ที่ใดไม่มีผู้ฟ้อง ที่นั้นไม่มีผู้พิพากษา

หลักที่สำคัญประการหนึ่งในกฎหมายวิธีพิจารณาความคือหลักที่ว่า “ที่ใดไม่มีผู้ฟ้อง ที่นั้นไม่มีผู้พิพากษา” (Wo kein Kläger, da kein Richter / Where no plaintiff, there no judge) หลักดังกล่าวนี้เป็นหลักที่สำคัญมากในกฎหมายวิธีพิจารณาความสมัยใหม่
หลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงได้กล่าวไว้ว่า
“ในปากประตูมีกระดิ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปก กลางบ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความ เจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวถึงเจ้าถึงขุนบ่ไร้ ไปลั่นกระดิ่งอันแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยินเรียก เมื่อถามสวนความแก่มันด้วยซื่อ บ่เข้าผู้ลักมักผู้ซ่อน เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พัน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด”
ดั่งนี้ แสดงว่าหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความในสมัยโบราณในบ้านเมืองเราเป็นไปตามหลักที่ว่า “แม้ไม่มีผู้ฟ้อง ก็มีผู้พิพากษาได้”
หลักที่ว่า “แม้ไม่มีผู้ฟ้อง ก็มีผู้พิพากษาได้” ดังความในหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงนี้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับเรื่องราวในภาพยนต์เรื่อง “เปาบุ้นจิ้น” กล่าวคือ เมื่อมีผู้ไปตีกลองที่แขวนไว้หน้าศาล “เปาบุ้นจิ้น” ก็จะสั่งเปิดศาลชำระความกันเลยทีเดียว
การชำระคดีในสมัยโบราณหรือในสมัยพ่อขุนรามคำแหงหรือการชำระคดีของ “เปาบุ้นจิ้น” คือ การชำระคดีในระบบการดำเนินคดีที่เรียกว่า “ระบบไต่สวน”
“ระบบไต่สวน” คือ ระบบการดำเนินคดีที่ไม่มีการแยก “หน้าที่สอบสวนฟ้องร้อง” และ “หน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี” ออกจากกัน แล้วให้องค์กรในการดำเนินคดี ที่ต่างหากจากกันเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ แต่การดำเนินคดีทั้งหมดตกอยู่ในมือของผู้พิพากษาหรือศาล และในการดำเนินคดีตาม “ระบบไต่สวน” นั้น ผู้ถูกไต่สวนแทบจะไม่มีสิทธิอะไรเลย เขามีสภาพไม่ต่างอะไรกับวัตถุชิ้นหนึ่ง กล่าวคือ ผู้ถูกไต่สวนตกเป็น “กรรมในคดี” (Prozessobjekt / procedural object)[1]ในการดำเนินคดีในสมัย
[1] ดู คณิต ณ นคร กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พิมพ์ครั้งที่ ๘ สำนักพิมพ์วิญญูชน มีนาคม ๒๕๕๕ หน้า ๖๐ – ๖๑
โบราณผู้พิพากษาจึงสั่งเฆี่ยนผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยได้ ดังจะเห็นได้ในภาพยนตร์เรื่อง “เปาบุ้นจิ้น”
การดำเนินคดีใน “ระบบไต่สวน” ในปัจจุบันนี้ไม่มีอีกแล้วไม่ว่าในประเทศใดในโลกรวมทั้งในประเทศไทยเราด้วย
การดำเนินคดีในปัจจุบันใช้ “ระบบกล่าวหา” กล่าวคือ มีการแยก “หน้าที่สอบสวนฟ้องร้อง” กับ “หน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี” ออกจากกันแล้วให้องค์กรในการดำเนินคดีที่ต่างหากจากกันเป็นผู้ทำหน้าที่ทั้งสองนั้น และยกฐานะของผู้ถูกกล่าวหาจากการเป็น “กรรมในคดี” ขึ้นเป็น “ประธานในคดี” (Prozess-subjekt / procedural subject)
ผู้ถูกกล่าวหาก็เป็นมนุษย์ ดังนั้น ผู้ถูกกล่าวหาจึงต้องเป็นผู้ทรงสิทธิ (Rechtssubjekt / subject of law) การเป็น “ประธานในคดี” ของผู้ถูกกล่าวหาตาม “ระบบกล่าวหา” ก็คือการให้ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิต่าง ๆ ในคดี เช่น สิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ สิทธิที่จะมีทนายความช่วยเหลือ เป็นต้น และกฎหมายยังบัญญัติห้ามกระทำมิชอบต่อผู้ถูกกล่าวหาไว้อีกด้วย กล่าวคือ เสรีภาพในการตัดสินใจของผู้ถูกกล่าวหาจะละเมิดมิได้[๑]
แต่จะด้วยเกิดความเข้าใจผิดหรือเกิดจากการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษากฎหมายทั้งในสถาบันทางวิชาการและในสถาบันทางวิชาชีพหรืออย่างไรไม่ทราบได้ ผลปรากฏว่าศาลของประเทศไทยเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญและ ศาลยุติธรรมในบางครั้งได้ดำเนินคดีในศาลไปอย่างย้อนยุค กล่าวคือ เรายังพบเห็น การดำเนินคดีในศาลในรูปแบบสมัยพ่อขุนรามคำแหงหรือในรูปแบบของ “ศาลไคฟง” ของ “เปาบุ้นจิ้น” อยู่ในบางเรื่อง ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าการที่จะได้กล่าวถึงเรื่องนี้กันบ้างก็คงจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อวงการเรียนการสอนกฎหมายและวงการนักกฎหมาย
๑. การย้อนยุคของศาลรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
ส่วนที่ ๑๓ กล่าวถึง สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ โดยมาตรา ๖๘ บัญญัติว่า
“มาตรา ๖๘ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้
ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำดังกล่าว
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองตามวรรคสาม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบในขณะที่กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นระยะเวลา ห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งดังกล่าว”
บทบัญญัติมาตรา ๖๘ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ได้บัญญัติให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น จึงเป็นไปตามหลักที่ว่า “เมื่อมีผู้ฟ้อง ก็ย่อมมีผู้พิพากษาหรือตุลาการ”
อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายของไทยเราก็ยังตีความบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวแตกต่างจากหลักออกไป กล่าวคือ มีการตีความกันไปว่าบทบัญญัติ ดังกล่าวหาได้จำกัดเฉพาะอัยการสูงสุดที่จะฟ้องหรือยื่นคำร้องแต่ผู้เดียวไม่ ใคร ๆ ก็สามารถที่จะฟ้องหรือยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ การตีความเช่นที่กล่าวมานี้จึงส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญของเรากลายเป็น “ศาลไคฟง” ของ “เปาบุ้นจิ้น” ไปทันที
ยิ่งไปกว่านั้นในสังคมเรายังมีการพูดถึง “ตุลาการภิวัฒน์” (Judicial Activism) อีกด้วย กรณีจึงทำให้อำนาจตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญต้องถูกสงสัยว่าบังคับใช้กฎหมายตามความเชื่อส่วนบุคคลหรือการเมืองไป[๒]
เกี่ยวกับการตีความกฎหมายนั้น ดูเหมือนนักกฎหมายของไทยเราจะพิจารณากันเพียงที่ตัวอักษรเป็นเกณฑ์เท่านั้น ในการตีความกฎหมายอาญาเราก็กล่าวกันว่า “กฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด” อันเป็นไปตามแบบอย่างของ Common Law ทั้ง ๆ ที่ระบบกฎหมายของไทยเราเป็น Civil Law[๓]
หลักในการตีความกฎหมายใน Civil Law นั้น ในทางวิชาการมี ๔ หลัก คือ
(๑) การตีความตามหลักภาษา (grammatische Auslegung / grammatical interpretation)
(๒) การตีความตามความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบของกฎหมาย (systematische Auslegung / systematical interpretation)
(๓) การตีความตามประวัติความเป็นมาของกฎหมาย (historische Auslegung / historitical interpretation) และ
(๔) การตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย (teleologische Auslegung / teleological interpretation)
กล่าวโดยสรุปก็คือว่า การตีความบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวที่ผ่านมาที่ดูเหมือนจะอ้างกันถึงกระบวนการ “ตุลาการภิวัฒน์” นั้น ผู้เขียนเห็นว่าไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ในการตีความกฎหมายดังกล่าวมาแล้วแต่อย่างใด ซ้ำยังทำให้การย้อนยุคเกิดขึ้น ดังนั้น การตีความกันในกรณีที่เป็นปัญหาดังกล่าวที่ว่าใคร ๆ ก็ได้สามารถยื่น คำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้นั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักที่ว่า “ที่ใดไม่มีผู้ฟ้อง ที่นั้นไม่มีผู้พิพากษา” อันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความสมัยใหม่
ดังนั้น สำหรับกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ มานี้นั้น เมื่ออัยการสูงสุดไม่ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแต่มีผู้อื่นยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งรับคำร้องและวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่ได้
ในอีกมุมหนึ่ง การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็น “กระบวนพิจารณา” (Prozesshandlung / Procedural Act) อย่างหนึ่ง การตีความและการอธิบายการกระทำของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีดังกล่าวนี้ก็ไม่ถูกต้องด้วยหลักเรื่อง “กระบวนพิจารณา” เช่นเดียวกัน เพราะ “กระบวนพิจารณา” คือ การกระทำใด ๆ อันเกี่ยวด้วยคดีของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี[๔] การที่ใครต่อใครได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวนั้น แม้การกระทำของผู้ยื่นคำร้องเป็นการกระทำอันเกี่ยวด้วยคดีก็ตาม แต่ผู้ยื่นคำร้องหาใช่ผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีแต่ประการใดไม่ การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งรับคำร้องของผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องในคดีไว้และได้วินิจฉัยไปนั้น จึง ไม่ถูกต้องตามหลัก “กระบวนพิจารณา” แต่อย่างใดอีกด้วย และที่สำคัญยังทำให้เกิดการย้อนยุคขึ้น
๒. การกระทำประหนึ่งเป็นการย้อนยุคของศาลยุติธรรม
นอกจากศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการอย่างย้อนยุคดังตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ในความเห็นของผู้เขียนศาลยุติธรรมเองก็ดูจะได้ดำเนินการทำนองย้อนยุคเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีกรณีเกิดขึ้นที่ศาลอาญา กล่าวคือ ในคดีอาญาเรื่องหนึ่งที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องไว้แล้วและในคดีนี้มีจำเลยหลายคนรวมทั้ง นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก รวมอยู่ด้วย และจำเลยทั้งหมดในคดีดังกล่าวนี้ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าวันหนึ่ง นายยศวริศฯ จำเลยได้ไปกล่าวปราศรัยทางการเมืองเป็นทำนองข่มขู่ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ผลปรากฏว่านายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ได้ไปยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีดังกล่าวนี้
ประเด็นข้อกฎหมายในเบื้องต้นจึงมีว่า เจ้าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญก็ดี สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็ดี ที่ต่างเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวจำเลยนั้น มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวจำเลยของศาลได้หรือไม่
กรณีที่ได้กล่าวมานี้ตามข่าวกล่าวว่าศาลอาญาวินิจฉัยว่าผู้ร้องทั้งสองมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวจำเลยในคดีดังกล่าวมานั้นได้ และ ศาลอาญาได้สั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวจำเลยบางคน คือ สั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวเฉพาะนายยศวริศ ชูกล่อม จำเลย
การที่ศาลอาญารับคำร้องของผู้ร้องทั้งสองไว้พิจารณานั้น แสดงว่าการยื่น คำร้องของผู้ร้องทั้งสองในความเห็นของศาลอาญาเป็น “กระบวนพิจารณา” อย่างหนึ่งที่กระทำได้ ผู้เขียนจึงเห็นสมควรจะได้วิเคราะห์คำสั่งของศาลอาญาในแง่มุมของเรื่อง “กระบวนพิจารณา” ต่อไป
คำว่า “กระบวนพิจารณา” มีปรากฏในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กล่าวคือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๗) ได้ให้นิยามคำว่า “กระบวนพิจารณา” ว่า
“กระบวนพิจารณา” หมายความว่า การกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวด้วยคดี ซึ่งได้กระทำไปโดยคู่ความในคดีนั้น หรือโดยศาล หรือตามคำสั่งศาล ไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่าย และรวมถึงการส่งคำคู่ความและเอกสารอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้
ดั่งนี้ สรุปความหมายของ “กระบวนพิจารณา” ได้ว่า
“กระบวนพิจารณา” คือ การกระทำใด ๆ อันเกี่ยวด้วยคดีของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี
โดยที่ในคดีอาญาก็มี “การกระทำ” (Handlung / Act) อันเกี่ยวด้วยคดีของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอยู่ด้วยเช่นเดียวกับในคดีแพ่ง ในคดีอาญาจึงมี “กระบวนพิจารณา” เช่นเดียวกับในคดีแพ่ง[๕]
ก่อนที่ผู้เขียนจะกล่าวต่อไปถึงเรื่อง “กระบวนพิจารณา” ในคดีอาญา ผู้เขียนใคร่ขอกล่าวด้วยว่าเรื่อง “กระบวนพิจารณา” ในวิธีพิจารณาความอาญานั้น เราเพิ่งจะมีการศึกษากัน เพราะผู้เขียนไม่พบว่าก่อนหน้าที่ผู้เขียนจะเขียนบทความเกี่ยวกับ “กระบวนพิจารณา” ในคดีอาญา กล่าวคือ บทความเรื่อง “กระบวนพิจารณาของศาล : ชอบหรือไม่ชอบ ?” ลงพิมพ์ใน วารสารอัยการ ประจำเดือนมีนาคม ๒๕๒๒ ได้มีตำรา
หรือคำอธิบายกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากล่าวถึงเรื่องนี้ไว้แล้วหรือไว้บ้างแล้ว
ดังกล่าวมาแล้วว่า “กระบวนพิจารณา” คือ การกระทำใด ๆ อันเกี่ยวด้วยคดีของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี “กระบวนพิจารณา” จึงมีส่วนประกอบสองส่วนประกอบกัน คือ
(๑) การกระทำอันเกี่ยวด้วยคดี และ
(๒) การกระทำอันเกี่ยวด้วยคดีนั้น ต้องเป็นการกระทำของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี
คดีที่นายยศวริศ ชูกล่อม กับพวกตกเป็นจำเลยนั้น เป็นคดีของรัฐ กล่าวคือ เป็นคดีที่พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหมดต่อศาลอาญาในความผิดฐานก่อการร้าย การยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวจำเลยเป็นการกระทำอันเกี่ยวด้วยคดี ก็จริง แต่ “ผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี” ในคดีนี้คือ “พนักงานอัยการ” ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าผู้ที่จะยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวก็คือพนักงานอัยการ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือพนักงานอัยการเท่านั้นที่จะสามารถดำเนิน “กระบวนพิจารณา” ยื่นคำร้องขอให้ เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวจำเลยได้ เจ้าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หาใช่ผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีแต่อย่างใดไม่ จึงไม่มีอำนาจดำเนิน “กระบวนพิจารณา”
การปล่อยชั่วคราวมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลเห็นเองโดยลำพัง (ex officio) แต่เป็น เรื่องที่จะต้องมีการร้องขอ[๖]
สรุปว่า ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใดผู้เขียนจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอาญาในกรณีที่ได้เกิดขึ้นดังกล่าวมาแล้วนั้น
๓. การนิติบัญญัติที่ดูจะกระทำอย่างย้อนยุค
การศึกษากฎหมายอาญาในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเรายังเป็นการศึกษาที่ไม่ครบวงจร กล่าวคือ เรามีการศึกษาเฉพาะ “กฎหมายอาญา” และ “กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา” เท่านั้น แต่เรายังไม่ได้มีการศึกษา “กฎหมายว่าด้วยการบังคับโทษ” (Strafvollzugsrecht / Penalty Law หรือ Prison Law) และหากการศึกษากฎหมายอาญาจักได้กระทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วเราต้องศึกษา “กฎหมายอาญาระหว่างประเทศ” (Völkerstrafrecnt / International Criminal Law) อีกลักษณะหนึ่งด้วย
ในขณะที่ผู้เขียนกำลังศึกษากฎหมายในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีนั้น ผู้เขียนได้พบเอกสารวิจัยเรื่อง “การบังคับโทษในประเทศญี่ปุ่น” (Strafvollzug in Japan) ซึ่งเขียนโดยคนเยอรมันชื่อ Dieter Bindzus และคนญี่ปุ่นชื่อ Akira Ishii เอกสารวิจัยนี้พิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ Carl Heymanns Verlag KG เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๗๗ ผู้เขียนจึงได้ซื้อติดมือมาด้วยเมื่อผู้เขียนเดินทางกลับมาประเทศไทยเราเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๒๐ โดยผู้เขียนตั้งใจว่าหากผู้เขียนมีโอกาสผู้เขียนจะผลักดันให้มีการเรียนการสอน “กฎหมายว่าด้วยการบังคับโทษ” ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเราด้วย และในที่สุดเมื่อผู้เขียนดำรงตำแหน่งคณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และคณะนิติศาสตร์ฯ ได้จัดให้มีการเรียนการสอนในชั้นปริญญาเอกขึ้นใน ปีการศึกษา ๒๕๔๗ ผู้เขียนจึงได้ผลักดันให้อาจารย์ท่านหนึ่งในคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ได้ศึกษาในชั้นปริญญาเอกและให้ทำวิทยานิพนธ์ในชั้นปริญญาเอกเกี่ยวกับ “กฎหมายว่าด้วยการบังคับโทษ” และในขณะเดียวกันคณะนิติศาสตร์ฯ ก็ได้บรรจุวิชา “กฎหมายว่าด้วยการบังคับโทษ” เข้าไปในหลักสูตรชั้นปริญญาตรีและผู้เขียนได้มอบหมายให้อาจารย์ท่านดังกล่าวนี้เป็นผู้บรรยายควบคู่กันไปด้วย และบัดนี้อาจารย์ท่านนี้ได้สำเร็จชั้นปริญญาเอกแล้ว อาจารย์ท่านนี้ คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี วรภัทร์
บัดนี้การเรียนการสอน “กฎหมายว่าด้วยการบังคับโทษ” ในคณะนิติศาสตร์ แห่งนี้ยังได้กระทำในชั้นปริญญาโทอีกด้วย ดังนั้น ในปัจจุบันนี้คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นแห่งเดียวที่มีการเรียนการสอนกฎหมายอาญาอย่างครบวงจร และหากคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะได้มีการจัดการเรียนการสอน “กฎหมายอาญาระหว่างประเทศ” เพิ่มขึ้นอีกก็จะมีความสมบูรณ์ในที่สุด
คำว่า “การบังคับคดีอาญา” (Strafvollstreckung / execution of judgment) กับคำว่า “การบังคับโทษอาญา” (Strafvollzug / penal administration) ในประเทศไทยเราก็ยังมีความเข้าใจสับสนกันอย่างมาก
“การบังคับคดีอาญา” เป็นกระบวนการที่กระทำไปเพื่อให้มีการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด รวมตลอดทั้งการวินิจฉัยสั่งการอันเกี่ยวเนื่องกับการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วนั้นด้วย
“การบังคับคดีอาญา” เป็นเรื่องของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ ผู้บังคับคดีอาญาตามกฎหมายของไทยเราคือศาลหรือผู้พิพากษา (ดู ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕) แต่ “การบังคับคดีอาญา” ในประเทศใน “ยุโรปภาคพื้น” (Continental Europe) เป็นภารกิจของพนักงานอัยการ กล่าวคือ “เจ้าพนักงานบังคับคดีอาญา” คือ พนักงานอัยการ[๗]
“การบังคับโทษอาญา” เป็นกระบวนการที่อยู่นอกวิธีพิจารณาความอาญา กล่าวคือ “การบังคับโทษอาญา” ต้องเป็นไปตาม “กฎหมายว่าด้วยการบังคับโทษ” หรือ “กฎหมายราชทัณฑ์” ดังนั้น “การบังคับโทษอาญา” จึงเป็นภารกิจขององค์กรราชทัณฑ์ กล่าวคือ “การบังคับโทษอาญา” เป็นเรื่องของอำนาจบริหารหาใช่อำนาจตุลาการไม่
บทบัญญัติในภาค ๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อันว่าด้วย “อภัยโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นโทษเบา และลดโทษ” นั้น เป็นบทบัญญัติของ “กฎหมายว่าด้วยการบังคับโทษ” หาใช่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ เพราะกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสิ้นสุดที่ “การบังคับคดีอาญา”[๘]
เมื่อปี ๒๕๕๐ รัฐสภาได้ตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ. ๒๕๕๐ และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้เพิ่มมาตรา ๘๙/๒ ลงในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่โดยปราศจากความเข้าใจในทางเนื้อหาของเรื่อง บทบัญญัติของมาตรา ๘๙/๒ ซึ่งเป็นบทบัญญัติของ “กฎหมายว่าด้วยการบังคับโทษ” จึงปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาแทนที่จะไปบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. ๒๔๗๙ หรือไปบัญญัติไว้ในภาค ๗ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
เมื่อภารกิจเกี่ยวกับ “กฎหมายว่าด้วยการบังคับโทษ” เป็นภารกิจของอำนาจบริหารหรือเป็นภารกิจองค์กรราชทัณฑ์ที่จะต้องเป็นหลักในการดำเนินการ ดังนั้น บทบัญญัติของมาตรา ๘๙/๒ นอกจากอยู่ผิดที่ผิดทางแล้วยังกลับไปบัญญัติด้วยว่า “ในกรณีจำเป็น...ฯลฯ.....เมื่อศาลเห็นสมควร”
บทบัญญัติมาตรา ๘๙/๒ ในส่วนที่บัญญัติว่า "เมื่อศาลเห็นสมควร” นั้น ผู้เขียนเห็นว่าผิดหลักการในทางกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง เพราะศาลหรือผู้พิพากษาไม่ใช่องค์กร “การบังคับโทษอาญา” การบัญญัติให้ศาลเห็นสมควรเองจึงผิดหลักการไปเลยทีเดียว เทียบได้กับ “การมีผู้พิพากษา โดยไม่มีผู้ฟ้องหรือร้อง” เหตุนี้ ผู้เขียนจึงเห็นว่าบทบัญญัติในส่วนนี้ก็เป็นบทบัญญัติที่เป็นการย้อนยุคของการนิติบัญญัติของประเทศ
สรุปและเสนอแนะ
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาในปัญหาที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ วรรคสอง ที่ได้ถูกยึดโยงไปถึงเรื่อง “ตุลาการภิวัฒน์” นั้น ทำให้อำนาจตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญตกอยู่ในความสงสัยว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายตามความเชื่อส่วนบุคคลหรือการเมืองไป ทางปฏิบัติของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีดังกล่าวผู้เขียนจึงเห็นว่าหาใช่เรื่องของตุลาการภิวัฒน์ไม่ หากแต่เป็นเรื่องของการย้อนยุคมากกว่า เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าใคร ๆ ก็ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ซึ่งเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญได้ทำตัวเป็นศาลสมัยพ่อขุนรามคำแหงหรือเป็น “ศาลไคฟง” ของ “เปาบุ้นจิ้น” นั่นเอง
ศาลรัฐธรรมนูญในยุคแรกหรือศาลรัฐธรรมนูญในยุคหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนั้น ถูกคาดหวังว่าจะเป็นหลักของบ้านเมืองหลังการปฏิรูปการเมืองโดยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่การณ์กลับปรากฏว่าตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญเองได้ทำการบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมายใน “คดีซุกหุ้น” กรณีจึงเป็นการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญได้สร้าง รอยด่างให้แก่องค์กรทีเดียว[๙] และจะด้วยเหตุดังกล่าวนี้หรือไม่ก็ตามทีศาลรัฐธรรมนูญในยุคแรกจึงถูกยกเลิกไปพร้อมกับการยึดอำนาจรัฐเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๓๙
สำหรับศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้นั้น เป็นศาลรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นใหม่ และโดยที่ศาลรัฐธรรมนูญเดิมมีปัญหาเรื่องความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน[๑๐] ศาลรัฐธรรมนูญใหม่นี้จึงชอบที่จักต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจตุลาการขององค์กร ของตน และต้องพยายามสร้างความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนเพื่อรักษาองค์กรไว้ ให้มั่นคง แต่เท่าที่ผู้เขียนสังเกตดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น
เรื่องที่เกี่ยวกับศาลยุติธรรมที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้นนั้น ในมุมมองของผู้เขียนจึงเป็นเรื่องทำนองการย้อนยุคเช่นเดียวกัน แม้การย้อนยุคของศาลยุติธรรมจะไม่มี ข้อกล่าวหาใด ๆ ที่ร้ายแรงติดตามมาดังเช่นกรณีศาลรัฐธรรมนูญเดิมก็ตามที แต่การทำความเข้าใจหลัก “ที่ใดไม่มีผู้ฟ้อง ที่นั้นไม่มีผู้พิพากษา” ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการนักกฎหมายและวงการเรียนการสอนกฎหมาย
ในด้านนักกฎหมายนั้น ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยวิจารณ์นักกฎหมายว่า “ผมมีประเด็นจะวิจารณ์อยู่อย่างเดียว แล้วก็ใช้คำเดียวด้วยซ้ำไป ผมว่านักกฎหมายแคบ .....”
และกล่าวว่า “การศึกษาไทยผลิตช่าง ช่างประเภทต่าง ๆ นักกฎหมายก็ช่างกฎหมายเท่านั้นเอง เราไม่สนใจความรู้ความเข้าใจในวิชาจริง ๆ”[๑๑]
สำหรับผู้เขียนเองก็เคยกล่าวในคำนำตำรา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ของผู้เขียน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑ เจริญวิทย์การพิมพ์ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ ทำนองเดียวกันว่า
“กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิใช่หลักปฏิบัติ (rule) แต่เป็นกฎหมาย (law)
การที่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ในหลายเรื่องไม่ตรงกับทางปฏิบัติจึงเป็นธรรมดา เพราะหลักกฎหมายของประเทศประมวลกฎหมายเป็นเช่นนั้นและหลักกฎหมายบางอย่างเป็นสากล สิ่งที่สำคัญก็คือนักกฎหมายจะต้องเป็น “วิศกร” มิใช่ “ช่างฝีมือ”
คำกล่าวของผู้เขียนจึงสอดคล้องกับข้อวิพากษ์นักกฎหมายของศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์
เมื่อเช่นนี้จึงชอบที่สถาบันการศึกษากฎหมายทั้งในทางวิชาการและในทางวิชาชีพจักต้องตระหนักให้มาก เพราะนักกฎหมายก็เป็นผลิตผลของสถาบันการศึกษากฎหมาย ซึ่งหากสถาบันการศึกษากฎหมายยังศึกษากฎหมายวิธีสบัญญัติตามแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาโดยไม่แยกแยะแล้ว ก็ย่อมจะต้องตกเป็นลูกหนี้ชั้นต้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
[๑] ดู รายละเอียดใน คณิต ณ นคร กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พิมพ์ครั้งที่ ๘ สำนักพิมพ์วิญญูชน มีนาคม ๒๕๕๕ หน้า ๑๓๔ – ๑๔๗
[๒] ดู วีกิพีเดีย หรือ ดู บทบรรณาธิการ ไทยโพสต์ ฉบับประจำวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เป็นต้น
[๓] ดู คณิต ณ นคร “นิติธรรมอำพรางในนิติศาสตร์ไทย” นิติธรรมอำพรางในนิติศาสตร์ไทย (หนังสือรวมบทความ) สำนักพิมพ์วิญญูชน กันยายน ๒๕๔๘
[๔] ดู ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๗) และดู คณิต ณ นคร กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งภาคการดำเนินคดี พิมพ์ครั้งที่ ๒ สำนักพิมพ์วิญญูชน พฤศจิกายน ๒๕๕๒ หน้า ๑๘๖ – ๑๘๗ กับดู คณิต ณ นคร กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พิมพ์ครั้งที่ ๘ สำนักพิมพ์วิญญูชน มีนาคม ๒๕๕๕ หน้า ๑๖๑
[๕] ดู คณิต ณ นคร กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พิมพ์ครั้งที่ ๘ สำนักพิมพ์วิญญูชน มีนาคม ๒๕๕๕ หน้า ๑๖๑
[๖] ดู คณิต ณ นคร กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พิมพ์ครั้งที่ ๘ สำนักพิมพ์วิญญูชน มีนาคม ๒๕๕๕ หน้า ๓๘๙
[๗] ดู คณิต ณ นคร กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พิมพ์ครั้งที่ ๘ สำนักพิมพ์วิญญูชน มีนาคม ๒๕๕๕ หน้า ๔๒ – ๔๓
[๘] ดู คณิต ณ นคร กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พิมพ์ครั้งที่ ๘ สำนักพิมพ์วิญญูชน มีนาคม ๒๕๕๕ หน้า ๖๖๑
[๙] ดู คณิต ณ นคร “การบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมาย” หักดิบกฎหมาย สำนักพิมพ์วิญญูชน กันยายน ๒๕๕๐ หน้า ๑๑
[๑๐] ดู คณิต ณ นคร “การบิดเบือนหรือหักดิบกฎหมาย” หักดิบกฎหมาย พิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิญญูชน กันยายน ๒๕๕๐ หน้า ๑๓
[๑๑] รายละเอียด ดู หนังสือ บุคคลหลายหลากวิพากษ์นักกฎหมาย หนังสืองานวิชาการรำลึก ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ครั้งที่ ๑๑ จัดโดยกองทุนศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันเสาร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๙ ห้องแอลที ๑ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงพิมพ์เดือนตุลา หน้า ๑๑
