พิพาท "คน-ช้างป่า" ข้อขัดแย้งไม่สิ้นสุด
พื้นที่ป่า จ.ตราด ตั้งแต่ปี 2504 มีพื้นที่ป่าปกคลุมประมาณ 50-70 % แต่ดัวยความเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของเมือง ส่งผลให้ประชากรเพิ่มขึ้น และสิ่งที่ตามมาคือ การบุกรุกป่า ทั้งบุกรุกทำเป็นที่อยู่อาศัย ทั้งทำการเกษตร โดยการปลูกทุเรียน เงาะ จึงทำให้พื้นที่ป่าลดลงเหลือเพียง 20-50 % ในปี 2552 โดยเฉพาะใน อ.บ่อไร่ และ อ.เขาสมิง ที่มีการบุกรุกอย่างรุนแรงจนเป็นสาเหตุของการแย่งพื้นที่ป่าหรือพื้นที่ทำกินระหว่างคนที่พยายามบุกรุกป่าทำสวนผลไม้ กับช้างป่าที่ต้องอาศัยพื้นป่าในดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด
จากสถิติการเข้ามาบุกรุกพื้นที่ทางการเกษตรและทรัพย์สินในพื้นที่ จ.ตราด ที่อำเภอบ่อไร่ เก็บข้อมูลไว้ตั้งแต่ปี 2549 ช้างป่า จำนวน 5 ตัวได้เริ่มเข้ามาครั้งแรกที่หมู่ 2 ต.หนองบอน และเข้าทำลายพื้นผลทางการเกษตรเสียหายเป็นจำนวนมากทำให้ชาวบ้านต้องปรับการปลูกพืชที่ช้างไม่ชอบกินทำให้ช้างป่าเริ่มเข้าไปในพื้นที่อื่นอย่างไรก็ตามมีช้างเสียชีวิตไปโดยเหตุจากการใช้ยาเบื่อเสียชีวิตไป 6 ตัว
นับจากปี 2550 -2557 ปัญหาช้างป่าฝูงใหญ่จำนวนกว่า 10 ตัวเข้ามาบุกรุกพื้นที่ทำกินของชาวบ้านในพื้นที่ ต.ช้างทูน อ.บ่อไร่ และ ต.สะตอ อ.เขาสมิง และทำลายพืชผลทางการเกษตรยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่จนไม่สามารถเข้าไปทำกินได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลการะทบต่อรายได้ของครอบครัวที่ต้องใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
แม้ที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ แอครัจน์ นายอำเภอบ่อไร่ ได้พยายามแก้ไขด้วยการจัดงบประมาณเพื่อเฝ้าระวัง และจุดชุดลาดตระเวนติดตามช้าง รวมทั้งสร้างโป่งเทียม สร้างพื้นที่กันชนและการทำหอดูช้าง โดยล่าสุดได้จัดตั้งกองทุนช้างขึ้นมาเพื่อจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ไม่ได้ผล
ช้าง-คน ใคร???รุกพื้นที่
ในประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช รายงานว่ามีปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกิดขึ้นในพื้นที่อนุรักษ์อย่างน้อย 20 แห่ง อาทิอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเอาอ่างฤาไน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เป็นต้น และมีแนวโน้มว่า จะขยายตัวและมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต
อโณทัย งามเสงี่ยม หัวหน้าอุทยานน้ำตกคลองแก้ว อ.บ่อไร่ จ.ตราด กล่าวว่า ในอดีตช้างป่าอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นเขตรอยต่อติดระหว่างเขตพื้นที่อำเภอขลุง อำเภอโป่งน้ำร้อนจังหวัดจันทบุรี และในเขตอำเภอบ่อไร่ อำเภอเขาสมิงจังหวัดตราด ฝูงช้างป่าจะลงมาหากินในพื้นที่เขตป่าสงวนฯ โดยจะมีพฤติกรรมชอบกินใบเต่ารั้งและมะ พร้าว ต่อมาชาวบ้านได้เริ่มเข้ามาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแผ้วถางป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ปลูกผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด เป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้พื้นที่หากินของช้างป่าลดน้อยลง จึงทำให้ช้างป่าเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการกินพืชดั้งเดิม มาเป็นพืชผลที่ชาวบ้านบุกรุกเข้าปลูกไว้แทน
“ตามปกติช้างป่าจะลงมาในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงผลไม้ออก ซึ่งช่วงนี้จะสร้างความเสียหายให้แก่เกษตรกรมากกว่าในช่วงต้นปีที่ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และน่ากังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับช้างจนถึงขั้นมีการวางยาช้างก็เป็นได้”หัวหน้าอุทยานน้ำตกคลองแก้ว กล่าว
ดังนั้นกรมอุทยานแห่งชาติฯ จึงเข้าไปแก้ปัญหาตามโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถเพื่อให้ชาวบ้านและช้างสามารถอยู่รวมกันได้โดยไม่ให้เกิดความสูญเสีย โดยแนวทางการแก้ไขเบื้องต้น อำเภอบ่อไร่ อุทยานแห่งชาติน้ำตกคลองแก้ว , ป่าไม้จังหวัดตราด , กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน , อบต. ช้างทูน , อบต. สะตอ , เทศบาลตำบลหนองบอนและชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากช้างป่าได้ร่วมกันทำโป่งเทียมในพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ เพื่อเป็นอาหารให้กับช้างป่า และเป็นแนวกันชนไม่ให้ช้างป่าเข้าถึงสวนผลไม้ของชาวบ้าน
“ยอมรับว่าการดำเนินโครงการไม่ได้ผลเท่าที่ควร เนื่องจากช้างป่ามีจำนวนมาก ขณะที่โป่งเทียมที่สร้างขึ้นไม่เพียงพอต่อความต้องการของช้างป่า ทำให้ช้างยังคงเข้ามาหากินรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของชาวบ้านอยู่ตลอดเวลา ชาวบ้านจึงต้องหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยการจุดประทัดยักษ์ ใช้ปืนยิ่งขู่ เพื่อขับไล่ช้างให้ออกนอกเขตพื้นที่ ชาวบ้านบางส่วนใช้ลวดไฟฟ้าขึงกันเป็นแนวรอบสวนผลไม้ป้องกันช้างเข้าพื้นที่”หัวหน้าอุทยานน้ำตกคลองแก้ว กล่าว
สำหรับการแก้ไขปัญหาของกรมอุทยานแห่งชาติมีหลายแนวทาง โดยเบื้องต้นได้จัดสรรงบประมาณเป็นเงินจำนวน 11 ล้านบาทให้กับศูนย์ฯ เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์เคลื่อนย้ายช้าง ปืนยิงยาสลบ และอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อใช้จัดการช้างที่เกเรดุร้าย ในกรณีเจ้าหน้าที่ไม่สามารถไล่ต้อนกลับสู่ป่าสงวนในอำเภอวังน้ำเย็นจังหวัดสระแก้ว โดยการดำเนินการไม่ใช่ในพื้นที่จังหวัดตราดเท่านั้นแต่ให้จัดทำครอบคลุมไปทั่วประเทศ
หรือการยกเลิกที่ดิน สปก. ที่ทางรัฐบาลเคยมอบให้กับประชาชนเข้าไปทำประโยชน์โดยการทำพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อคืนพื้นที่ป่าที่ติดกับเขตป่าสงวนในตำบลสะตอ , ช้างทูนและหนองบอน ที่เป็นเส้นทางเดินของบรรพบุรุษช้างป่าที่ได้เคยใช้เส้นทางนี้มาก่อน ซึ่งการดำเนินการสามารถทำได้แต่ทำยากเพราะต้องผ่านหน่วยงานหลักหลายหน่วยงาน ที่จะต้องเข้ามาร่วมกันแก้ไข
รวมทั้ง การเวนคืนที่ดินทั้งหมดที่เป็นเส้นทางเดินของช้างป่า เพื่อคืนพื้นที่และเป็นแนวกันชนไม่ให้ช้างเข้ามาบุกรุกพื้นที่ของชาวบ้านเพิ่มขึ้น ซึ่งการดำเนินการในแนวทางนี้จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการเวนคืนที่ดินทั้งหมด
อโนทัย ยอมรับว่า การป้องกันไม่ให้ช้างป่ามาบุกรุกพืชสวนของเกษตรกรเป็นเรื่องยาก เนื่องจากกปัจจุบันปริมาณช้างป่า มีอัตราการเกิดมากกว่าอัตราการตาย ส่งผลให้ช้างมีจำนวนมากขึ้นทุกปี ในขณะที่พื้นที่ป่าลดลงอย่างต่อเนื่องจากการบุกรุกของชาวบ้าน จึงทำให้ช้างป่าต้องหากินเข้ามาตามสวนผลไม้ในเขตพื้นที่ของชาวบ้านจนสร้างความเดือดร้อนและเกิดปัญหาบานปลาย ในขณะที่การควบคุมการตายของช้างป่าในวัฏจักรตามธรรมชาติลูกช้างจะเป็นอาหารของเสือโคร่ง แต่ในปัจจุบันเสือโคร่งมีจำนวนลดน้อยลงทำให้ลูกช้างป่ารอดชีวิตและเติบโตเป็นช้างพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้
ล้อมลวดปล่อยกระแสไฟแก้ช้างบุกสวน
ตามปกติในเขตพื้นที่ ต.ช้างทูน โดยเฉพาะบ้านหนองแฟบ อ.บ่อไร่ จ.ตราด จะมีช้างป่าจำนวนหลายสิบตัวเดินข้ามจากภูเขาที่อยู่กลางหมู่บ้าน โดยจะแยกเส้นทางกันออกมาหากินครั้งละ 2-3 ตัว โดยจะเดินผ่าน หมู่ 4 บ้านหนองแฟบ ไปยัง หมู่ 3 บ้านหนองมาตร ทุก ๆวัน จนทำให้ชาวบ้านไม่กล้าออกไปทำเกษตรกรรมในช่วงเวลาที่ช้างลงมาหากิน
สาคร นาสุบิน ชาวบ้านหมู่ 4 บ้านหนองมาตร ยอมรับว่า ทุกวันนี้ต้องอยู่อย่างหวาดผวาไม่รู้ว่าจะมีช้างป่าเข้ามาทำร้ายเมื่อได ออกไปตัดยางหรือดูแลสวนไม่ได้เพราะช้างมาทั้งกลางวันและกลางคืน ที่ผ่านมา ทางอำเภอบอกว่าให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกับช้างป่าโดยสันติ ถามว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร เพราะช้างป่าตัวไม่ใช่สุนัขที่จะอยู่ร่วมกันได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ชาวบ้านได้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการนำลวดมาล้อมรอบสวนผลไม้ สวนยางพาราและปล่อยกระแสไฟฟ้าทั้งกลาง วันและกลางคืนเพื่อใช้ป้องกันช้างไม่ให้เข้าในสวนผลไม้และเข้าไปทำลายพื้นที่การเกษตรอื่น ๆ พร้อมทั้งได้ติดป้ายให้ชาวบ้านที่ผ่านไปมาได้ระวังด้วย
เกษม มั่นคง นายกอบต.ช้างทูน อ.บ่อไร่ จ.ตราด แม้ชาวบ้านจะมีปรับเวลาในการทำมาหากิน แต่ก็ยังไม่ไว้ใจช้างป่า บางครอบครัวได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้มาจุนเจือครอบครัว จึงหวั่นใจว่าหากปล่อยปัญหาให้คงสภาพเช่นนี้วันหนึ่งช้างอาจจะถูกชาวบ้านทำร้ายได้
“ล่าสุด มีลูกช้าง ชื่อช้างพลายน้อยหน่าเข้าไปหาผลไม้กินแล้วมีอาการง่วงซึม และเมื่อชาวบ้านเข้าไปไล่กลับลุกไม่ขึ้น มีลักษณะคล้ายไม่มีแรงและมึนงงแล้วล้มนอนลง ซึ่งทางอบต.ช้างทูนไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าช้างถูกวางยาหรือไม่ ที่ผ่านมาเคยมีช้างที่ ต.ช้างทูน อ.บ่อไร่เคยถูกวางยาเบื่อเสียชีวิตพร้อมกัน ถึง 6 ตัวมาแล้วเมื่อช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา จึงเกรงว่าหากชาวบ้านทนไม่ไว้ได้เกิดทำร้ายช้างบ้างด้วยการวางยาแล้วจะทำอย่างไร”
นายกอบต.ช้างทูน กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางอบต.ช้างทูนได้จัดชุดเฝ้าระวังช้างเพิ่มขึ้นเนื่องจากช่วงนี้ผลไม้ ใกล้สุกจะทำให้ช้างป่าเข้ามากินผลไม้เหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านต้องแก้ปัญหาเฉพาะไปก่อนด้วยการนำลวดมาขึงรอบที่ดินและสวนผลไม้ แล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันช้างป่าไม่ให้เข้ามาทำลายสวนผลไม้ ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดในขณะนี้ ส่วนทางอบต.ช้างทูนจะจัดชุดเฝ้าระวังในการติดตามช้างป่าไม่ให้เข้ามาทำลาย พืชผลของชาวบ้านในระยะนี้
ด้านธวัช ไกรศรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.สะตอ อ.เขาสมิง จ.ตราด กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรใน ต.สะตอ ได้รับความเดือด ร้อนจากช้างป่าที่เข้ามากัดกินและทำลายพืชผลทางการเกษตรมาหลายปี แต่ก็ไม่มีหน่วยงานราชการหน่วยใดเข้ามาแก้ปัญหาให้ จนชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องสูญเสียงบประมาณทั้งส่วนตัว ในการแก้ไขปัญหากันเอง และชาวบ้านในตำบลสะตอต้องหาวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหากันเอง
“ทางอบต.ก็ไม่มีงบพอเพียงที่จะเข้าไปแก้ปัญหาเองตามลำพัง ซึ่งชาวบ้านต้องใช้วิธีการต่าง ๆ นา ๆ มาป้องกันหรือไล่ช้างกันเอง ไม่ว่าจะเป็นการเคาะเกาะเกิดเสียงดัง จนกระทั่งจุดพลุหรือระเบิดปิงปองเพื่อให้เกิดเสียงดังให้ช้างตกใจหนี แต่ก็ใช้ได้เพียงระยะแรก ๆ เท่านั้น เพราะช้างเป็นสัตว์ฉลาด จนระยะหลัง ๆ ช้างป่าคุ้นเคยกับเสียงระเบิด ซึ่งระยะจุดไล่อย่างไร ช้างก็ไม่กลัวไม่หนีไปไหน”ผู้ใหญ่บ้านตำบลเขาสมิง กล่าว
สร้างโป่งเทียมสมานฉันท์คนกับช้าง
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาคนกับช้างนั้น จังหวังตราด ได้มีความพยายาม สร้างโปร่งเทียมขึ้น บริเวณพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาสมิง ป่าคลองปุก หมู่ที่ 5 ตำบลหนองบอน อำเภอบ่อไร่ เพื่อเป็นแหล่งอาหารของช้าง และป้องกันช้างป่าลงมาหาอาหารและทำลายพื้นผลของเกษตรกร ภายใต้โครงการ รักษ์ช้าง สร้างโป่ง อำเภอบ่อไร่ ตามโครงการแก้ไขปัญหาช้างป่า กิจกรรมการทำโป่งเทียม โดยได้รับเงินสนับสนุนงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด ปีงบประมาณ 2557 ซึ่งครั้งนี้เป็นที่ 2 ที่มีการร่วมมือกันทำโปร่งเทียมขึ้น ระหว่างเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ตร.3 (มะนาว) เจ้าหน้าที่อุทยานน้ำตกคลองแก้ว เจ้าหน้าที่สวนป่าด่านชุมพล ทหารพราน อส. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชมรมตราดออฟโรด เยาวชน และ ซึ่งมีส่วนประกอบ จากแร่ธาตุอาหารสัตว์ ไดแคลเซียมฟอสเฟต และเกลือแกง ขณะที่ครั้งแรกได้เคยทำโปร่งเทียมมาแล้วเมื่อปี 2553
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า การสร้างโป่งเทียมให้กับช้างป่าในพื้นที่ตำบลหนองบอน เป็นการประกาศเจตนารมณ์ของชาวบ่อไร่ในการอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้ เนื่องจากในระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ช้างป่าได้ลงมาหาอาหาร ในพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน ทั้งนี้ นอกจากการสร้างโป่งเทียมและปลูกพืชอาหารช้างเป็นแนวกันชนแล้ว ทางอำเภอบ่อไร่ยังเตรียมสร้างหอชุดเฝ้าระวังช้าง 8 แห่ง ในพื้นที่ 2 ตำบล คือตำบลหนองบอน และตำบลช้างทูน ที่มักประสบปัญหาช้างป่าเข้ามาหากินในพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังปัญหาช้างป่าให้กับประชาชน
ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ ยอมรับว่าช้างได้สร้างปัญหาให้กับประชาชนจริงและไม่ใช่เฉพาะที่จ.ตราดแต่เป็นทุกพื้นที่ จากพื้นที่ 70 แห่งที่มีช้าง 30 แห่งมีปัญหาที่ต้องแก้ไข เฉพาะที่ภาคตะวันออก มีปัญหาร่วมกันใน 5 จังหวัด ประกอบด้วย จ.ตราด จ.จันทบุรี ระยอง สระแก้ว และปราจีนบุรี ซึ่ง.ทางกรมอุทยานฯกำลังเร่งแก้ปัญหา โดยช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เรียกประชาชนในภาคตะวันออกไปร่วมหารือในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและได้มีแนวทางที่ชัดเจนในการที่จะแก้ปัญหาให้สำเร็จในเวลา 2 เดือน
ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ตราด เปิดเผยว่า แนวทางการแก้ไขปัญหา ไม่ได้มีเพียงการเฝ้าระวังช้าง การทำโปร่งเทียม หรือปลูกผลไม้ทำเป็นแนวกันชนให้กับช้างเท่านั้น ซึ่งมองว่าแนวทางการแก้ไขปัญหานี้มีอีกหลายวิธี เช่น การเวนคืนที่ดินที่เป็นพื้นที่ป่าทำเป็นแนวกันชนไม่ให้ช้างลงจากเขา หรือการยกเลิกที่ดิน สปก. ที่เป็นพื้นที่ที่ช้างชอบลงมาทำลายสวนผลไม้ ซึ่งแนวนี้เคยคิดไว้นานแล้ว แต่ผู้บังคับชาระดับสูงยังมองไม่เห็นถึงความสำคัญตรงจุด ซึ่งถือว่าถ้าทำได้คิดว่าจะแก้ปัญหาช้างป่าบุกรุกได้ระดับหนึ่ง
จากปัญหาความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า จะเห็นได้ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการหามาตรการที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถอยู่ร่วมกับช้างได้ หรือทำอย่างไรให้ เกษตรกรสามารถอยู่ร่วมกับช้างได้อย่างยั่งยืน กล่าวคือ การแก้ไขปัญหาช้างบุกกินพืชเกษตรให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรยอมรับได้ แต่การดำเนินการจัดการดังกล่าว จะต้องมีแผนรับมือทั้งการจ่ายค่าชดเชยให้เกษตรกร การจัดการพื้นที่ให้ความเหมาะสมต่อสภาพปัญหา ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพื่อให้คนกับช้างอยู่ร่วมกันได้ในสภาพที่เหมาะสม
