ทำไมปูตินถึงได้ป๊อปนัก ?
ช่วงนี้สื่อระดับโลกหลายสำนักต่างรายงานและวิเคราะห์ถึงกระแสความนิยมในตัวประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่กำลังพุ่งแรง การสำรวจความนิยมล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยศูนย์วิจัยความคิดเห็นสาธารณะที่เป็นหน่วยงานภาครัฐของรัสเซียเผยว่า ผู้นำรัสเซียได้คะแนนนิยมถึง 89.9% ขึ้นมาจากเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้นที่อยู่ที่ 86.6% และนับว่าสูงกว่าคะแนนนิยมที่นายปูตินเคยทำสถิติไว้เมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้ที่ 89.1% ศูนย์วิจัยแห่งนี้ระบุว่าสาเหตุหลักที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของนายปูตินขึ้นพรวด ๆ นั้น มาจากสถานการณ์ในซีเรียและปฏิบัติการทางอากาศของเครื่องบินรบรัสเซียในการโจมตีที่มั่นของกลุ่มก่อการร้าย

แม้ว่าเศรษฐกิจของรัสเซียกำลังย่ำแย่ โดยตัวเลขของทางการที่เปิดเผยออกมาเมื่อต้นสัปดาห์ก่อนระบุว่ารายได้ครัวเรือนของคนรัสเซียลดลงตลอดช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา แต่คนรัสเซียก็ยังเทคะแนนให้อดีตสายลับเคจีบีผู้นี้ที่ปกครองประเทศมากว่า 15 ปีแล้ว ทั้งในฐานะประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี สื่อตะวันตกหลายเจ้าต่างพยายามวิเคราะห์ว่าทำไมคนรัสเซียถึงให้คะแนนนายปูตินเกือบหมดใจ
นักวิเคราะห์ของอัลจาซีราชี้ว่า เพื่อให้เข้าใจถึงกระแสความนิยมในตัวนายปูตินที่อยู่ในขาขึ้นในตอนนี้นั้น จะต้องมองรัสเซียทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในช่วงหลังการเปลี่ยนผ่านจากคอมมิวนิสต์มาเป็นระบบตลาดเสรี เมื่อคริสตทศวรรษที่ 1990 ที่ประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซินปกครองรัสเซีย และชาติตะวันตกมองว่าเป็นช่วงที่รัสเซียมีความเป็นประชาธิปไตยระดับหนึ่งนั้น แต่กลับเป็นช่วงที่คนรัสเซียส่วนใหญ่ต่างส่ายหน้าต่อสภาพความเป็นอยู่ในประเทศ เพราะมาตรฐานการครองชีพตกต่ำ เงินที่สะสมมาทั้งชีวิตที่ฝากไว้กับธนาคารก็สูญหายไปจากการลดค่าเงินรูเบิ้ล มาเฟียกับกลุ่มผู้มีอำนาจเปิดศึกกลางถนนแย่งชิงผลประโยชน์กัน และบทบาทของรัสเซียในเวทีการเมืองโลกก็ถดถอย
นายปูตินที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรักษาการณ์ประธานาธิบดี ชนะการเลือกตั้งก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีต่อจากนายเยลต์ซินเมื่อปี 2000 ตลอดช่วงที่นายปูตินบริหารประเทศ มีเรื่องหลัก 3 เรื่องที่รัฐบาลของเขาเข้าไปจัดการ เรื่องแรกดูแลและควบคุมราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน ที่กำลังบูมในตอนที่เขาเป็นผู้นำในช่วงแรก ๆ, นำประเทศรัสเซียให้ก้าวกลับขึ้นมามีบทบาทและได้รับการยอมรับในเวทีโลก และเรื่องสุดท้ายคือการใช้กลไลและอำนาจรัฐจัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผลที่ตามมาทำให้คนรัสเซียขนานนามนายปูตินว่า เป็นผู้นำที่หยุดยั้งไม่ให้ประเทศผุกร่อน
แม้ว่าในตอนนี้ ราคาน้ำมันโลกร่วงลงไปแบบครึ่งต่อครึ่ง มาตรฐานการครองชีพของคนรัสเซียตกลงอีก แต่นายปูตินก็ยังคงได้คะแนนนิยมจากคนรัสเซีย โดยเขายังคงมีภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งที่ยืนหยัดไม่ยอมอ่อนข้อให้กับโลกตะวันตกง่าย ๆ ขณะที่ภาครัฐยังคงมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารประเทศ โดยยึดหลักให้ประเทศมีเสถียรภาพและความมั่นคงมากกว่าเรื่องเสรีภาพของประชาชน
ศ. อนาโทล ลีเวน ที่ตอนนี้สอนอยู่ที่คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน และเขียนบทวิเคราะห์ให้กับอัลจาซีรา อธิบายเพิ่มเติมโดยมองประเด็นการส่งกำลังทหารรัสเซียเข้าไปในซีเรียตามคำเชื้อเชิญของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำซีเรียว่า เป็นการดำเนินนโยบายที่หวังผลหลายเรื่อง ไม่เพียงแต่จะเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้กับนายอัล-อัสซาดที่เป็นพันธมิตรเก่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับและบทบาทของรัสเซียในเวทีโลกให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งยังทำให้ผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำชาติยุโรปต้องปฏิบัติต่อรัสเซียอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี โดยเฉพาะกรณีวิกฤตในยูเครน
หมากของรัสเซียต่อสถานการณ์ในซีเรียนั้นมาจากการวิเคราะห์และประสบการณ์การเป็นพันธมิตรกับซีเรีย โดยรัสเซียมองว่ายุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ใช้การติดอาวุธและฝึกฝนให้กับกลุ่มฝ่ายค้านสายกลางของซีเรียนั้นไม่มีทางสำเร็จ ซึ่งทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เองก็ออกมายอมรับว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่ล้มเหลว และหากรัฐบาลชุดของนายอัล-อัสซาดถูกโค่นลงในขณะนี้ ซีเรียจะตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างไปจากการเกิดกลียุค ซึ่งนี่ยังคงเป็นการมองในแง่ที่ดี หรือถ้ามองแบบร้ายที่สุด ซีเรียจะตกอยู่ในมือของกลุ่มรัฐอิสลามและอัลไคด้า
ศ. ลีเวนชี้ว่า การส่งเครื่องบินรบและทหารรัสเซียเข้าไปยังซีเรียมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยว่าท้ายที่สุดคนรัสเซียอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะจากการสำรวจความคิดเห็น คนรัสเซียมองกรณีนี้ต่างไปจากกรณีการแทรกแซงของรัสเซียในยูเครน และหากถึงจุดนั้น คะแนนนิยมของนายปูตินคงจะไม่สูงแบบทุกวันนี้
ฟิโอนา คลาก นักวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเยอรมนีกลับมองการแทรกแซงของรัสเซียในซีเรียต่างออกไป โดยชี้ว่าเป็นเรื่องการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาในประเทศรัสเซียเอง และเทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจเป็นเทคนิคที่ไม่เคยสร้างความผิดหวัง โดยทางการรัสเซียบอกประชาชนของตนว่า เป็นการส่งกำลังเข้าไปปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่อยู่นอกประเทศ อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายของรัสเซียในครั้งนี้เพิ่มความเสี่ยงให้รัสเซียเอง ว่าอาจถูกกลุ่มการก่อการร้ายก่อเหตุโจมตีในประเทศได้ เพราะเท่าที่ผ่านมารัสเซียก็เคยเจอเหตุก่อการร้ายในประเทศมาแล้วกว่า 100 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตไปราว 3,000 ราย
คนรัสเซียอาจมองได้ว่า การเข้าแทรกแซงในซีเรียช่วยเพิ่มบทบาทของรัสเซียในเวทีโลกและมีการถ่ายโอนดุลอำนาจจากสหรัฐฯ ไปที่รัสเซีย เพราะคนรัสเซียได้เห็นนายอัล-อัสซาดเยือนกรุงมอสโก เห็นชนชั้นผู้นำของรัสเซียพบหารือกับผู้นำในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตรงนี้เป็นการช่วยเพิ่มกระแสชาตินิยมและเพิ่มคะแนนนิยมให้นายปูตินด้วย
ใครจะมองนายปูตินในแง่บวกหรือลบก็ตาม แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นพ้องร่วมกันคือ นายปูตินเป็นบุคคลที่กำลังมีบทบาทและทรงอิทธิพลคนหนึ่งของโลกในขณะนี้
ภาพประกอบจาก bangkokvoice.com
