ขอโอกาสประเทศไทย...ให้กระบวนการปรองดองได้เริ่มต้น
เขียนวันที่
วันอังคาร ที่ 25 กันยายน 2555 เวลา 06:31 น.
เขียนโดย
ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตคณะกรรมการ คอป.
ความ สนใจที่สาธารณชนและผู้ทีเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทุกฝ่ายได้ให้กับรายงาน ฉบับสมบูรณ์ของคอป.ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยต้องการ ความปรองดอง การออกมาวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ไม่ว่าจะ เป็นบวกหรือลบถือเป็นเรื่องปกติที่คาดหมายได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าประเทศไทยของเรายังอยู่ในบรรยากาศของความขัดแย้ง และอาจกล่าวได้ว่าคอป.ของประเทศไทยเป็น “คณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อความปรองดอง” หรือ “Truth and Reconciliation หรือ TRC” ชุดแรกของโลกที่ถูกตั้งขึ้นมาในท่ามกลางความขัดแย้ง ต่างจากประเทศอื่นๆซึ่งตั้ง TRC ขึ้นเมื่อความขัดแย้งยุติแล้วและทุกฝ่ายในความขัดแย้งต่างต้องการแสวงหาความ ปรองดอง และต่างทราบดีว่าการค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นในเหตุความรุนแรงและสาเหตุของ ความขัดแย้งเป็นจุดเริ่มต้นในการนำสังคมสู่ความปรองดอง เพราะความจริงดังกล่าวจะนำไปใช้ในการกำหนดความรับผิดชอบที่เหมาะสมของผู้ เกี่ยวข้องภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งและ เยียวยาเหยื่อความรุนแรงทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการนำเอาสาเหตุความรุนแรงมาศึกษาเป็นบทเรียนเพื่อ ป้องกันมิให้ความรุนแรงเกิดขึ้นอีกในอนาคต
จาก ประสบการณ์ของประเทศที่นำแนวทาง TRC มาใช้จนประสบความสำเร็จ จะเห็นได้ว่า TRC นำข้อมูล 3 ส่วนมาใช้เป็นหัวใจของกระบวนการสร้างความปรองดองสำหรับสังคมที่ประสบปัญหา ความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชนขนาดใหญ่ โดยเริ่มจาก (1) การหาข้อยุติในข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง (2) การค้นหาสาเหตุซึ่งเป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง และ (3)นำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อหาทางออกทั้งจากปัญหาที่พัวพันยุ่งเหยิงจากกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม และการหาทางออกระยะยาวเชิงโครงสร้าง กล่าวคือ เมื่อคู่ขัดแย้งยอมรับความจริงที่เป็นเหตุของความรุนแรงเมื่อใด ก็จะเป็นก้าวแรกที่สังคมมีความนิ่งพอที่คู่ขัดแย้งจะเปิดใจรับฟังมุมมองของ ฝ่ายตรงข้ามถึงสาเหตุของความขัดแย้ง และเมื่อสาเหตุของความขัดแย้งและมุมมองของผู้ที่เกี่ยวข้องในความขัดแย้งที่ แตกต่างกันได้เป็นที่รับรับรู้ในระหว่างคู่ขัดแย้งกันเองและในวงกว้าง ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจซึ่งกันและกันและการให้อภัยอาจเกิดขึ้นได้
แม้ ลักษณะความขัดแย้งในประเทศไทยจะแตกต่างจากประเทศอื่นๆ และความขัดแย้งยังไม่จบ แต่คอป.เลือกที่จะนำแนวทางของ TRC มาใช้ โดยรายงาน คอป. นำเสนอข้อมูล ๓ ส่วนใหญ่ๆในลักษณะเดียวกับ TRC ที่เป็นสากล กล่าวคือมีการนำเสนอข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความรุนแรง มีการวิเคราะห์ถึงรากเหง้าปัญหาที่นำมาสู่ความขัดแย้ง และนำเสนอข้อเสนอแนะในการสร้างความปรองดองในสังคมไทย การจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องนำเอาข้อมูลทั้ง ๓ ส่วนมาใช้อย่างสัมพันธ์กันดังกล่าวข้างต้น เมื่อใดที่คู่ขัดแย้งยอมรับ ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงได้ก็จะเป็นความสำเร็จก้าวแรก และจะเป็นจุดเริ่มต้นของก้าวต่อไปที่จะพูดคุยถึงสาเหตุของความขัดแย้ง และการหาทางออกร่วมกันอย่างจริงจังด้วย
ใน ขณะที่คู่ขัดแย้งและสังคมได้แสดงความเห็นที่แตกต่างและหลากหลายต่อรายงานของ คอป. ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีเพราะคอป.มีจุดยืนที่ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ประธานคอป.เน้นย้ำตลอดมาคือ “การยอมรับการตรวจสอบโดยประชาชน” แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะขอเรียกร้องก่อนการวิพากษ์วิจารณ์คือการให้เวลาใน การอ่านรายงานของคอป.อย่างละเอียดในทั้ง ๓ ส่วนที่ได้นำเสนอ (โดยอาจอ่านรายงานของคอป.ทั้งฉบับสมบูรณ์และฉบับย่อได้ที่ http://www.thaitruthcommission.org:81/thaitruth/) และทำความเข้าใจถึง “กระบวนการ” ในการนำข้อมูลของคอป.ไปใช้ในการสร้างความปรองดองเพื่อให้โอกาสประเทศไทยใน การที่จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการปรองดองอย่างจริงจังเสียที โดยผู้เขียนมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้
ประการแรก ใน ส่วนที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่กำลังเป็นปัญหาถกเถียงกันอยู่นั้น คอป.ได้ยืนยันตลอดมาว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็น“ชุดความจริง” ในมุมมองของ คอป. ที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริงได้ใช้ความพยายามในการนำเสนอตาม ข้อมูลที่ได้รับอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งหากอ่านดูอย่างละเอียดแล้วจะเห็นว่ามิได้มีเฉพาะเรื่อง “ชายชุดดำ” ตามที่เป็นข่าวเท่านั้น แต่มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบทบาทในการสลายการชุมนุมของกองทัพ บทบาทของรัฐบาลในขณะนั้น เป็นต้น การที่ผู้เกี่ยวข้องจะมีความเห็นที่แตกต่างหรือมีความเห็นที่สอดคล้องกับคอ ป.ย่อมเป็นความชอบธรรมที่ย่อมสามารถทำได้ สำหรับผู้ที่เห็นต่างก็อยากให้ทราบว่าคอป.ได้นำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไป ตรงมาตามข้อเท็จจริงที่ได้ค้นพบโดยไม่มีอคติ สำหรับผู้ที่เห็นด้วยหรือได้ประโยชน์จากรายงานของคอป.ก็ขอให้พึงระมัดระวัง การแสดงความเห็นในทางการเมืองที่จะทำให้คู่ขัดแย้งมองว่า คอป.ไม่เป็นกลางและเลือกข้าง ซึ่งเป็นการทำลายคุณค่าของรายงานของคอป.และกระบวนการปรองดองโดยตรง ทั้งนี้ ผู้เขียนขอเน้นว่าคอป.ได้ยืนยันตลอดมาว่าข้อเท็จจริงที่คอป.นำ เสนอเป็นข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจเหตุการณ์ความรุนแรงในมุมมองของคอป. มิได้เป็นการชี้ผิดชี้ถูกที่มีผลในทางกฎหมาย ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ประธานคอป.ก็ได้ยืนยันประเด็นดังกล่าวนี้กับสาธารณะมาตั้งแต่ต้น และในอนาคตอันใกล้ก็จะมีชุดความจริงอื่นๆที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริงของ เหตุการณ์ตามมาอีก เช่นจากของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นต้น ซึ่งรายงานฉบับนี้อาจเหมือนหรือแตกต่างจากความเห็นของ คอป.อีกเช่นกัน ข้อเท็จจริงต่างๆเหล่านี้ผู้เขียนมองว่าเป็นพัฒนาการและบรรทัดฐานที่สำคัญ ของสังคมไทยที่ต้องการตรวจสอบความจริงในกรณีที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นและมี ผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากเช่นนี้ อันจะเป็นหลักประกันในอนาคตว่าเหตุการณ์ที่น่าเสียใจนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
ประการที่สอง ด้วย ความตระหนักถึงความเป็นไปได้ในความแตกต่างของมุมมองเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใน เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว คอป.จึงได้นำเสนอไว้ในข้อเสนอแนะของคอป.ในข้อ ๕.๒.๒ ว่า“คอป.ขอเรียกร้อง ให้รัฐดำเนินการสืบสวน สอบสวน และนำตัวผู้กระทำผิดทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้รัฐต้องรับประกันว่าการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดจะเป็นไปอย่างเป็น ธรรม เสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา จำเลย และผู้เสียหายในคดีอาญาอย่างเคร่งครัด และได้รับการพิจารณาพิพากษาจากองค์กรตุลาการซึ่งมีความสามารถ มีความเป็นอิสระ และเป็นกลาง” ผู้เขียนจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง เกี่ยวกับประเด็นว่าอะไรคือข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความรุนแรง และขอให้นำข้อเท็จจริงทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยให้กระบวนการ ยุติธรรมทำหน้าที่ชี้ขาดในเรื่องนี้
ประการที่สาม หาก ทุกฝ่ายสามารถยอมรับให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ชี้ขาดเรื่อง “ความจริง” ของเหตุการณ์ความรุนแรงได้ ขั้นต่อไปของแนวทางการปรองดองก็คือการที่สังคมมาร่วมกันทำความเข้าใจถึง “ความจริง” ที่ลึกขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งคือ “รากเหง้าของความขัดแย้ง” ที่ คอป.ได้นำเสนอว่าเป็นปัญหาของ “สังคมในช่วงเปลี่ยนผ่าน” (social in transition) โดยได้วิเคราะห์เหตุการณ์ย้อนหลังไปเมื่อ ๑๕ ปีก่อนเป็นสองช่วง คือช่วงแรกเมื่อได้มีการนำรัฐธรรมนูญพ.ศ. ๒๕๔๐ หรือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมาใช้ และช่วงที่สองคือช่วงหลังการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ โดยพยายามให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจในมุมมองของอีกฝ่ายหนึ่งที่แตกต่างกัน โดยในช่วงแรกแม้มีความคาดหวังว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ จะเสริมสร้างประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย แต่ในความเป็นจริงได้นำไปสู่การกำเนิดของกลุ่มการเมืองใหม่ที่หลายฝ่ายมอง ว่ากลไกประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญในขณะนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ เกิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การแทรกแซงองค์การอิสระ และการฝ่าฝืนหลักนิติธรรมในหลายเรื่อง เกิดการชุมนุมเรียกร้องจนกระทั่งในที่สุดนำมาสู่การรัฐประหารเมื่อเดือน กันยายน ๒๕๔๙ ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องถูกบังคับให้ออกจากอำนาจ แต่การรัฐประหารซึ่งถือเป็นการทำลายหลักนิติธรรมที่ร้ายแรงที่สุด นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ยังทำให้สังคมไทยมีการแบ่งขั้วแบ่งสี และแตกต่างทางความคิดอย่างลึกซึ้งมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นอกจากนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายถึงการกระทำที่ขัดต่อหลักการ ประชาธิปไตยและไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมไม่ต่างจากในช่วงแรก มีการกล่าวถึงการกระทำในลักษณะสองมาตรฐานอย่างกว้างขวาง จนนำมาสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงในที่สุด ผู้เขียนเชื่อว่าการร่วมกันวิพากษ์ทำความเข้าใจถึงสาเหตุและรากเหง้าของ ปัญหาว่าเป็นสังคมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ด้วยความเข้าใจถึงจุดยืนและมุมมองที่ต่างกันของฝ่ายต่างๆ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการทำให้สังคมสามารถเรียนรู้จากปัญหาในอดีตและร่วม กันหาทางที่ทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้ซ้ำรอยเอีก ในส่วนนี้เวทีประชาเสวนาที่รัฐบาลจะจัดขึ้นก็อาจนำเอาข้อมูลของคอป.ในส่วน นี้ไปใช้ประโยชน์
ประการที่สี่ การ ทำความเข้าใจกับรากเหง้าของปัญหาจะมีผลดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อกระบวน การปรองดอง ในระยะสั้นสังคมต้องมาหารือร่วมกันว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมิใช่ เป็นการละเมิดกฎหมายในสถานการณ์ปกติ แต่เป็นช่วงที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสังคมที่แต่ละฝ่ายมี ความคิดความเชื่อต่างกัน ในช่วงเวลาเช่นนี้ควรมีการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเหมือนใน กรณีปกติทั่วไปหรือไม่ เรื่องใดควรมีการลงโทษอย่างเคร่งครัด เรื่องใดที่ผู้กระทำความผิดควรแสดงความรับผิดชอบด้วยวิธีอื่น เรื่องใดควรให้อภัย และเรื่องใดควรนำไปสู่การนิรโทษกรรมเพื่อให้สังคมก้าวต่อไป ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นสากลตามหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) และหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) สำหรับในระยะยาวนั้นต้องมาพิจารณาว่าจะช่วยกันแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ สำคัญได้อย่างไรเพื่อให้สังคมไทยเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตนำบทเรียนนั้น มาสร้างสังคมไทยให้กลับมาเข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในส่วนนี้รายงานของคอป.ได้นำเสนอแนวทางไว้ในส่วนข้อเสนอแนะ
ประการสุดท้าย แม้ คอป.จะสิ้นสุดลงแต่สังคมไทยควรพิจารณาร่วมกันว่าควรมีกลไกในลักษณะใดที่จะมา ทำหน้าที่รับผิดชอบในการขับเคลื่อนกระบวนการปรองดองต่อไปโดยอาจใช้ข้อมูลและ ข้อเสนอแนะส่วนหนึ่งจากที่คอป.ได้เสนอไว้หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากเครือข่ายต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งล้วนมี ความปรารถนาดีต่อประเทศไทย โดยกลไกดังกล่าวอาจเป็นหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจจากคู่ขัด แย้ง หรืออาจดำเนินการโดยเครือข่ายที่ประกอบด้วยภาคส่วนต่างๆที่เป็นที่ได้รับ ความไว้วางใจจากสังคมในความเป็นกลางมารวมตัวกันก็ได้
ประเทศ ไทยที่รักของเราได้อยู่ในวังวนของความขัดแย้งมาเป็นเวลายาวนานและความขัด แย้งได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในทุกๆด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง น่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายในความขัดแย้งต้องเสียสละให้โอกาสประเทศไทย โดยให้โอกาสกระบวนการในการสร้างความปรองดองได้เริ่มต้นเสียที
