กสท.คิดไม่ตกเพดานถือครองไลเซนส์ทีวีดิจิตอล
กสท.คิดไม่ตกกำหนดเพดานช่องทีวีดิจิตอล จะ 2 หรือ 3 ช่อง หวั่นรายใหญ่ไม่เข้าประมูล-รายเล็กไม่ได้เกิด

เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่โรงแรมสุโกศล สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น เรื่องกำหนดเพดานการถือครองการถือครองใบอนุญาตทีวีดิจิตอล โดยมีนายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมและกำกับการแข่งขันในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสท.มาร่วมรับฟัง
โดยนายธวัชชัยกล่าวว่า สำหรับการให้ใบอนุญาต (license) ทีวีดิจิตอลประเภทธุรกิจ 24 ช่อง ที่ต้องใช้วิธีการประมูล และ กสท.ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 1.ช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว 5 ช่อง 2.ช่องข่าว 5 ช่อง 3.ช่องทั่วไป 10 ช่อง รวมถึงช่องความละเอียดสูง (High Definition - HD) อีก 4 ช่อง ซึ่งโดยหลักเกณฑ์ผู้ประกอบการ 1 รายจะถือครองได้กลุ่มละแค่ 1 ช่องอยู่แล้ว ทั้งนี้ โมเดลที่ กสท.พิจารณาอยู่ ก็คือ (1) ให้มีเพดานถือครองไม่เกินรายละ 2 ช่อง (cap 2) ซึ่งข้อดีคือรายเล็กหรือรายกลางมีโอกาสเกิดมากขึ้น แต่ข้อโต้แย้งก็คือศักยภาพในการทำเนื้อหาจะไม่เท่ารายใหญ่ และ (2) ให้มีเพดานถือครองไมเกินรายละ 3 ช่อง (cap 3) ข้อดีคือส่งเสริมรายใหญ่มีศักยภาพเข้ามาร่วมประมูล แต่มีข้อโต้แย้งทำให้เนื้อหาขาดความหลากหลาย
“ผมอยากฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมทีวีทุกคน ก่อนจะนำความเห็นดังกล่าวไปสรุปเพื่อนำเสนอที่ประชุม กสท.พิจารณา ในวันที่ 25 ก.พ.นี้ ที่จะมีการพิจารณาว่าจะกำหนดเพดานการถือครองไว้กี่ช่อง ส่วนหลักเกณฑ์การประมูลและคุณสมบัติผู้เข้าร่วมประมูลจะมีการพิจารณาในการประชุม กสท.วันที่ 4 ก.พ.นี้” นายธวัชชัยกล่าว
ทั้งนี้ ได้มีการแจกเอกสารสรุปผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการรับชมฟรีทีวีของผู้บริโภค ในเดือน ก.พ.2555 โดยสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 7 มีสัดส่วนผู้ชมสูงสุด 46.15% รองลงมาเป็นสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 มีสัดส่วนผู้ชม 33.29% โดยรายได้ส่วนใหญ่ของช่อง 7 มาจากรายการทั่วไปโดยเฉพาะละครหลังข่าว ส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของช่อง 3 มาจากรายการข่าว นอกจากนี้ จากการเก็บข้อมูลเม็ดเงินโฆษณาในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2555 ก็ชัดเจนรายการทั่วไปมีศักยภาพในการเรียกผู้ชุมและดูดเม็ดเงินโฆษณาสูงที่สุด (65.7%) รองลงมาได้แก่รายการข่าว (32.7%) ส่วนรายการเด็ก และเยาวชนน้อยที่สุด (1.6%) จึงสมควรได้รับการสนับสนุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการประชุมรับฟังความคิดเห็นที่ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง มีการเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย อาทิ ให้แยกกลุ่ม (tier) รายเล็ก-รายใหญ่ แล้วประมูลแยกกัน ให้เพิ่มราคาตั้งต้นการประมูลแบบทวีคูณ เช่น ใบแรก 1 เท่า ใบที่สอง 2 เท่า ใบที่สาม 4 เท่า นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการบางราย แสดงความเป็นห่วงหลักเกณฑ์การประมูลของ กสท.ที่ยังไม่ชัดเจน อาทิ เรื่องค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิตอล เพราะหากมีราคาสูงจนทำให้ต้นทุนแพงกว่าทีวีดาวเทียม ผู้ประกอบการหลายรายก็อาจจะคิดหนักที่จะเข้าร่วมการประมูล
น.ส.สุภิญญาให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดในการประมูล license ทีวีดิจิตอลเวลานี้ ก็คือ กสท.ยังมองตลาดไม่ขาด เพราะหากกำหนดเพดานไว้ 2 ช่อง รายใหญ่ที่ยังมีสัมปทานอยู่ก็อาจจะไม่เข้ามาร่วมประมูล จนทำให้บรรยากาศการประมูลไม่คึกคักเท่าที่ควร แต่ถ้ากำหนดเพดานไว้ 3 ช่อง รายใหญ่จะโดดเข้ามาร่วมประมูลแน่นอน แต่ก็เหมือนไปตัดโอกาสรายเล็กและรายกลาง ทำให้เนื้อหารายการขาดความหลากหลาย
“สิ่งที่น่าห่วงกว่าคือการกำหนดเกณฑ์เรื่องป้องกันนอมินี ซึ่งอาจจะต้องเอาระเบียบเรื่อง e-auction มาปรับ แล้วดูเรื่องการถือหุ้นไขว้กันถึง 3-4 ชั้น เพราะต่อให้กำหนดเพดานดียังไง ถ้าสุดท้ายปล่อยให้มีนอมินีเข้ามาประมูลได้ มันก็ไม่มีความหมายอะไร” น.ส.สุภิญญากล่าว
สำหรับข้อกังวลเรื่องเนื้อหารายการ หากมีทีวีสีเสื้อ อาทิ เอเอสทีวี บลูสกาย เอเชียอัพเดท เข้าร่วมประมูล license ทีวีดิจิตอลด้วย น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า ส่วนตัวไม่รู้สึกเป็นห่วงอะไร เพราะทีวีดิจิตอลก็คือฟรีทีวี เมื่อได้รับ license ไปแล้ว ก็จะต้องปรับเนื้อหาให้เข้าถึงความหมู่มากหรือ mass ขึ้น ไม่เช่นนั้นโฆษณาก็จะไม่กล้ามาลง แล้วอาจมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายอีก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีวีดิจิตอลไทย กสท.ได้กำหนดจำนวนช่องไว้ทั้งสิ้น 48 ช่อง แบ่งเป็นประเภทบริการสาธารณะ 12 ช่อง และบริการชุมชน 12 ช่อง ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนี้ การให้ใบอนุญาตไม่ต้องประมูล แต่ใช้วิธีคัดเลือกจากผู้เสนอตัวที่มีความเหมาะสมมากที่สุด (beauty contest) ส่วนประเภทธุรกิจ อีก 24 ช่อง กฎหมายกำหนดไว้ว่าการให้ใบอนุญาตจะต้องทำผ่านการประมูลเท่านั้น
-ภาพประกอบข่าวจากเว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
