คำขอ “สุหฤท” ถึงผมไม่ได้ จากนี้ขอให้ผู้ว่าฯ กทม.ไม่สังกัดพรรค ต้องอิสระตลอดไป
"ผู้ว่าฯ จะมีเงินเหลือไปสร้างอะไรได้มากมายกับงบแค่ 4 พันล้านบาท จะสัญญาอะไรกันเยอะแยะ แต่เพราะเขารู้ว่าไม่มีใครกล้าทวงถาม ผมแค่เชิญชวนให้คนออกมาแสดงพลัง แต่ถ้าใครยังรู้สึกว่าเป็นแบบเดิมดีกว่าก็โอเค ผมไม่ได้ไปขัดแย้งอะไรกับใคร และไม่ได้ดิ้นรนอยากจะเป็นผู้ว่าฯ ให้ได้"

ในหมากเกมของสนามการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม.ที่เต็มไปด้วยการขับเคี่ยวกันระหว่าง 2 ขั้วการเมืองตลอดกาล ทั้งกระแสข่าวและกองทัพสื่อต่างรุมห้อมล้อม โพลล์สำนักไหนก็ไม่มีทีท่าว่าจะพลิก ขณะที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ สมัยนี้ มี "ผู้สมัครอิสระ" มากถึง 21 คนจากผู้สมัครทั้งหมด 25 คน
และ 1 ในจำนวนนั้น ผู้สมัครรายหนึ่งซึ่งถูกกล่าวถึงมากที่สุดในโลกออนไลน์ เขาพลิกกลยุทธ์การหาเสียงแบบใหม่ถอดด้าม และมาพร้อมสโลแกนที่ว่า "เชื่อแบบเดิม เลือกแบบเดิม ได้กรุงเทพฯ แบบเดิม"
"สำนักข่าวอิศรา" (www.isranews.org) มีโอกาสไปนั่งเยือนห้องทำงานย่านสุรวงศ์ และพูดคุยกับ "สุหฤท สยามวาลา" ผู้สมัครหมายเลข 17 ผู้บริหารธุรกิจเครื่องเขียนดี เอช เอ สยามวาลา (ตราช้าง) และอีกมุมหนึ่งเขาคือ "ดีเจเด็กแนว" เจ้าของฉายา "พ่อมดอิเล็กทรอนิกส์"
"สุหฤท" ออกมาประกาศถึง "นโยบาย 1 โหล ของสุหฤท" ยึดคอนเซปต์ คนกรุงต้องกล้า ลุกขึ้นมาเปลี่ยน โดยมีนโยบายครอบคลุมปัญหาจราจร ความปลอดภัยทางเท้า การจัดการขยะ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นนโยบายพื้นฐานของคน กทม.รวมถึงได้เปิดการปราศรัยไปแล้วเมื่อเย็นวันที่ 1 ก.พ. ณ สวนลุมพินี และได้ประกาศจะเดิน 1 ล้านก้าวตลอด 1 เดือนเพื่อสำรวจปัญหาและลงพื้นที่พบปะผู้คน![]()
- หาเสียงจากโซเชียลมีเดียมาตลอด เหตุใดจึงเชื่อมั่นในพลังโซเชียมีเดียขนาดนี้
ทุกวันนี้ผมไม่เห็นมีผู้สมัครท่านไหนออกไปแล้วพูดเรื่องนโยบายมากมาย เขาไปเพื่อให้ได้พื้นที่สื่อ แต่ผมไม่ได้ไปแบบนั้น ผมลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจปัญหา ไม่ได้ลงพื้นที่เพื่อหาพื้นที่ข่าว แต่โซเชียลมีเดีย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้คนได้รู้จักและเห็นนโยบายผมมากขึ้น ได้รู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด ผมไม่ได้นั่งหาเสียงในห้องแอร์อย่างเดียว เพียงแต่ผมรอเวลาเมื่อพร้อมที่จะออกไปทำตามสิ่งที่ผมเชื่อ
- ทั้งที่ชาวบ้านอยู่กับวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิมๆ มาหลายสิบปี จะให้เขาเปลี่ยนอย่างไร
ผมว่าถึงเวลาออกมาร่วมกันทำแล้ว กล้าออกมาทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อได้หรือยัง... พอหรือยังกับการเลือกตั้งด้วยความกลัว...
หากผมยังโน้มน้าวไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมจะทำอีก ทำอีกเรื่อยๆ แต่ท้ายที่สุดหากไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เพราะผมทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว นี่คือประชาธิปไตย เพียงแต่อยากให้รวมพลังกันว่า กทม.ไม่ใช่เล่นๆ
คน กทม.ต้องเคี่ยวเรื่องนโยบาย สัญญาอะไรไว้ต้องทวงได้ ไม่ลืมทวงสิทธิ์ ไม่อย่างนั้นผู้สมัครฯ ก็สบาย หรือจะให้คิดว่าคน กทม.ลืมง่าย ผมไม่สามารถฝ่าดงข้าราชการไปได้ ผมจะทำให้เสียงจะแตก และผมจะทำงานกับรัฐบาลได้อย่างไร ผมถามหน่อยว่า...เรากำลังเชื่ออะไรกันอยู่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะยอมรับได้นะ
- คุณจะไม่มีวันทำ ในสิ่งที่คุณไม่เคยเชื่อ ช่วยขยายความหน่อยว่า คุณไม่เชื่ออะไรบ้าง
อย่างที่เห็นในวันแรก ผมปฏิเสธการจับฉลากที่มีสื่อรุมถ่าย ผมไม่เห็นว่าจำเป็น หลังจากนั้นผมก็เป็นกบฏมาตลอด ผมไม่มีป้ายหาเสียง เพราะผมเองไม่เคยเลือกผู้ว่าฯ จากป้ายหาเสียง มันสิ้นเปลืองมาก แผ่นละ 100-200 บาท ทั้งที่ ก.ก.ต.ให้งบคนละ 49 ล้านบาท เงินเดือน 4 ปี ได้ 5 ล้านบาท ถ้ามีคนหนุนหลังก็ไม่เป็นไร แต่ผมใช้เงินเก็บ เหมือนจะจ๋อยๆ แต่ผมก็มีวิธีของผม แม้จะอยู่ในโซเชียลมีเดีย แต่การรับรู้ของคนก็มากขึ้น กลายเป็นแฟชั่นและพื้นที่อวดความคิดสร้างสรรค์ นี่คือพลังทางสังคมที่ผมมองเห็น การชิงพื้นที่สื่อในแบบของผม คือทำจากเนื้องาน จะได้ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้เลือก ผมเชื่อแบบนี้และจะทำแบบนี้
- ทำอย่างไรให้ คน กทม.ลุกขึ้นมานับหนึ่งกับคุณ
ผมจะสร้างความเชื่อ พูดนโยบายให้ฟังในตลอด 1 ล้านก้าวและขอ 1 ล้านเสียงให้ก้าวออกมาแสดงพลังความกล้า เดินเพื่อเปลี่ยน กทม.กับผม ชวนทุกคนมาช่วยกันคิดและทำในแต่ละประเด็นของแต่ละสัปดาห์ เป็นการดึงคนในสังคมให้ลุกขึ้นมามองปัญหา ภาพเหล่านี้จะเห็นในตลอดเดือน ก.พ.นี้ ก่อนจะปราศรัยใหญ่ในวันที่ 1 มี.ค.
- แนวทางหาเสียงของคุณ มาจากไหน
มาจากผมและทีมงาน ที่มองจากนอกการเมืองล้วนๆ ตลอดอายุ 45 ปี ผมมองเห็นการบ่นมากมาย แต่มี 2 ล้านคนไม่ไปใช้สิทธิ์ ถ้าบ่นอย่างเดียวจะไม่มีวันเปลี่ยนอะไรได้ เพราะไม่มีใครหรือนโยบายใดที่ทำให้คนมีความสุขได้ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ผมไม่มีเครื่องมืออื่นนอกจากการทำ ครั้งนี้ผมจะได้รู้ว่าสังคมจะเปลี่ยนหรือจะบอกว่าเอาของฟรี
หากคนขับรถอาสามาขับให้ฟรี น้ำมันได้รับการบริจาคจากคูเวต อย่างนั้นจะฟรีจริง คำถามของผม คือท้ายที่สุดเงินที่นำมาใช้จ่ายเพื่อความฟรีมาจากไหน?? ผมเชื่อและคิดว่าถ้าเก็บให้เหมาะสม จัดระบบให้ถูกต้องจะสบายขึ้น แต่ถ้าสังคม กทม.ต้องการของฟรี ผมก็จะยอมรับว่า ผมหาเสียงผิดจุด...

- อะไรคือสิ่งที่คน กทม.อย่างคุณฝันจะเห็นมาตลอด 45 ปี
ผมอยากเห็น กทม.เป็นเมืองที่สนุก... ยังนั่งกินอาหารข้างถนนได้ เพราะคนไทยชอบอย่างนั้น จะให้เรียบร้อยเงียบทั้งเมือง เช่น ตอนสงกรานต์หรือปีใหม่คงเหงามาก วิถี กทม.ต้องวุ่นวายนิดๆ ผมคงไม่ทำให้เนี้ยบหมด แต่อย่างเรื่องขยะ การทำผิดกฎจราจรก็เป็นปัญหาที่ต้องแก้
- แคมเปญเรื่อง "เปลี่ยน" ของสุหฤท ต่างจาก "เปลี่ยน" ของผู้สมัครท่านอื่นอย่างไร
ผมไม่รู้สึกว่าคนอื่นจะเปลี่ยนอะไร อย่าง พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ" จากพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่าจะเปลี่ยนผู้บริหาร หรือพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่บอกว่าจะเปลี่ยนผู้ว่าฯ ให้มาจากผู้สมัครอิสระ
ผมว่านั่นตัวเขาเปลี่ยน แต่สำหรับผม "สังคมเปลี่ยน แต่สุหฤทเหมือนเดิม"
ผมอยากให้สังคมเปลี่ยนมากกว่า ส่วนคนอื่นจะเปลี่ยนบทบาทของตัวเขาก็ไม่ว่ากัน ผมว่าสังคม กทม.ควรจะเปลี่ยนได้แล้ว โลกดิจิทัลทำให้การแข่งขันมากขึ้น โลกเล็กลงเรื่อยๆ ถ้าเราไม่เจริญเติบโตผมว่ามันน่าเสียวไส้มาก
- 3 นโยบายที่จะเปลี่ยน อย่างเป็นรูปธรรมของสุหฤท
1.ทางเท้าจะดีขึ้น 2.ผู้หญิงจะมีความสุขใน กทม. 3.ความคืบหน้า 50 เขต 50 เสน่ห์ ที่มาจากการวิจัยแต่ละเขตและผ่านการทำประชามติกับผู้อำนวยการเขตและประชาชนในพื้นที่แล้ว
- ผู้ว่าฯ ที่ชื่อสุหฤท เรียกได้ว่าคิดนโยบายมาให้คนกทม. "ทำ" มากที่สุด
ถูกต้อง (ตอบทันที) ยอมรับความจริงกันได้หรือยังว่าผู้ว่าฯ ไม่ใช่เทวดาวิเศษมาจากไหน (เน้นเสียง) สิ่งที่คน กทม.กำลังคาดหวังจากผู้ว่าฯ มันมากกมายเกินอำนาจไปแล้ว กลับมาเบสิคก่อน ผู้ว่าฯ คือคนที่เก็บกวาดบ้านให้น่าอยู่ แค่ทำถนนทุกสายยังไม่ได้เลย เพราะบางสายเป็นของทางหลวง
- ทีมนโยบายของคุณแตกต่างจากผู้สมัครท่านอื่นอย่างไร
ต่างตรงที่ไม่มีใครมาจากนักการเมืองหรือภาคการเมือง เป็นประชาชนที่ไม่รู้การเมือง รู้แต่ว่าอยากได้อะไร เป็นนโยบายที่ดิบมาก แต่มีการวิจัยมาก่อน เช่นการจราจร ในระยะสั้น แค่ทำถูกกฎหมาย จะรู้ว่าปัญหาดีขึ้นขนาดไหน นโยบายมาจากชีวิตปกติของทุกคน พูดอย่างนี้คนก็บอกว่าผมอยู่แต่ในอุดมคติ
ผมถามแค่ว่า แล้วเราจะเริ่มกันได้หรือยัง มั่นใจหรือว่ารถไฟหรือรถรางจะช่วยให้ปัญหาการจราจรดีขึ้นจริง มีแต่คนไม่เชื่อว่า กทม.จะเปลี่ยนได้ เพราะติดนิสัยแบบนี้ ถ้าเชื่อแบบนั้นก็อยู่เหมือนเดิม ต่อให้มี 10 รถไฟฟ้า 10 รถราง ถ้ายังรู้สึกว่าขับรถสบายกว่านั่งรถสาธารณะ ก็แก้ปัญหาไม่ได้แน่นอน
ส่วนระยะยาว ผมก็วางเครือข่ายการจราจรเริ่มจากหน้าบ้าน จัดรถสาธารณะเข้าหารถไฟฟ้า รถเมล์วิ่งระยะสั้นลง จักรยานถูกจัดให้เป็นพาหนะใหม่ ไม่ใช่ทำแค่ Bike Lane
- กลุ่มเป้าหมายหรือฐานเสียงของคุณคาดว่าเป็นคนกลุ่มไหน
เป็นกลุ่มที่เปิดกว้างทางความคิดและยอมรับความคิดใหม่ๆ ผมไม่รู้ว่าคนรุ่นใหม่สิ้นสุดที่อายุเท่าไหร่ ผมว่าบางคนอายุ 50 แล้วยังเท่ห์อยู่เลย แต่ผมไม่ใช่ผู้ว่าเด็กแนว ผมเป็นผู้ว่าของทุกคน เพียงแต่แนวของผมอาจจะแตกต่าง ผมยังติดดินแบบนี้ต่อไป
- ตอนเด็กๆ เคยฝันว่า อยากเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนี้ยังอยากเป็นอยู่ไหม
ยังคิดอยู่ อยากเป็นอยู่ (ยิ้ม) แต่ถ้าเป็นแล้วไม่เข้าใจก็อย่าดีกว่า ผู้ว่าฯ น่าจะเหมาะกับตัวผมมากกว่า
- นอกจากบทบาทนักธุรกิจ และนักดนตรีแล้ว คุณติดตามการเมืองและปัญหาประเทศแค่ไหน
ผมเป็นคนบ้าการเมืองมากนะ ตั้งแต่พฤษภาทมิฬ ผมเคยขึ้นไฮปาร์ค เคยปีนรถดับเพลิง ผมศึกษาเหตุการณ์การเมืองมาตลอด และก็มีอุดมการณ์ทางการเมืองเช่นทุกคน แต่การลุกขึ้นมาครั้งนี้ผมอยากให้ความขัดแย้งหรืออุดมการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับประเทศ แล้วปล่อย กทม.ให้เป็นอิสระ เพราะ กทม.เป็นจังหวัดเดียวที่เลือกตั้งผู้ว่าฯ ได้
- ผู้สมัครอิระ จะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัด และได้รับความร่วมมือในการทำงานได้อย่างไร
มีคนถามมาก เรื่องจะได้รับความร่วมมือหรือไม่ จะมีรอยต่อหรือไม่ คำว่า "ไร้รอยต่อ" แปลว่าอะไร... แปลว่าคนอื่นจะมีรอยต่อหรือ? ต้องไม่มีใครมีรอยต่อสักคน ไม่อย่างนั้นก็แย่สิ ทำไมถึงไปสร้างความรู้สึกอย่างนั้น และเราจะยอมรับกันอย่างนั้นหรือ... รัฐบาลต้องร่วมมือกับผู้ว่าฯ ส่วนผู้ว่าฯ ก็ต้องสนองนโยบายรัฐบาล นี่คือเบสิคที่สุดในโลกแล้ว
ผมมาด้วยอำนาจการบริหาร เพียงแค่ใช้ให้ถูกต้องเพื่อประชาชนและสังคม หากคุณไม่เชื่อว่าผมจะทำงานร่วมมือกับใครได้ ผมว่าต้องเริ่มคิดกันแล้วว่า เรากำลังอยู่กับผู้บริหารแบบไหน... ไม่ใช่ยอมรับแค่ว่าไม่มีทางทำได้ หากเป็นเช่นนั้น กทม.จะต้องอยู่กับพรรคการเมืองไปตลอด เขาจะขัดแย้งกันก็ต้องดึง กทมมาเกี่ยวด้วยอย่างนั้นหรือ
- กทม.ที่ไม่มี "การเมือง" และ "พรรคการเมือง" จะเป็นอย่างไร
จะดีขึ้นแน่ (ตอบทันที) จะเป็นการทำเพื่อคน กทม.มากขึ้น จากนี้ไม่ว่าผมจะได้หรือไม่ ก็อยากจะขอให้ กทม.มีผู้ว่าฯ ที่ไม่สังกัดพรรค ต้องอิสระตลอดไป ผมขอมองขวาง ขอให้การเมืองอยู่แค่ระดับชาติเท่านั้น ที่ผ่านมาผู้ว่าฯ อิสระก็สร้างประโยชน์ให้ประชาชนมหาศาลและพิสูจน์แล้วว่าทำงานได้อย่างดี คงต้องถามตัวเองแล้วว่าอยากอยู่กับการเมืองอย่างนั้นหรือ อย่างไรก็ตามผมอยากให้มองที่นโยบายเป็นหลักมากกว่า
- การหาเสียง "กระแส" สำคัญแค่ไหน
กระแสแค่ช่วยทำให้คนรู้จัก แต่ไม่ใช่ปัจจัยให้คนไปเลือก ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่ความเชื่อของเขา หากเขาเชื่อว่าผมทำได้ นโยบายดีแค่ไหนก็หายหมด หรือคนที่คิดว่าผมเวิร์ค แต่ท้ายที่สุดกาเบอร์อื่นตามพรรคพวก ตามความเคยชินก็มี ผมว่าหากเลือกจากความรู้สึกที่ถูก "ปลูกฝัง" มาก่อนแล้วก็น่าเสียดาย เพราะลืมนโยบายไปหมดสิ้นที่หาเสียงมา
- กลายเป็นเกมของการเลือกตั้ง ที่มีมานาน
ใครที่ยอมให้เกมลักษณะนี้คงอยู่ต่อไป ใครเป็นคนได้ประโยชน์ และใครที่ยอมให้คนเหล่านั้นได้ประโยชน์จากเกมนี้ ทำไมต้องยอมให้เกิดความขัดแย้งไม่สิ้นสุด ที่พูดกันว่า ประชาชนควรจะปรองดอง ผมว่าอย่าบอกเราเลย ช่วยๆ เริ่มในสภาฯ ก่อนเถอะ ผมขอให้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเหล่านี้ โดยเริ่มที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
- หากครั้งนี้เปลี่ยน กทม.ยังไม่สำเร็จ มีโอกาสเห็น สุหฤทในสมัยหน้า หรือสนามเลือกตั้งอื่นไหม
ขึ้นอยู่กับว่าได้กี่เสียง หากได้ 1 หมื่นเสียง ผมคงต้องไปค้าขายแบบเดิม แนวคิดผมคงไม่เหมาะกับคน กทม.แต่ถ้าได้ 1 แสนเสียง ผมต้องหาทางว่าจะทำอะไรได้บ้าง แต่หากถึง 5 แสนเสียง ผมอาจสามารถผลักดันอะไรดีๆ เพื่อคน กทม.ได้ หรือรณรงค์ในสิ่งที่ผมเชื่อได้ นั่นแสดงว่ามีคนที่เป็นหัวเชื้อในการลุกขึ้นมาเปลี่ยน กทม.เยอะขึ้น
"ผมเชื่อเรื่องนี้ที่สุด หากสังคมไม่เปลี่ยน ไม่มีทางไปบอกให้ใครเปลี่ยนได้"
หลังจากนั้นผมจะยังใช้ชีวิตเหมือนเดิมทั้งงานธุรกิจ งานเพลง และงานขับเคลื่อนทางสังคมอย่างที่ประชาชนไว้ใจผม
- ประเมินเบื้องต้นไว้ไหม ว่าจะได้กี่เสียง
ผมประเมินไว้ 1 ล้านเสียง เพราะเดิน 1 ล้านก้าว หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น
- ในฐานะคนทำเพลง คุณรู้ดีว่าเพลงแนวอื่น สู้แนวป๊อบลำบาก คุณจะสู้อย่างไร
การเมืองกับดนตรีมันต่างกันเยอะ แต่ผมว่าผมป๊อบมากๆ นโยบายผมโคตรป๊อบเลย ผมถามหน่อยว่าผู้ว่าฯ จะมีเงินเหลือไปสร้างอะไรได้มากมายกับงบแค่ 4 พันล้านบาท จะสัญญาอะไรกันเยอะแยะ แต่เพราะเขารู้ว่าไม่มีใครกล้าทวงถาม ผมแค่เชิญชวนให้คนออกมาแสดงพลังได้แล้ว แต่ถ้าใครยังรู้สึกว่าเป็นแบบเดิมดีกว่าก็โอเค ผมไม่ได้ไปขัดแย้งอะไรกับใคร และไม่ได้ดิ้นรนอยากจะเป็นผู้ว่าฯ ให้ได้
ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งและมีผู้สมัครอิสระมากมาย ผมว่าน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ๆ สำหรับคน กทม. โดยหากการเปลี่ยนแปลงนี้สำเร็จ ผมจะเป็นแค่เสี้ยวเล็กๆ ของการเปลี่ยนแปลง แต่เสี้ยวใหญ่คือคนในสังคม ผมจะเป็นผู้ว่าฯ ที่ตัวเล็กที่สุด เพราะผมมีพลเมืองอีกเป็นแสนคนที่จะมาช่วยทำให้ กทม.ดีขึ้น
###
