ฟัน “สุพจน์” รวยผิดปกติ จ่อยื่นอัยการ ยึดเงิน 17.5 ล้าน ตกเป็นของแผ่นดิน

ป.ป.ช. ฟัน “สุพจน์” ร่ำรวยผิดปกติ จ่อยื่นอัยการ ยึดเงินของกลาง 18 ล.ตกเป็นของแผ่นดิน ระบุ 29 พ.ค.นี้ เตรียมขยายผลพิจารณา เงินฝากในบัญชี-ทรัพย์สินอื่นๆ เพิ่มเติม
วันที่ 24 พฤษภาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นนทบุรี นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. แถลงผลการพิจารณาในคดีข้อกล่าวหานายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม กรณีร่ำรวยผิดปกติ ภายหลังใช้เวลาประชุมกว่า 5 ชั่วโมง
นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ที่ประชุม คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในวันนี้ได้มีการพิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งอนุกรรมการฯ ยืนต่อที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีนายสุพจน์ร่ำรวยผิดปกติ โดยแบ่งการพิจารณาออกเป็น 3 ส่วนคือ 1.เงินของกลาง ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้อายัดจำนวน 18,121,000 บาท และทองคำรูปพรรณน้ำหนัก 10 บาท ซึ่งคนร้ายได้นำเงินที่ปล้นไปซื้อ 2.เงินฝากในบัญชีธนาคาร ตามที่นายสุพจน์ได้ยืนแสดงบัญชีไว้กับ ป.ป.ช. และ 3.ทรัพย์สินบางรายการ อาทิ รถยนต์
นายกล้านรงค์ กล่าวต่อว่า สำหรับวันนี้ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนกรณีร่ำรวยผิดปกติ เฉพาะเกี่ยวกับเงินของกลาง จำนวน 18,121,000 บาท และทองคำรูปพรรณน้ำหนัก 10 บาท ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้อายัดไว้เท่านั้น โดยพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ 1.เงินของกลางดังกล่าวเป็นของผู้ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่ ซึ่งจากการไต่สวนข้อเท็จจริง สอบปากคำผู้ต้องหาในคดี ฟังได้ว่า เงินของกลางดังกล่าวเป็นของนายสุพจน์จริง
2.ของกลางดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่นายสุพจน์ได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ โดยในประเด็นนี้ นายสุพจน์ ได้ชี้แจงว่า เงินสดที่ถูกปล้นไปจำนวน 5,068,000 บาทนั้น เป็นเงินสินสอดจำนวน 2,000,000 บาท เงินที่นายทศพร ปราบใหญ่บิดาของนายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ มอบให้เป็นทุนในการเริ่มต้นชีวิตครอบครัว 2,500,000 บาท และเงินรับไหว้จากญาติผู้ใหญ่ 568,000 บาท
ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเงินสินสอด จำนวน 2,000,000 บาท จากการตรวจสอบสภาพธนบัตรของกลางในคดี มีลักษณะผ่านการใช้แล้ว ไม่ได้เป็นธนบัตรใหม่ดังปรากฏในภาพถ่ายเงินสินสอดในงานมงคลสมรส และตามคำให้การของพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งไม่ปรากฏว่าธนบัตรมีปลอกคาดของโรงพิมพ์ธนบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยตามภาพถ่ายอีกเช่นกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติเอกฉันท์ว่า ไม่มีเงินสินสอดรวมอยู่ในเงินของกลางดังกล่าว
ส่วนเงินเริ่มต้นชีวิตครอบครัว 2,500,000 บาทนั้น เงินจำนวนดังกล่าว มีนายทศพร เพียงคนเดียวที่ยืนยันว่าให้เงินแก่บุตรชาย และเป็นการมอบให้ในที่ลับตา ไม่มีพยานบุคคลอื่นรู้เห็น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมาก ไม่น่าเชื่อว่า เงินจำนวนดังกล่าว มีส่วนร่วมอยู่ในเงินของกลาง จึงมีมติให้ยึด
ขณะที่เงินรับไหว้นั้น จากรายละเอียด หลักฐาน พิจารณาแล้วเชื่อได้ว่า มีการมอบให้จริงและอาจรวมอยู่ในเงินของกลางดังกล่าว
นายกล้านรงค์ กล่าวอีกว่า สำหรับเงินในส่วนที่เหลือจำนวน 13,053,000 บาท และทองคำรูปพรรณน้ำหนัก 10 บาท ฟังได้ว่า เป็นเงินของนายสุพจน์ ที่คนร้ายปล้นมาบ้านของนายสุพจน์ ในวันเกิดเหตุ ซึ่งไม่เคยแจ้งไว้ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.และไม่สามารถชี้แจงที่มาของเงินจำนวนดังกล่าวได้
“ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ และมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ เป็นเงินจำนวน 17,553,000 บาทและทองคำรูปพรรณน้ำหนัก 10 บาท ดังนั้น ให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต่อไป”
ทั้งนี้ สำหรับรายการทรัพย์สินของนายสุพจน์ ในส่วนอื่นๆ นั้น ทั้งกรณีเงินฝากในบัญชีธนาคาร ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ และทรัพย์สินอื่นๆ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เลื่อนการพิจารณาออกไปในการประชุมวันที่ 29 พ.ค. 2555
