ปัญหาน้ำมันดิบรั่ว ในท้องทะเลไทย ถึงเวลาหรือยัง ที่จะหา "ตัวการ" มารับผิดชอบ ?
ย้อนรอย ปัญหาน้ำมันดิบรั่ว ในท้องทะเลประเทศไทย กับวิธีการแก้ไขปัญหาของรัฐ สมควรแล้วหรือยัง ที่กลุ่มชาวประมงรายย่อย จะออกมาท้วงสิทธิ ฟ้องร้องดำเนินคดี ปตท. และองค์กรของรัฐ ไม่ต่ำกว่า 20 แห่ง?
ยังคงเป็นปริศนา ที่ค้างคาใจของใครหลายคน เกี่ยวกับปริมาณแท้จริงของน้ำมันดิบที่รั่วไหล จากเหตุการณ์ น้ำมันดิบรั่วของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีทีจีซี ในทะเลระยอง เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556
ว่า มีอยู่เท่าไรกันแน่?
แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะออกมาเป็นอย่างไร มีข้อมูลสำคัญชิ้นหนึ่ง ที่ปรากฏชัดเจนในขณะนี้ คือ การรั่วไหลของน้ำมันดิบที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เกิดขึ้นมาแล้วเป็นหลักร้อยครั้ง
สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลสถิติที่ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุด้านพลังงานรวบรวมไว้ พบว่า ประเทศไทยมีการตั้งคณะกรรมการ กปน. คอยติดตามเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเล
โดยผู้รับผิดชอบคือกรมเจ้าท่า ซึ่งที่ผ่านมาข้อมูลในหมวดสิ่งแวดล้อม-อุบัติเหตุทางน้ำของกรมเจ้าท่า ( www.md.go.th ) ระบุไว้ว่านับแต่ปี พ.ศ.2516-9 ม.ค 2556 เกิดเหตุน้ำมันดิบรั่ว ไม่น้อยกว่า 200 ครั้ง และเกิดที่ระยองบ่อยครั้ง
แต่โดยส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุแท้จริงของน้ำมันดิบรั่ว แต่จะทราบว่ามีน้ำมันดิบรั่วลงทะเลเพราะพบทรายปนเปื้อนน้ำมันตามชายหาด ซึ่งที่ผ่านมา มีก้อนทรายปนเปื้อนน้ำมันที่เกิดขึ้นตามชายฝั่งของหาดหลายแห่งทั้งในอ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จ.ระยอง และจ.สงขลา แสดงให้เห็นว่ามีเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วจริง เพราะก้อนทรายปนเปื้อนน้ำมันจะเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้สารเคมีกดสลายคราบน้ำมันให้จมลงใต้ทะเล
จากนั้นน้ำมันที่กระจายตัวจึงเคลื่อนเข้าสู่ฝั่ง ปนเปื้อนกับทราย และเป็นพิษกับระบบนิเวศน์ชายฝั่ง สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่ว วิธีแก้ปัญหาส่วนใหญ่ของบริษัทน้ำมันในไทยคือใช้สารเคมีแก้ไขปัญหา
ทั้งที่ “แผนการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำแห่งชาติ” ระบุไว้ชัดเจนว่าหากเกิดเหตุน้ำมันดิบรั่ว มาตรการแก้ไขปัญหาคือต้องมีอุปกรณ์ขจัดคราบ มีเรือ มีทุ่นล้อมแล้วใช้ปั๊มดูดน้ำมันมาเก็บแต่วิธีการขจัดน้ำมันที่มีอยู่ 4ลำดับโดยที่สารเคมีเป็นลำดับสุดท้าย
สำหรับสารเคมีสลิคกอร์น (Slickgone ) ที่ปตท.นำมาใช้ในการแก้ขปัญหาน้ำมันดิบรั่วไหลครั้งล่าสุด งานวิจัย Short and Long Term Toxicity of Crude Oil and Oil Dispersants to Two Representative Coral Species โดย Israel Oceanographic ระบุว่าสารเคมีกระจายคราบน้ำมัน ( Oil dispersant ) ทั้งสลิคกอร์นและอีก 5 ชนิดที่นำมาศึกษาวิจัย รวมทั้งน้ำมันที่ถูกทำให้กระจายตัว ( dispersed oil ) ถือเป็นสิ่งที่มีพิษภัยและอันตรายกว่าน้ำมันดิบปรกติ เนื่องจากสารเคมีกระจายคราบน้ำมันจะประกอบไปด้วยสารลดแรงตึงผิว ( surfactants) และกลุ่มสารตัวทำละลาย ( solvents ) ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้คราบน้ำมันปื้นใหญ่ที่ลอยตัวบนน้ำแตกตัวเป็นหยดน้ำมันที่มีขนาดเล็กลง โดยคราบน้ำมันที่ถูกทำให้กระจายตัวเหล่านี้ ( dispersed oil ) จะเคลื่อนไปตามกระแสน้ำและคลื่น ทำให้สามารถยึดเกาะตามแนวปะการัง หรือตัวอ่อนของสัตว์น้ำตามแหล่งธรรมชาติได้ดีขึ้น
งานวิจัยดังกล่าวอธิบายว่าน้ำมันที่ถูกทำให้กระจายตัวโดยสารเคมีจะมีความเป็นพิษสูงกว่าน้ำมันที่ไม่ได้ใช้สารเคมีกำจัด เนื่องจากสารเคมีกระจายคราบน้ำมันและตัวน้ำมันจะเสริมแรงพลังทำลายตัวอ่อนของสปีชีส์ปะการังทั้งชนิดอ่อนและแข็ง ลดอัตราการเจริญเติบโตและอัตราการอยู่รอดของปะการัง รวมทั้งเปลี่ยนแปลงรูปโครงสันฐานของปะการัง
ข้อมูลจากงานวิจัยที่เผยแพร่ในปี ค.ศ. 2007 นี้ จึงอธิบายอย่างชัดเจนถึงปฏิกริยาของสารเคมีที่ใช้กระจายคราบน้ำมัน ว่าจะส่งผลให้น้ำมันสลายตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ ที่ยึดเกาะสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลและแผ่เคลื่อนไปตามกระแสน้ำได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้ง เหตุการณ์น้ำมันปนเปื้อนกับทรายหลังจากน้ำมันดิบรั่วไหลนั้น ก็เกิดขึ้นเสมอตามชายฝั่งของทะเลอ่าวไทย
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิพม์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 12 ส.ค. 2556 ว่าตนไม่คาดคิดว่าน้ำมันจะเคลื่อนสู่ชายฝั่งหลังจากมีการใช้สารเคมี
“ผมย้ำให้คณะกรรมการฯ ช่วยหาคำตอบว่า สาเหตุที่ทำให้น้ำมันดิบรั่วไหลไปถึงบริเวณอ่าวพร้าวเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะจากข้อสันนิษฐานที่ว่ามีคนนำมาปล่อย ก็เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน กับอีกสมมติฐานหนึ่งที่ว่าระหว่างการกำจัดคราบน้ำมัน เป็นไปได้ว่าน้ำยาขจัดคราบน้ำมันได้ห่อหุ้มน้ำมันเป็นก้อนซาลาเปาที่มีแป้งห่อหุ้มและมีไส้น้ำมันอยู่ข้างใน จากนั้นก้อนเหมือนซาลาเปาดังกล่าว คงมุดจากใต้น้ำ ลอยขึ้นมาและถูกพัดไปแตกที่อ่าวพร้าวและทุกคนมาเห็นเอาในเช้าวันรุ่งขึ้น จากที่เย็นวันก่อนมั่นใจไปว่าขจัดคราบน้ำมันจบแล้ว”
ล่าสุด กรมเจ้าท่า ได้ให้คำตอบ เกี่ยวกับคำถามว่า ปริมาณที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ยืนยันมาตลอดเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ในเว็บไซต์ www.md.go.th ว่า จากคำถาม – คำตอบ ที่ปรากฏก่อนหน้านี้ เป็นตัวเลขที่ได้จากการคำนวณ บนข้อมูลที่ได้รับในขณะนั้น
ส่วน ตัวเลขที่จะใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดจะเป็นตัวเลขที่ได้จากการ ตรวจวัดปริมาณน้ำมันที่คงเหลือในเรือ และปริมาณที่สูบถ่ายลงถังเก็บของบริษัทฯ แล้วมาหักออกจากปริมาณที่เรือนำเข้ามา ซึ่งยังต้องการเวลาในการตรวจวัด ขณะนี้ผู้เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการ เนื่องจากเป็นตัวเลขที่มีความสำคัญมาก
ด้านนายธีระพล ลายประดิษฐ์ เครือข่ายกลุ่มประมงเรือเล็ก จ.ระยอง กล่าวยืนยันกับสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2556 ที่ผ่านมา ตนได้ดูการเก็บกู้น้ำมันของปตท. พบว่าทุ่นที่ทางปตท.นำมาล้อมน้ำมัน มีเพียง 2-3 ทุ่น และแต่ละทุ่นมีขนาดเล็กกว่าท่อส่งน้ำมันดิบของเรือบรรทุกน้ำมันเสียอีก
“ทั้ง ปตท. กระทรวงพลังงาน อบต. ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือภัยพิบัติ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดกลับไม่ยอมประกาศให้พื้นที่เหล่านี้เป็นเขตภัยพิบัติ การแก้ปัญหาจึงล่าช้าและสร้างความเสียหายอย่างมาก ส่วนนายอนนต์ สิริแสงทักษิณ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) )ผ่านไปแค่ 2 วันหลังจากน้ำมันดิบรั่ว ผมก็ได้ยินเขาบอกว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว น้ำทะเลกลับมาใสเหมือนเดิมแล้ว มันจะเป็นไปได้ยังไง สิ่งที่เขาพูดมันตรงกันข้ามกับความเป็นจริง เพราะทะเลวันนี้ยังไม่ปลอดภัย สารเคมีที่ ปตท.ใช้และปริมาณน้ำมันดิบที่แท้จริงมีเท่าไหร่ เราก็ยังไม่เคยได้รับคำตอบ”
“ วันนี้ เมื่อทั้ง ปตท. PTTGC และกระทรวงพลังงาน ยังไม่สามารถตอบคนในสังคมได้ถึงปริมาณแท้จริงของน้ำมันดิบที่รั่วไหลและปริมาณสารเคมีสลิคกอร์นที่นำมาใช้กำจัดคราบน้ำมัน ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เครือข่ายเรือประมงเล็กกว่า 700 ลำ ของ จ.ระยอง รวมตัวเรียกร้องให้ ปตท. กระทรวงพลังงานและองค์กรหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ แสดงความรับผิดชอบและชดใช้ค่าเสียหายต่อระบบนิเวศน์และวงจรชีวิตห่วงโซ่อาหารตามแนวชายฝั่ง โดยล่าสุด ทางกลุ่มประมงเรือเล็กได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.อ.เมือง จ.ระยอง ถึงความเสียหายที่ ปตท. ก่อขึ้น" นายธีระพลระบุ
นายธีระพล ยังระบุด้วยว่า นอกจากแจ้งความที่ สภ.อ. เมือง ระยองแล้ว เราจะขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้ และเราตั้งใจจะฟ้องร้องต่อปตท. และหน่วยงาน องค์กรของรัฐทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้ ไม่ต่ำกว่า 20 องค์กร
