เช็ควาระ “องค์กรอิสระ” เลือกซ่อม “ศาลรธน.-ปปช.” ยกเครื่อง “กกต.”
น่าจับตาว่า ความเปลี่ยนแปลงในองค์กรอิสระ ทั้ง "ศาล รธน." ที่อยู่ระหว่างหาตุลาการใหม่ "ป.ป.ช." ที่มีกรรมการคนสำคัญจะครบวาระ และ "5 เสือ กกต." จะพ้นจากตำแหน่ง จะส่งผลอย่างไรต่อการเมืองไทยในยุคที่ความขัดแย้งยังเข้มข้น-ร้อนแรง

เดือน ก.ย.2556 นี้ นอกจากเป็นเดือนแห่งการลากยาว การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 2 ยังเป็นเดือนแห่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจใน “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” ถึง 3 องค์กร ได้แก่ศาลรัฐธรรมนูญ (ศาล รธน.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
“ทวีเกียรติ” ลุ้นฝ่าแนวต้านนั่งศาล รธน.
เริ่มจากองค์กรแรกที่มีความเปลี่ยนแปลง นั่นคือ ศาล รธน. ที่คณะกรรมการสรรหา 5 อรหันต์ มีมติด้วยเสียง 4:1 ไปเมื่อวันที่ 2 ก.ย.2556 ที่ผ่านมา เลือก “ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาดำรงตำแหน่งตุลาการศาล รธน.แทน “วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์” อดีตประธานและตุลาการศาล รธน.ที่ลาออกจากตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม กว่าที่ทวีเกียรติจะได้นั่งเก้าอี้ตุลาการศาล รธน.ยังต้องฝ่าด่านที่ประชุมวุฒิสภา โดยเวลาคาดว่า จะสามารถเสนอชื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภา ได้ภายในวัน 30 ก.ย.นี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 206 กำหนดให้ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับรายชื่อ
ทั้งนี้ ที่ประชุมวุฒิสภา มีอำนาจเพียง ”เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ” ซึ่งหากที่ประชุมวุฒิสภามีมติ “เห็นชอบ” ให้นำรายชื่อทูลเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป แต่หากที่ประชุมวุฒิสภามีมติ “ไม่เห็นชอบ” ให้ทวีเกียรติได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. ก็จะต้องส่งชื่อทวีเกียรติกลับไปให้คณะกรรมการสรรหา
จากนั้นคณะกรรมการสรรหาจะต้องมาประชุมกันว่าจะเอาอย่างไร หากไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุมวุฒิสภา ก็จะต้องลงมติ ยืนยันมติเลือก “ทวีเกียรติ” โดยจะต้องใช้คะแนนเสียง “เอกฉันท์” ซึ่งหากลงมติแล้ว “ไม่เอกฉันท์” จะต้องกลับไปเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ทั้งหมด
ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวพ้นจากวันที่ 30 ก.ย.2556 ก็อาจมีปัญหาซ้อนขึ้นมา เนื่องจากหนึ่งในกรรมการสรรหาได้แก่ประธานศาลฎีกาคนปัจจุบัน คือ “ไพโรจน์ วายุภาพ” จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งพอดี และมีความเป็นไปได้ว่า “ดิเรก อังคนินันท์” ประธานศาลฎีกาคนใหม่ อาจไม่ขอเข้าประชุมกรรมการสรรหา เพราะถือว่าไม่ได้เกี่ยวข้องมาแต่แรก ตรงนี้อาจเป็นจุดพลิกผันพอสมควร
แม้นับแต่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จะยังไม่เคยเกิดกรณี “ที่ประชุมวุฒิสภาไม่เห็นชอบรายชื่อองค์กรอิสระที่กรรมการสรรหาเสนอ” แต่ด้วยสภาพการณ์ที่หลายฝ่ายเห็นแล้วว่าศาล รธน.ชุดปัจจุบัน “ออกฤทธิ์-ออกเดช” กับฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายคุมอำนาจปัจจุบันอย่างมาก
วิเคราะห์ในเชิงการเมือง จึงมีความเป็นที่ทำให้อาจมีการส่งสัญญาณไปยัง ส.ว.บางสายที่ใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง ให้หาทางสกัดไม่ให้ “ทวีเกียรติ” ได้เป็นตุลาการศาล รธน.
อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงการประเมิน เพราะอาจเป็นไปได้ว่า ที่ประชุมวุฒิสภาจะมีมติเห็นชอบ “ทวีเกียรติ” ให้เป็นตุลาการศาล รธน. เพราะแม้จะเคยแสดงความเห็นที่ไม่ค่อยเป็นบวกกับฝ่ายรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่เคยเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มการเมืองใดๆ แม้กระทั่ง “กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์” ของ “บรรเจิด สิงคะเนติ” คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก็ไม่เคยเข้าร่วม อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
ยังต้องจับตาว่า ท้ายสุด “ทวีเกียรติ” จะได้เป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่หรือไม่
ว่าที่ ป.ป.ช.คนใหม่ ใครจะมาแทน “กล้านรงค์”
อีกหนึ่งองค์กรอิสระที่จะมีกรรมการพ้นวาระการดำรงตำแหน่ง นั่นคือ ป.ป.ช. ที่ “กล้านรงค์ จันทิก” กรรมการ ป.ป.ช. จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 18 ก.ย.2556 นี้
ดังนั้น นับแต่วันที่ 19 ก.ย.2556 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จะต้องนัดหมายประชุมกรรมการสรรหา ที่ประกอบด้วย 1.ประธานศาลฎีกา 2.ประธานศาล รธน. 3.ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ 5.ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มาเลือกกรรมการ ป.ป.ช.คนใหม่แทน “กล้านรงค์”
กระนั้นก็พบว่า กรรมการสรรหาบางตำแหน่งก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น ประธานศาลฎีกา หรือประธานศาล รธน. ที่ยังไม่มีการเลือกใครมาดำรงตำแหน่ง ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ท้ายสุดกรรมการสรรหาจะเหลือเพียง 4 คน (ไม่มีประธานศาล รธน.) โดยผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นกรรมการ ป.ป.ช.คนใหม่ จะต้องได้เสียงอย่างน้อยสองในสาม คือ 3 เสียงขึ้นไป จากนั้นส่งรายชื่อไปให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณา “เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ” ซึ่งขั้นตอนจะคล้ายกับการสรรหาตุลาการศาล รธน. คือหากที่ประชุมวุฒิสภาไม่เห็นชอบ ก็ให้ส่งกลับมายังกรรมการสรรหาเพื่อยืนยันด้วยมติเอกฉันท์ หากมติไม่เอกฉันท์ หรือไม่ยืนยัน จะต้องกลับไปเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ตั้งแต่ต้น
ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าการรับสมัครกรรมการ ป.ป.ช.แทน “กล้านรงค์” ที่จะมีขึ้น จะได้รับความสนใจจากคนในแวดวงกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ-อัยการ-ศาล รวมถึงอดีตคนทำงานในสำนักงาน ป.ป.ช.
จับตาเลือก "5 เสือ กกต." คุมเลือกตั้ง สส.-สว.ทั่วประเทศ
ปิดท้ายด้วย กกต.ที่จะมีการเลือกตั้งกรรมการ กกต.ชุดใหม่ยกพวง ที่จะครบวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี ในวันที่ 19 ก.ย.2556 ทำให้ “อภิชาต สุขัคคานนท์-สมชัย จึงประเสริฐ-ประพันธ์ นัยโกวิท-สดศรี สัตยธรรม-วิสุทธิ์ โพธิแท่น” จะต้องพ้นจากตำแหน่ง
โฉมหน้าของกรรมการ กกต.ชุดใหม่ จึงเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย โดยเฉพาะขั้วการเมืองบางซีก ที่เริ่มมีข่าวลือบ้างแล้วว่า เริ่มมองตัวบุคคลที่จะผลักดันให้ไปเป็นกรรมการ กกต. เพราะด้วยอำนาจที่มีอยู่มากมาย โดยเฉพาะการควบคุมดูแลและจัดการเลือกตั้ง ที่มีผลอย่างยิ่งต่อการได้มาซึ่งอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้งทั้งระดับชาติและ ท้องถิ่น จึงเป็นธรรมดาที่บางกลุ่มการเมืองก็ต้องการมีคนของตัวเองไปเป็นกรรมการ กกต.
โดยภารกิจสำคัญแรกของกรรมการ กกต.ชุดใหม่ คือการจัดการเลือกตั้ง ส.ว.ทั่วประเทศ 200 คน ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ฝ่ายรัฐบาลและ ส.ว.บางซีกกำลังเร่งผลักดันให้ออกมาบังคับใช้ให้ได้เร็วที่สุด
งานสำคัญถัดไปคือการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ 500 คน เพราะ ส.ส.ชุดปัจจุบันจะครบวาระกลางปี 2558 เว้นแต่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา การเลือกตั้งทั่วไปก็จะร่นขึ้นมาอีก
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี กรรมการ กกต.ชุดใหม่ จะได้จัดการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ อย่างน้อยๆ ก็ 2 ครั้ง
ดังนั้น อำนาจที่อยู่ในมือ กกต.จึงเป็นสิ่งที่ หลายกลุ่มการเมืองก็ต้องการมีคนของตัวเองที่สั่งหรือพูดคุยกันได้ไปนั่งเป็น กกต.ไม่มากก็น้อยให้ได้ เพื่อหวังจะเป็นมือเป็นไม้ในการช่วยเหลือการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้งและการกุมอำนาจรัฐต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ กระบวนการการคัดเลือกกกต.ชุดใหม่ จึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการจับตาทุกฝีก้าวว่าใครจะฝ่าด่านเข้ามาเป็นกรรมการ กกต.กันบ้าง ?
โดยที่ผ่านมาก็มีกระแสข่าวปรากฏผ่านสื่อบางสำนักรวมถึงเสียงซุบซิบกันในแวดวง การเมืองถึงคนดังที่สนใจจะลงสมัครเป็นกรรมการ กกต.ที่ว่ากันว่า น่าจะมีเกิน 20 คนแน่นอน แต่ชื่อที่ถูกยกขึ้นมาผ่านสื่อแล้วก็มี อาทิ “พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี” ปลัดกระทรวงคมนาคมและอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่จะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 ก.ย.2556 และช่วงหลังก็มีข่าวว่ามีการพูดถึง “นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา” ปลัดกระทรวงศึกษาธิการและอดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กันบ้างแล้ว
นอกจากนี้ก็มีข่าวว่า จะมีบิ๊กมหาดไทย 4-5 คน ที่ยังไม่เกษียณ แต่เหลืออายุราชการอีกไม่ถึง 2 ปี ก็อาจวางแผนชีวิตมาสมัครเป็นกรรมการ กกต.ก็ได้ รวมถึงอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด อีก 4-5 คน ก็มีข่าวว่ามีชื่อถูกพูดถึงกันว่าอาจจะสมัครเป็นกรรมการ กกต. หรือไม่ก็ไปสมัครเป็นกรรมการ ป.ป.ช.แทน “กล้านรงค์” ก็ได้
เช่นเดียวกับฟากสีกากี ก็มีข่าวลือในรั้วปทุมวันว่ามีอดีตตำรวจยศ พล.ต.อ.บางคน อยู่ระหว่างการตัดสินใจจะมาสมัครเป็นกรรมการ กกต.เช่นกัน
ผลงานของกรรมการ กกต.ชุดนี้ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งที่ผ่านมา ก็มีคดีสำคัญๆ อาทิ ยุบพรรคพลังประชาชน-พรรคชาติไทยพัฒนา-พรรคมัชฌิมาธิปไตย หรือยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ให้ตัดสิทธิ ส.ส.และ ส.ว.ที่ทุจริตการเลือกตั้ง โดยมีบุคคลสำคัญ อาทิ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตประธานสภาฯ “จตุพร พรหมพันธุ์” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฯลฯ เป็นต้น
การทำงานของทั้งศาล รธน. ป.ป.ช. และ กกต. ที่ผ่านมา สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับทั้งการเมืองไทยอยู่ไม่น้อย
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กรเหล่านี้ จึงอยู่ในโฟกัสที่สมควรถูกจับตาไม่น้อย !
