“ผู้ไต่สวนอิสระ”ระเบิดเวลาสถาบันตุลาการ ผลจากจากความกลัว”ทักษิณ”?(ตอน 2-3)
แนวความคิดในการแต่งตั้ง “ผู้ไต่สวนอิสระ” เป็นผลสืบเนื่องมาจากยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เชื่อกันว่า มีการใช้อำนาจในการแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดที่ 2 ที่มี พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ เป็นประธาน ตั้งแต่เริ่มกระบวนการสรรหาจนกระทั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี แต่ให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี กรณีขึ้นค่าตอบแทนให้แก่ตนเอง(คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2548)
ด้วยเหตุดังกล่าว ในการยกร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ(ภายหลังการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ) จึงนำแนวคิดของประเทศสหรัฐอเมริกาในการแต่งตั้งอัยการอิสระขึ้นมาไต่สวนคดี สำคัญๆ มาใส่ไว้ในไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้วยซึ่งการแต่งตั้ง“ผู้ไต่สวนอิสระ” นั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาเป็นผู้แต่งตั้ง ทั้งนี้ คุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ วิธีการไต่สวน และการดำเนินการอื่นที่จำเป็นของผู้ไต่สวนอิสระให้เป็นไปตามที่กฎหมาย บัญญัติ
อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งบัดนี้ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง (ฉบับที่. ) พ.ศ..ซึ่งมีการเพิ่มเติมบทบัญญัติให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่งตั้ง”ผู้ไต่สวนอิสระ”จำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน ยังไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาออกมาบังคับใช้ ทำให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่สามารถแต่งตั้ง”ผู้ไต่สวนอิสระ”ขึ้นมาทำ หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้
ดังนั้น แม้ในช่วงที่ผ่านมา จะมีผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาให้ไต่สวนนายกรัฐมนตรีหรือ รัฐมนตรีมาแล้วหลายเรื่อง แต่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่สามารรับเรื่องไว้พิจารณาได้ และส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการแทน อาทิ
-บริษัทศรีสุบรรณฟาร์มกล่าวหา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
-นายวิลเลี่ยม ไลล์ มอนซัน กล่าวหา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กับพวกรวม 11 คน ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
-นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล กล่าวหา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกับพวกรวม 2 คน กรณี ส่งข้อความสั้น ( SMS )ถึงประชาชน)ที่ประชุมใหญ่ให้ยกคำร้องเพราะไม่มีกฎหมายรองรับ
-นายพรหมเนตร บาลทิพย์ กล่าวหานายชินวรญ์ บุญญเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกับพวกรวม 3 คน ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติยกคำร้อง เนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับ
แต่ประเด็นสำคัญที่อาจกลายเป็น”ระเบิดเวลา”ที่อาจส่งผลกระทบต่อ ศาลยุติธรรมคือ ที่มาของผู้ไต่สวนอิสระซึ่งให้ที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาเป็นผู้แต่งตั้ง
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ต้องยอมรับว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความหวาดระแวงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือนักการเมืองในลักษณะเดียวกันจะใช้อำนาจและอิทธิพลแทรกแซงกระบวนการสรรหา และการทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จนทำให้องค์กรอิสระเหล่านั้นไม่สามารถตรวจสอบการทำงานหรือการทุจริตของ นักการเมืองได้
กลุ่มผู้ร่างรัฐธรรมนูญ จึงคิดว่า น่าจะมีองค์กรหรือสถาบันหลักที่ประชาชนยังให้ความเชื่อถือศรัทธา เป็นกลางทางการเมืองและมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะป้องกันการแทรกแซงและครอบ งำจากอำนาจทางการเมืองได้ มาทำหน้าที่หลักในการสรรหาองค์กรอิสระหรือช่วยสร้างกลไกใหม่ๆในการตรวจสอบ การใช้อำนาจของนักการเมืองโดยเห็นว่า สถาบันตุลาการน่าจะเป็นองค์กรที่ประชาชนให้ความเชื่อถือและมีความเข้มแข็งเพียงพอ ที่จะไม่ให้อำนาจการเมืองอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาแทรกแซงได้
บททดสอบที่ทำให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเชื่อมั่นในสถาบันตุลาการคือ คดียุบพรรคไทยรักไทยที่ตัดสินเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 โดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549
ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จึงบัญญัติให้สถาบันตุลาการมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะมีบทบาทหลักใน กระบวนการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา การสรรหาองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ดังนี้
1.สมาชิกวุฒิสภาระบบสรรหา มีคณะกรรมการสรรหา จำนวน 7 คน ในจำนวนนี้เป็นตุลาการถึง 3 คนประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาศาลฎีกา และตุลาการศาลปกครองสูงสุด (เลือกจากที่ประชุมใหญ่) ที่เหลือได้แก่ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ประธานคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)
2.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีคณะกรรมการสรรหา 7 คน มีตุลาการถึง 5 คนประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และประธานศาลรัฐธรรมนูญ บุคคลที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลปกครองเลือกอีกศาลละ 1 คน
ทีเหลือได้แก่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
3.ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคณะกรรมการสรรหา 5 คน มีตุลาการจำนวน 2 คน ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด
ที่เหลือได้แก่ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่เลือกกันเอง 1 คน
4. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีคณะกรรมการสรรหา 5 คน มีตุลาการถึง 3 คน คือประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด และประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ที่เหลือได้แก่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร .
เพิ่มอำนาจตุลาการทำลายหลักแบ่งแยกอำนาจ
นอกจากเพิ่มบทบาทของตุลาการในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาและองค์กรอิสระแล้ว ยังเพิ่มอำนาจของคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จด้วยกล่าว คือ หลังจากที่คณะกรรมการสรรหาบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้แล้ว ต้องเสนอชื่อให้วุฒิสภาเห็นชอบ
ถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบ แต่คณะกรรมการสรรหายืนยันด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์ ก็ถือว่า รายชื่อเหล่านั้นได้รับความเห็นชอบ สามารถที่จะขึ้นทูลเกล้าเพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งได้เลย
เท่ากับคณะกรรมการสรรหามีอำนาจมากกว่าหรือเหนือวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ
บทบาทดังกล่าวของตุลาการได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า เป็นการดึงสถาบันตุลาการมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากขึ้น แต่กระบวนการในการสรรหา ยังมีการใช้อำนาจร่วมกับองค์กรอื่น และยังผ่านกระบวนการพิจารณาของวุฒิสภาในการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระเข้า ไปทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐและนักการเมือง
นอกจากนั้น การใช้อำนาจขององค์กรอิสระข้างต้นเป็นอำนาจหน้าที่ทั่วไปในการตรวจสอบการใช้ อำนาจรัฐมิได้เจาะจงเฉพาะตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือกรณีใดกรณีหนึ่ง
ขณะที่การแต่งตั้ง“ผู้ไต่สวนอิสระ” เป็นอำนาจโดยตรงของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมืองที่ค่อนข้างมีอิทธิพล 4 ตำแหน่งและเป็นการแต่งตั้งเฉพาะกรณีที่มีการร้องเรียนเข้ามาจากผู้เสียหาย
หลักการสำคัญในระบอบประชาธิปไตยนั้น คือ หลักการแบ่งแยกอำนาจเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ
แต่ในกรณี “ผู้ไต่สวนอิสระ”จากกระบวนการต่างๆเท่ากับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทำหน้าที่ เป็นทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการไปพร้อมๆกันกล่าวคือ
1.เมื่อมีผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากล่าวหาผู้ดำรง ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือ ประธานรัฐสภาฯ เมื่อเห็นควรว่า ต้องรับเรื่องไว้พิจารณา ก็จะต้องมีมติแต่งตั้ง”ผู้ไต่สวนอิสระ”ขึ้นมาดำเนินการไต่สวนซึ่งสถานะของ ผู้ไต่สวนอิสระก็คือ พนักงานสอบสวนในคดีอาญาซึ่งเป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร
นอกจากนั้นยัง ยังเกิดคำถามว่า สำนักงานของผู้ไต่สวนอิสระซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในทางธุรการและเป็นมือเป็นไม้ ของผู้ไต่สวนอิสระในการตรวจสอบอำนาจรัฐก็ยังเป็นองค์กรสังกัดฝ่ายตุลาการ หรือไม่
2. เมื่อ”ผู้ไต่สวนอิสระ” ไต่สวนเสร็จแล้ว เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด ก็ต้องส่งเรื่อให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
“ผู้ไต่สวนอิสระ” สามารถตั้งทนายส่งฟ้องต่อศาลฎีกาฯได้เช่นเดียวกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ประเด็นนี้เห็น ชัดว่า “ผู้ไต่สวนอิสระ” แต่งตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เมื่อไต่สวนเสร็จก็ให้ศาลฎีกาฯพิจารณาพิพากษาคดี เข้าลักษณะที่ชาวบ้านเรียกว่า ”ชงเอง ตัดสินเอง” ไม่มีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย
3.เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯพิพากษาว่า มีความผิดแล้ว จำเลยสามารถอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้กรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็เป็นผู้ที่มีมติแต่งตั้ง”ผู้ไต่สวนอิสระ” ทำให้ยิ่งเห็นภาพชัดว่า เป็นกระบวนการใช้อำนาจของฝ่ายตุลาการที่ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายใดๆเลย
4.ทางตรงกันข้าม ถ้าคดีที่”ผู้ไต่สวนอิสระ”ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาฯ แต่ศาลยกฟ้อง ก็อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า บุคคลที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯคัดเลือกมาเป็น”ผู้ไต่สวนอิสระ” ทำงานไร้ประสิทธิภาพหรืออาจรุนแรงถึงขั้นกล่าวหาได้ว่า มีบุคคลบางคนมีนอกมีในกับจำเลยได้
นอกจากนั้น การที่ฝ่ายตุลาการถูกดึงเข้ามาใช้อำนาจในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมืองสำคัญๆ 4 ตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งต้องยอมรับว่า มีอิทธิพลค่อนข้างมาก ทำให้นักการเมืองหาช่องทางในการแทรกแซงและครอบงำสถาบันตุลาการมากยิ่งขึ้น มิเช่นนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสถานะของนักการเมืองได้โดยง่าย
ดังนั้น การที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 บัญญัติให้มี “ผู้ไต่สวนอิสระ”ขึ้นมาภายใต้อำนาจการแต่งตั้งของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
อาจกลายเป็นระเบิดเวลาหรือตัวเร่งเร้าที่มีผลกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสถาบันตุลาการให้สั่นคลอนมากยิ่งขึ้น .
(อ่านตอนที่ 1 ได้ใน http://www.isranews.org/เวทีทัศน์/item/2735-”ผู้ไต่สวนอิสระ” ระเบิดเวลาสถาบันตุลาการ-ผลจากความกลัว”ทักษิณ”(1).html)
ที่มาภาพ :http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1289563668&grpid&catid=02&subcatid=0207
