ป.ป.ช.เอาจริง! ยื่นหนังสือเอาผิด "ทนายปู" ข่มขู่ตัดพยานคดีข้าวแล้ว
ป.ป.ช.เอาจริง! ยื่นหนังสือสภาทนายฯ เอาผิด"ทนายปู"กล่าวหาตัดพยานคดีข้าวโดยมิชอบแล้ว ระบุชัดพฤติกรรมไม่เหมาะสม เข้าข่ายข่มขู่ ฝ่าฝืนข้อบังคับที่ 18

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2557 นายนิวัติ แก้วล้วน เลขาธิการสภาทนายความ เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งหนังสือร้องเรียนการทำหน้าที่ของทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงกลาโหม ในคดีการปล่อยปละละเลยการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เข้ามาให้สภาทนายความพิจารณาแล้ว
นายนิวัติ กล่าวต่อไปว่า โดยขั้นตอนหลังจากนี้ จะมีการส่งเรื่องให้ นายบำรุง ตันจิตติวัฒน์ ประธานกรรมการมรรยาททนายความ พิจารณาตามขั้นตอน หากนายบำรุงเห็นว่ามีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความพ.ศ. 2529 จริง ก็จะมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมาดำเนินการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
"ข้อร้องเรียนที่ ป.ป.ช. แจ้งเข้ามาก็เป็นไปตามที่ปรากฎในสื่อมวลชน คือ การปฏิบัติตัวที่ไม่เหมาะสม ให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นต่อสื่อมวลชน ในลักษณะเข้าข่ายข่มขู่คุกคาม น่าจะเข้าข่ายตามข้อ 18 ของข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับประธานกรรมการมรรยาททนายความจะเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง แต่คาดว่าจะได้รับตอบที่ชัดเจนในช่วงต้นสัปดาห์หน้านี้"
นายนิวัติ ยังกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมามีทนายความหลายคนที่ถูกร้องเรียนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเข้ามา ซึ่งสภาทนายความ ก็ได้มีคำสั่งลงโทษไปแล้ว อาทิ การว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ การพักใบอนุญาต ในช่วงระยะเวลา 2-3 ปี ตามความรุนแรงของโทษ แต่โทษที่หนักที่สุดคือ การลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ ทำให้ไม่สามารถขึ้นว่าความได้อีก
"ส่วนกรณีการร้องเรียนทนายความของนายกฯ ที่ป.ป.ช. ทำเรื่องเข้ามาต้องดูกันว่ามีรายละเอียดเป็นอย่างไร เพราะในขั้นตอนการดำเนินการจะต้องมีการเปิดโอกาสให้ทนายความได้ใช้สิทธิ์ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วย หากเจอการขอเลื่อนชี้แจงออกไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้การพิจารณาคดีมีความล่าช้าตามไปด้วย"
นายนิวัติ ยังกล่าวย้ำว่า การแสดงความเห็นของทนายความ หากเป็นการแสดงความเห็นในเชิงวิชาการ สามารถทำได้ แต่การแสดงความเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาคดีที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นต่อลูกความ หรือฝ่ายตรงกันข้าม จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดปัญหาถูกร้องเรียนได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการร้องเรียนกรณีนี้เกิดขึ้นจากการที่ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ ทีมทนายความผู้รับมอบอํานาจจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้รับผิดชอบคดีรับจํานําข้าวให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ถึงกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยกคําร้องการขอให้ไต่สวนพยานคดีรับจํานําข้าว 7 ปาก และการลงพื้นที่ตรวจสอบสต็อกข้าวในโกดังตามคําร้องขอของนายกรัฐมนตรี ว่าขณะนี้ทีมทนายความกําลังรวบรวมหลักฐาน พฤติกรรมไม่ชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจากการใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ ในการตัดพยาน
โดยเบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ กับพวกทนายความ ไม่ใช่ตัวความในคดีที่ ป.ป.ช. กําลังดําเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในคดีรับจํานําข้าว จึงไม่มีเหตุผลที่จะออกมาให้ข่าว หรือแถลงข่าวแทนตัวความ การที่ออกมา ให้ข่าวดังกล่าวว่าจะเอาผิดกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งที่การไต่สวนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ยังไม่แล้วเสร็จ เท่ากับเป็นการข่มขู่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการทําหน้าที่ตามกฎหมายอันเป็นการกระทําผิดข้อบังคับมารยาททนายความ ในกรณีประพฤติตนเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของทนายความ
พร้อมทั้งระบุว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะ ตัวความหากรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวต้องตักเตือนทนายความของตน จึงได้มอบหมายให้สํานักงาน ป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งสภาทนายความให้ดําเนินคดีมารยาททนายความกับทีมทนายความดังกล่าว
ทั้งนี้ สำหรับข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความพ.ศ. 2529 ข้อที่ 18 ระบุข้อห้ามของทนายความในเรื่องการประกอบอาชีพดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ
