขภาพของข้าราชการและลูกจ้างรัฐสูงถึง 6.13หมื่นล้านบาทในการดูแลคนเพียง 4.3 ล้านคนเศษ ขณะที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต้องดูแลประชาชน 47.1 ล้านคนซึ่งคิดเป็นประมาณ 10 เท่าของจำนวนข้าราชการและลูกจ้างรัฐ ด้วยงบเพียง 9 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
ขณะที่สถานการณ์การเบิกจ่ายค่าบริการด้านสุขภาพของข้าราชการสูงขึ้นอย่างน่าตกใจนั้น ก็ยังมีองค์กรรัฐกลุ่มหนึ่งได้พยายามหาทางออกในการช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ด้วยการทำงานในเชิงรุก พยายามกระตุ้นส่งเสริมให้บุคลากรภายในองค์กรตระหนักถึงการมีสุขภาพที่ดี โดยเริ่มจากการสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพกันใหม่ว่า
“สุขภาพที่ดีต้องเกิดจากการสร้างเสริมสุขภาพ ไม่ใช่เพียงการซ่อมสร้างเท่านั้น”
เช่นที่ สำนักงานสตรีและกิจการครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
องค์กรตัวอย่าง ‘ออกกำลังด้วยความสนุก’

ในทุกๆ เย็นวันจันทร์-พฤหัสบดีเวลาสี่โมงครึ่ง ภาพที่ผู้คนในบริเวณบ้านราชวิถีจะเห็นจนชินตา คือ ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือองค์กรที่เรียกตนเองสั้นๆ ว่า ‘สค.’ ราว 20-30 ชีวิต ทยอยกันมาออกกำลังกายบริเวณสนามฟุตบอลหน้าตึกทำการเพื่อสลายความเครียดที่เหนื่อยมาทั้งวัน ไม่ว่าจะกีฬาฟุตบอล วอลเล่ย์บอล แชร์บอล เปตอง ซึ่งทุกวันจันทร์จะเห็นสาวๆ หิ้วเสื่อคนละผืนมาฝึกโยคะวันละชั่วโมงเศษ วันอังคารและพฤหัสบดีก็แอโรบิคแดนซ์ชนิดเรียกเหงื่อและเสียงหัวเราะร่วมกันได้เป็นอย่างดี
ไฮไลท์กิจกรรมออกกำลังกายที่นี่จะครึกครื้น คึกคักเป็นพิเศษในเย็นวันพุธ เพราะเป็นวัน ‘Happy Healthy Day’ ที่ แข่งขันกีฬาภายในประจำสัปดาห์ ชนิดกีฬาที่แข่งแต่ละสัปดาห์จะต่างกันไปตามตารางแต่ละเดือน
ซึ่งสร้างความเหนื่อยล้าและสนุกสนานตั้งแต่ผู้บริหารจนถึงยามรักษาความ ปลอดภัย ชนิดที่แทบหอบคลานกันเลยทีเดียว พร้อมเรียกรอยยิ้มจากผู้พบเห็นด้วย
อิทธิชัย รักษานุวงศ์ เจ้าหน้าที่ธุรการ สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ฯ พนักงานที่อยู่ในภาวะเสี่ยงโรคต่างๆ เนื่องจากอ้วนหนักกว่า 100 ก.ก. เล่าว่า เดิมเป็นคนที่ไม่ชอบออกกำลังกายและกินจุมาก แพทย์ก็ให้ลดน้ำหนัก ซึ่งก็พยายามมาตลอด 10ปีด้วยการออกกำลังกายก็ไม่เห็นผล จนเครียด ท้อ ไม่มีความสุขกับการออกกำลังกายจึงเลิกไป แต่พอที่นี่มีกิจกรรมสร้างสุขภาพนี้ก็ทำให้กลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง พร้อมดูแลการกินอาหาร มีความสุขสนุกกับการออกกำลังกายมากกว่าก่อนที่มุ่งเอาเป็นเอาตายเพื่อลดน้ำหนัก วันนี้สนุกเพราะมีเพื่อนร่วมด้วยและมีเพื่อนใหม่จากหน่วยงานอื่นมากขึ้นจากกิจกรรมนี้
“ความ คิดในการสร้างสุขภาพเริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งผล แต่ขณะนี้มองเรื่องของความสุขสนุกที่จะทำมากกว่า เมื่อสุขสนุก ความสัมพันธ์ สัมพันธภาพ วัฒนธรรมองค์กรของทุกคนก็ดีขึ้น ใกล้ชิดกัน สื่อสารเข้าใจกันง่ายขึ้น ผิดจากเดิมที่ทุกคนมุ่งทำงานเลิกงานก็กลับบ้านใครบ้านมัน และเมื่อหน่วยงานอื่นได้เห็นก็อยากร่วมด้วย ซึ่งต่อไปอยากให้เพิ่มเวลาและสถานที่ในการจัดกิจกรรม”
หลากกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ
นอกจากนี้คนที่นี่รู้กันดีว่า มีกิจกรรมอื่นอีก เช่น ตรวจเช็คสุขภาพประจำปี วัดระดับโคเลสเตอรอลและค่าน้ำตาลในเลือดในทุกเดือน อบรมการกินอาหารอย่างถูกต้องด้วยคอร์ส ‘เมนูรักเมนูเลิฟ’ สอน การทำอาหารและจัดเมนูอาหารประจำวันเพื่อสุขภาพโดยโภชนากรผู้เชี่ยวชาญจาก วชิระพยาบาลเพื่อปรับพฤติกรรมการกินของพนักงานซึ่งประเมินผลทุกระยะอย่างต่อ เนื่องตลอด 3 เดือนเต็ม
ส่วน ความแข็งแรงด้านจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณนั้น ได้จัดกิจกรรมทัวร์ ทำบุญ ไหว้พระ ปฏิบัติธรรมทุกเดือน ส่งเสริมการออมวันละบาทเพื่อไปบริจาคช่วยเหลือองค์กรต่างๆ ไปปลูกป่าชายเลนให้ชาวบ้าน พาน้องๆ บ้านราชวิถีไปทัศนศึกษาร่วมกัน รวมถึงเปิดอบรบฝึกความรู้ด้านอาชีพ ทำดอกไม้ประดิษฐ์ ผ้าบาติก พับแบ้งก์ เป็นต้น กระทั่งจัดอบรมสุนทรียสนทนาหรือ ‘จิตตปัญญา'ให้พนักงานที่สนใจ เพื่อยกระดับองค์รวมสุขภาวะของทรัพยากรบุคคลอีกวิธีหนึ่งด้วย
‘ผู้บริหาร’ หนึ่งแรงผลักที่สำคัญ
เบื้องหลังความสำเร็จกิจกรรมสร้างสุขภาพของที่นี่นั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดคุณดารารัตน์ แก้วสลับสี หัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวฯ ผู้จัดการแผนงานกิจกรรมเพื่อเจ้าหน้าที่กว่า 200 ชีวิต
ดารารัตน์ บอกว่า กิจกรรมสุขภาพที่นี่เกิดขึ้นได้เพราะผู้บริหารเห็นความสำคัญของการทำให้บุคลากรมีสุขภาพดี จึงไฟเขียวให้จัดกิจกรรมเพื่อสร้างสุขภาพทั้ง 5 มิติ ร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ยิ่งไปกว่านั้นได้ให้องค์กรเข้าร่วมโครงการ ‘องค์กรสุขภาวะ’ กับสสส. เมื่อ 26 ต.ค.ที่ผ่านมาด้วย เพื่อพัฒนายกระดับกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพให้มีสัมฤทธิผลยิ่งขึ้น และเพื่อการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องทั้งเงิน รางวัล คำชื่นชม แรงจูงใจในการทำกิจกรรมต่างๆ
จุดสำคัญของรูปแบบการจัดกิจกรรมนั้น อยู่ที่การสร้างจิตสำนึกที่เข้มแข็งของพนักงานให้ตระหนักในความสำคัญของสุขภาวะระดับบุคคล ระดับวัฒนธรรมองค์กร สิ่งสำคัญที่ทำให้กิจกรรมเหล่านี้ประสบความสำเร็จได้ เพราะตัวผู้บริหารเองก็ร่วมกิจกรรมกับพนักงาน อีกทั้งกิจกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นจากเสียงเรียกร้องจริงๆ ของทุกคนในองค์กรว่าต้องการกิจกรรมใดบ้าง ผลที่ตามมา คือ ทุกคนสนุกสนานที่ได้ร่วมกันสร้างออกแบบ และทำกิจกรรมร่วมกัน ขณะนี้เราก็ได้เริ่มเป็นที่สนใจของหน่วยงานอื่นๆ ใกล้เคียงบ้างที่อยากจัดกิจกรรมแบบเราบ้างแล้ว
‘จับถูก-จับผิด’ ชี้วัดสุขภาวะบุคลากร
ผู้จัดการแผนงานโครงการองค์กรสุขภาวะแห่งสค. ยังบอกว่า ทีมงานสสส.ได้เข้ามาสนับสนุนจัดระบบความรู้ ทุนกิจกรรม เครือข่ายความร่วมมือ เทคนิคกระบวนการสร้างสุขภาวะ การติดตามประเมินผล ให้เป็นระบบและเป็นรูปธรรมมากขึ้น แนะนำให้วางแผนงานสุขภาพของคนในองค์กร เริ่มจากวินิจฉัยสุขภาวะบุคลากรและองค์กร ผ่านแบบสอบถามหรือจัดอบรมฟังความเห็น เพื่อจับถูกจับผิดพฤติกรรมสุขภาพก่อนรักษา เช่นเดียวกับหมอที่รักษาคนไข้ แล้ววิเคราะห์ผลทางสถิติออกมากำหนดกิจกรรม แล้วลงมือทำ เมื่อเสร็จสิ้นโครงการก็จะมีระบบการวัดประเมินผลอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นตัวชี้วัดสุขภาวะของบุคลากร
“หน่วย งานส่วนใหญ่มักทำกิจกรรมในลักษณะที่ไม่ได้วัดผลสะท้อนความสำเร็จออกมาอย่าง เป็นระบบนัก วิธีการนี้จะทำให้ทุกคนได้ร่วมออกแบบแผนงานสุขภาพด้วยกันตั้งแต่เริ่มต้น ว่าความต้องการด้านสุขภาพของทุกชีวิตในองค์กรนั้นต้องใช้กิจกรรมสุขภาพรูป แบบใดบ้างให้เหมาะสม และแบบใดบ้างที่ทุกคนอยากให้เกิด”
สุขภาวะข้าราชการ สิ่งที่ ‘ก.พ.’ ต้องใส่ใจ
“ในเมื่อเราเป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลสถาบันครอบครัวของคนทั้งประเทศ ดังนั้นเราจะไม่ดูแลบุคลากรในครอบครัวของหน่วยงานเราเลยได้อย่างไร จาก นี้ต่อไปก็ท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้ก.พ.หันมาใส่ใจเรื่องการสร้างสุขภาพให้ ข้าราชการมากกว่าการซ่อมสุขภาพที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย” ดารารัตน์ย้ำ
สุดท้ายเมื่อถามว่า “การชวนคนมาออกกำลังกาย มาใส่ใจสร้างสุขภาพแบบนี้คงต้องมีการบังคับหรือเกณฑ์คนให้เข้าร่วม หากต้องการให้ประสบผลสำเร็จต่อเนื่อง ?” ผู้จัดการแผนงานกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ฯ ก็ยืนยันว่า
“กิจกรรมที่นี่ ไม่มีการบังคับให้เข้าร่วม แต่เกิดจากจิตสำนึกในการรักษาสุขภาพของทุกคนที่ตระหนักได้เอง”
ขณะ เดียวกันคุณรัตนา สัยยะนิฐี ผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ฯ ก็ย้ำว่า โครงการนี้ได้กระตุ้นให้คนตระหนักมีจิตสำนึกในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ว่าสุขภาพเป็นองค์ประกอบของชีวิตที่จะทำให้ส่งเสริมสมดุลในการทำงาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน องค์กรเข้มแข็ง และขยายสู่องค์กรอื่นๆ ถ้าทำให้ทุกคนในองค์กรตระหนักว่าสุขภาพเป็นเรื่องของหน้าที่แล้วงานก็จะต่อ เนื่องต่อไปไม่เป็นเพียงไฟไหม้ฟาง ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มเป็นเช่นนั้นแล้ว 1 ปีต่อจากนี้เราตั้งเป้าโครงการไว้ที่ความสุขของบุคลากรและครอบครัว และความสุขภายในองค์กรที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมนี้เป็นเรื่องหลัก มากกว่าการมุ่งที่ตัวจำนวนงานหรือกิจกรรมที่ถูกผลักออกมา
ทุ่มงบ 2 ล้าน!!! ‘สร้างฟิตเนสหรู’ เพื่อคน 200 ชีวิต
อีกรูปธรรมหนึ่งขององค์กรรัฐ ที่พยายามกระตุ้นให้บุคลากรตระหนักว่า “การมีสุขภาพที่ดีไม่ได้มาจากการซ่อมสร้างแต่ต้องเกิดจากการเสริมสร้าง” ก็คือ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
ที่ชั้น 19 ของอาคารธนาลงกรณ์ออฟฟิศทาวเวอร์ บนถ.บรมราชชนนี เขตบางพลัดนั้น มีหน่วยงานรัฐองค์กรหนึ่งที่เห็นความสำคัญของการเสริมสร้างสุขภาพให้บุคลากร แม้ว่าในองค์กรจะมีพนักงานเพียง 240 ชีวิตและมีพื้นที่สำนักงานจำกัดไม่กี่สิบตารางเมตร แต่ก็ได้ทุ่มทุนเกือบ 2 ล้านบาทเมื่อปีที่ผ่านมา สร้างห้องฟิตเนสคุณภาพดีมาตรฐานสากลร่วม 20 เครื่องครบชุดพื้นฐานการออกกำลังกาย พร้อมห้องอาบน้ำ มุมกีฬาปิงปอง และมุมคาราโอเกะแบบเรียบง่ายที่สร้างสีสันและความสุขให้องค์กรแห่งนี้ได้อย่างดี เพื่อเป็นสวัสดิการด้านสุขภาพของพนักงาน นอกจากนี้ยังมีบริการตรวจสุขภาพทุก 2-3 เดือนโดยทีมแพทย์โรงพยาบาลบ้านแพ้ว

ไม่เพียงแต่กิจกรรมสร้างสุขภาพกายเท่านั้น หากมีกิจกรรมเสริมสุขภาพจิตใจและสังคมด้วย เช่น กิจกรรมส่งเสริมศาสนาที่ร่วมกับกรมการศาสนา กิจกรรมศิลปวัฒนธรรมจัดแสดงดนตรีและการแสดงไทยทุกวันช่วงพักกลางวัน ณ บริเวณโถงชั้นล่างของตึกสำนักงาน เป็นการแสดงจากนักศึกษาสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป์ หรือจากหน่วยงานสังกัดร่วมกัน
ไชยนันท์ แสงทอง นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ และผู้จัดการโครงการองค์กรสุขภาวะสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม บอกถึงแนวทางจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาวะองค์กรที่ผ่านมาให้ฟังว่า รูปแบบกิจกรรมที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความเห็นและความต้องการของคนในองค์กรเอง จากผลของการตอบแบบสำรวจพฤติกรรมสุขภาพ ที่ทางสสส.ได้แนะนำเทคนิคจัดการกระบวนการสร้างสุขภาวะที่ถูกต้อง ซึ่งได้ข้อสรุปว่าให้จัดกิจกรรมในรูปแบบฟิตเนส เนื่องจากสถานที่องค์กรคับแคบวิธีนี้จึงเหมาะสมที่สุด ขณะนี้เหมือนบันไดขั้นแรกที่เริ่มจากมิติสุขภาพร่างกายและจิตใจ
แบบอย่างองค์กรรัฐ ‘บริหารงบ’ หนุนจัดสวัสดิการเสริม
สำหรับงบประมาณที่นำมาจัดสร้างห้องฟิตเนสและอุปกรณ์กีฬาต่างๆ นั้นมาจากงบประมาณเหลือจ่ายของรัฐจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)ที่สะสมมาจากปี 2552 จำนวน 2.9 ล้านบาท ซึ่งระบุว่าสามารถนำมาใช้จ่ายในการพัฒนางานด้านการดูแลบุคลากรได้ ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้นำเงินนี้จำนวน 1.9 ล้านบาทมาเป็นทุนจัดซื้อดังกล่าว
“สิ่งที่เราคิดว่าสามารถนำร่องหรือเป็นแบบอย่างให้องค์กรต่างๆ ได้ในการสร้างองค์กรสุขภาวะนั้น คือ ตัวอย่างการบริหารจัดการ ใช้เงิน ทุน และทรัพยากร ที่เราใช้งบเหลือจ่ายของก.พ.ร.มาทำ ผู้บริหารได้เห็นความสำคัญและให้ทำ ทำให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องสถานที่และงบประเมินได้ งานสุขภาพที่เราทำไม่ได้มุ่งที่จำนวนกิจกรรมที่ถูกผลักออกมา แต่เน้นเรื่องความต่อเนื่องของงาน จึงลงทุนซื้ออุปกรณ์ฟิตเนสที่มีคุณภาพเพื่อใช้งานระยะยาว จึงเน้นการบริหารขับเคลื่อนงานสุขภาวะมากกว่า ว่าจะสร้างวัฒนธรรมสุขภาพได้อย่างไร และเราก็ไม่ได้ตั้งเป้าใหญ่โต แต่ยึดเริ่มจากเล็กๆ แล้วค่อยขยายต่อไปให้ครบทุกมิติสุขภาวะ”
ไชยนันท์ ยังบอกอีกว่า ต่อไปจะผลักดันการออกกำลังกายให้กลายเป็นหน้าที่และวัฒนธรรมการสร้างสุขภาพที่ทุกคนต้องทำ และจะกระตุ้นบุคลากรให้มีส่วนร่วมด้วยการจัดกีฬาสี Sport Day ภายในกระทรวงขึ้น ให้ทุกหน่วยงานส่งทีมแข่งขันตั้งแต่ลูกจ้าง พนักงาน ถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เพื่อกระตุ้นความต่อเนื่องของกจิกรรม แม้ว่างานด้านสุขภาพนี้ต้องใช้ลักษณะความเป็นวัฒนธรรมตามธรรมชาติ ไม่ใช่การบังคับ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีวิธีการกระตุ้นให้ตระหนักด้วย
องค์กรเรียนรู้สุขภาวะ สร้าง 'วัฒนธรรมสุขภาพ'
หัวใจสำคัญของโครงการองค์กรสุขภาวะ หรือ แผนงานเพิ่มขีดความสามารถสู่การเป็นหน่วยงานรัฐสุขภาวะภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นั้น ศ.ดร.นพ.พรชัย สิทธิศรัณย์กุล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการสมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้จัดการโครงการได้ชี้ให้เห็นว่า องค์กรรัฐสุขภาวะหรือรัฐไร้โรคนั้น หลักการอยู่ที่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ด้านสุขภาวะ (Healthy Organization) ร่วมกันในเครือข่าย ที่ต้องมีบุคลากรที่มีสุขภาพที่ดี (Healthy People) มีพฤติกรรมและสำนึกในการสร้างสุขภาพที่ดี (Healthy Behavior & Healthy Conscious)
อย่าง ไรก็ตามทางทีมงานโครงการก็จะเข้าไปกระตุ้นเติมเต็มความรู้เชิงเทคนิคใน กระบวนการบริหารจัดการสร้างสุขภาวะมากกว่าการให้เงินทุนอุดหนุน เนื่องจากองค์กรรัฐส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจเรื่องสุขภาวะอย่างแท้จริง ไม่เข้าใจในระเบียบขั้นตอนของกระบวนการในการสร้างเสริมสุขภาวะที่กินความ มากกว่าสุขภาพกาย ซึ่งส่งผลต่อการบริหารงบประมาณที่ไม่ได้ประสิทธิผล ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการเป็นระบบมากขึ้นโดยเฉพาะการติดตามประเมินผล กิจกรรมจึงเน้นจุดนี้
“เรา มุ่งผลระยะยาวเน้นการสร้างคนที่สร้างสุขภาพ ไม่มุ่งผลระยะสั้นแค่การผลักกิจกรรมออกมาจำนวนมากๆ แต่มุ่งให้ทุกคนตระหนักว่าการสร้างสุขภาพนั้นเป็นหน้าที่และวัฒนธรรมที่ต้อง เกิดขึ้น เน้นการปฏิบัติ ซึ่งเราทำหน้าที่เป็นเพียงแม่ไก่ในการฟักองค์กรนำร่องให้เป็นตัวอย่างแก่ หน่วยงานอื่นๆ ในการเป็นรัฐสุขภาวะที่ต้องมีทั้งสุขภาวะของบุคลการและองค์กรควบคู่กัน เราเพียงกระตุ้นหน่วยงานต่างๆ ที่ทำและยังไม่ได้ทำกิจกรรมลักษณะนี้ให้มาร่วมกันทำ และคาดว่า 3-5 ปีนี้ภาพการขยายจำนวนคนก็จะชัดเจนมากขึ้น ฉะนั้นโจทย์วันนี้จึงอยู่ที่องค์กรต่างๆ ว่ากล้าพอหรือไม่ที่จะสร้างกิจกรรมด้านสุขภาพแก่พนักงานให้มากกว่าที่มีอยู่”
ตัวอย่างทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของ 16 องค์กรรัฐที่มีความสำเร็จค่อนข้างเป็นรูปธรรมแล้ว ในการจะเป็นตัวอย่างการสร้างเสริมสุขภาวะคนในองค์กร ให้กับหน่วยงานอื่นๆ
เพื่อก้าวสู่ ‘รัฐไทยยุคใหม่...ที่ไร้โรค’
16 องค์กรตัวอย่างรัฐไร้โรค
โครงการ 'รัฐไร้โรค' นี้เป็นโครงการที่พยายามรวบรวมหน่วยงานของรัฐที่มีการจัดกิจกรรม บริหารจัดการและให้ความสำคัญด้านสุขภาพแก่บุคลากรมารวมกลุ่มเป็นเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ การจัดกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพร่วมกัน มีเป้าหมายหลักเพื่อยกระดับ 16 องค์กรนี้เป็น ‘องค์กรตัวอย่างในการขับเคลื่อนงานเสริมสร้างสุขภาพบุคลากรและสุขภาวะองค์กร ’ ให้กับหน่วยงานรัฐทั่วประเทศ ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2552 มีกรอบระยะเวลาดำเนินการ 15 เดือน มีทุนสนับสนุนการทำงานตลอดโครงการจากสสส.หน่วยงานละ 500,000 บาท
โดยร่วมมือกับ 16 องค์กรรัฐนำร่อง ได้แก่ 1.สำนักงานสตรีและกิจการครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2.สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม 3.จ.ชลบุรี 4.จ.สระบุรี 5.จ.อ่างทอง 6.อบจ.ฉะเชิงเทรา 7.อบจ.สมุทรสาคร 8.เทศบาลเมืองอ่างทอง 9.เทศบาลเมืองหนองปรือ จ.ชลบุรี 10.เทศบาลเมืองแก่งคอย จ.สระบุรี 11.เมืองพัทยา 12.สำนักงานเขตดุสิต 13.สำนักงานเขตคลองเตย 14.สำนักงานเขตตลิ่งชัน 15.สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และ 16. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
ในฐานะองค์กรหลักในการเสริมสร้างสุขภาวะให้กับคนไทยทั้งประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เห็นความสำคัญของการสร้างสุขภาพของคนไทย จึงเกิดโครงการนำร่องเสนอโมเดลแก้ปัญหาสุขภาพข้าราชการไทยในขณะนี้ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการเบิกค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของข้าราชการที่สูงขึ้น เรื่อยๆ ภายใต้โมเดลโครงการ ‘องค์กรรัฐสุขภาวะ’ หรือ‘โครงการแผนงานเพิ่มขีดความสามารถสู่การเป็นหน่วยงานรัฐสุขภาวะ’ ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีศ.ดร.นพ.พรชัย สิทธิศรัณย์กุล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการสมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย เป็นผู้จัดการโครงการแผนงาน

