เทียบบริบท 14 ตุลาฯ-ม็อบนกหวีด ไล่ “ยิ่งลักษณ์” ได้ “สัญญา” คนที่ 2?
"สุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาฯ กปปส. อ้างว่าในอดีตเคยมีการแต่งตั้งนายกฯ ในลักษณะเดียวกับ รธน.มาตรา 7 มาแล้วนั่นคือ "สัญญา ธรรมศักดิ์" น่าสนใจว่า เหตุการณ์ในปี 2516 จะถูกนำกลับมาใช้ในปี 2556 ได้จริงหรือไม่
พลันที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกาศแนวคิดเรื่องแต่งตั้งสภาประชาชน และนายกรัฐมนตรีคนนอก โดยอาศัยอำนาจจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา 7 ตามลำดับ เสียงวิจารณ์อื้ออึงก็ตามมา
โดยเฉพาะต่อข้อเสนอเรื่อง “นายกฯ มาตรา7”
ในเวลาต่อมา สุเทพจึงอธิบายเพิ่มเติม การแต่งตั้งนายกฯ มาตรา 7 เคยเกิดมาแล้วในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นั่นคือกรณีแต่งตั้ง “สัญญา ธรรมศักดิ์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และองคมนตรีในขณะนั้นให้เป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังจอมพลถนอม กิตติขจร กราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2516
“กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างเทียบเคียงได้ว่าวันข้างหน้า คุณยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และไม่รักษาการในตำแหน่ง เมื่อประเทศไม่มีนายกฯ คนมีหน้าที่ก็สามารถนำความขึ้นกราบบังคมทูลว่าสมควรทรงแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกฯ ได้” สุเทพกล่าวบนเวทีปราศรัยศูนย์ราชการ
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีหลายฝ่ายทักท้วงว่าการเปรียบเทียบ “สัญญา-ยิ่งลักษณ์” อาจไม่ถูกต้องนัก ด้วยบริบททางสังคม การเมือง และกฎหมาย ที่แตกต่างกัน ระหว่างปี 2516 กับปี 2556
“สำนักข่าวอิศรา” www.isranews.org ขอนำข้อมูลมาเปรียบเทียบให้เห็นว่าเป็นดังที่มีผู้ทักท้วงจริงหรือไม่
- บริบททางสังคม-การเมือง
ปี 2516
ในบทความชื่อ “14 ตุลา บนสายธารแห่งการต่อสู้ของประชาชน” ที่เขียนโดยสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุว่า การประท้วงขับไล่รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ริเริ่มโดยนิสิตนักศึกษา มาจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งประชาชนในห้วงเวลานั้นถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพจากเหล่าผู้นำทหาร โดยเฉพาะภายหลังการ “ปฏิบัติตัวเอง” เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2514 ด้วยเป้าหมายคือการล้มเลิกระบอบรัฐสภา ล้มเลิกรัฐธรรมนูญ และสถาปนาเผด็จการเต็มรูปแบบ ในเงื่อนไขที่ประชาชนไม่อาจยอมรับได้
ช่วงเวลาเดียวกัน สังคมไทยก็เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในทุกขอบเขตประเทศ ซึ่งเริ่มจากภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี 2515 นำมาสู่วิกฤตการณ์ข้าวครั้งใหญ่ ซึ่งรัฐบาล ซึ่งปัญหาดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลเผด็จการในการแก้ไขปัญหา
บทความดังกล่าวระบุว่าถึงสาเหตุว่า มาจากความขัดแย้งในหมู่ผู้นำทางทหาร เนื่องจาการต่ออายุ ผบ.ทหารสูงสุดของจอมพลถนอม และต่ออายุ ผบ.ทบ.ของจอมพลประภาส จารุเสถียร รวมถึงมีความพยายามสร้างทายาททางการเมือง โดยให้ “พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร” บุตรชายของจอมพลถนอม ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ (ก.ต.ป.) ที่มีอำนาจตรวจสอบระบบราชการ ทำให้ความไม่พอใจต่อรัฐบาลจอมพลถนอมมีมากขึ้น
กระทั่งเกิดเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 ในท้ายที่สุด
ปี 2556
ข้อมูลที่ปรากฏตามสื่อหลากหลายแขนงระบุตรงกันว่า การออกมาประท้วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเริ่มขึ้น เมื่อมีความพยายามในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งแอบมีการยัดไส้แก้ไขเนื้อหาให้มีลักษณะเหมาเข่ง โดยให้ล้างผิดรวมไปถึงคดีความของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ พี่ชายของนายกฯ คนปัจจุบันด้วย
นอกจากนี้ การดำเนินงานของรัฐบาลยังถูกวิจารณ์ว่าส่อว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว โครงการบริหารจัดการน้ำ ใช้งบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทีใช้งบจาก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ไม่รวมไปถึงพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา
นำมาสู่การลุกฮือประท้วงโดยบุคคลหลากหลายกลุ่ม นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ (กปท.) ที่ท้ายสุดมาจับมือร่วมกันเคลื่อนไหวในชื่อ “กปปส.”
จากเห็นได้ว่าเงื่อนไขการลุกขึ้นประท้วงรัฐบาล ในปี 2516-2556 มีความเหมือนและต่างกันในบางจุด
- บริบททางกฎหมาย
ปี 2516
ซึ่งกฎหมายสูงสุดเพื่อปกครองประเทศไทยเวลานั้น ยังเป็นเพียง “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2515” ที่ออกโดยจอมพลถนอมในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ ได้ระบุถึงที่มาของนายกฯ ไว้ในมาตรา 14 เพียงว่า “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง” เท่านั้น โดยไม่มีการให้รายละเอียดอื่นเพิ่มเติม
ปี 2556
กฎหมายสูงสุดคือ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550” ซึ่งระบุถึงที่มาของนายกฯ ไว้ในมาตรา 171-173
โดยมาตรา 171 วรรคสอง เขียนไว้ชัดเจนว่า “นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ขณะที่มาตา 172 ก็ยังเขียนว่าการเลือกผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ทำใน “สภาผู้แทนราษฎร” โดยจะต้องได้รับเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
ในขณะที่มาตรา 7 ที่สุเทพอ้างว่า สามารถใช้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้ ก็ระบุข้อความเพียงว่า “ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นเป็นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
จึงน่าสนใจว่า จะสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 7 แต่งตั้งนายกฯ ตามที่เลขาธิการ กปปส.เสนอได้หรือไม่
- ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
