เขตศก.พิเศษเชียงราย รัฐ-ชาวบ้านมองต่าง ทางขนานที่ต้องหาทางบรรจบ
“เขตเศรษฐกิจพิเศษ” คำนี้ถูกกล่าวถึงในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นการให้สิทธิพิเศษในพื้นที่ที่พิจารณาจากองค์ประกอบด้านกายภาพของเมืองต้องเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมขนส่งและปัจจัยการผลิตที่เชื่อมโยงพื้นที่ที่มีศักยภาพอื่น ๆ
เมื่อเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจะได้รับสิทธิพิเศษด้านต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิพิเศษทางภาษีอากร การส่งเสริมการลงทุน ความพร้อมของปัจจัยการผลิต การอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกรรมและบริการพื้นฐานต่าง ๆ ทั้งระบบขนส่ง ไฟฟ้า ประปา ฯลฯ
จังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดเหนือสุดในสยามมีชายแดนติดกับ 2 ประเทศคือประเทศเมียนมาและ สปป.ลาว รวมทั้งเชื่อมไปถึงมณฑลยูนนาน ประเทศจีนด้วยระยะทางเพียงประมาณ 245 กิโลเมตร
มีจุดผ่านแดนถาวร 3 แห่งที่ทำการค้ากับประเทศต่าง ๆ คือ อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และ อ.เชียงของ มีเส้นทางบกที่เชื่อมต่อกันด้วยถนนอาร์สามบีแม่สาย-เมียนมา-จีนตอนใต้ ทางเรือสินค้าแม่น้ำโขงเชียงแสน-สปป.ลาว-เมียนมา-จีนตอนใต้ และถนนอาร์สามเอเชียของ-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ซึ่งมีมูลค่าการค้าขายมหาศาล
ด้วยเหตุนี้การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ จ.เชียงราย จึงได้รับความสนใจจากรัฐบาลหลายยุค กระทั่งรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี2557 ช่วงต้นรัฐบาลชุดนี้ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) และใช้ชื่อใหม่ว่าเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและยังคงเห็นชอบให้ จ.เชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการจัดตั้งเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการเป็นระยะที่ 2 ไปพร้อมกับ จ.นครพนม นราธิวาส และกาญจนบุรี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 เป็นต้นไป ต่อจากจังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกเป็นระยะที่ 1 คือ จ.ตาก มุกดาหาร หนองคาย สระแก้ว และตราด ซึ่งเดินหน้าดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว
โดย กนพ.ได้เห็นชอบให้พื้นที่ 3 อำเภอชายแดน จ.เชียงราย คือ อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และ อ.เชียงของ เป็นพื้นที่จัดตั้งพร้อมกันทั้ง 3 อำเภอ ทางจังหวัดได้เตรียมความพร้อมรองรับด้วยการตั้งคณะกรรมการจำนวน 3 ชุด คือ คณะกรรมการประสานงานจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ คณะทำงานยกร่างแผนแม่บทเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และคณะทำงานสนับสนุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งว่าจ้างบริษัทปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด จัดทำร่างแผนแม่บทและแผนงานโครงการตั้งแต่ มี.ค.-ต.ค. ปัจจุบันจังหวัดได้นำเสนอพื้นที่เพื่อให้ทาง กนพ.และรัฐบาลนำไปพิจารณาจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามโครงการแล้วทั้ง 3 อำเภอ

ฟื้นกระแสนิคมอุตสาหกรรม
เดิมพื้นที่ จ.เชียงราย เคยมีกรณีจัดตั้งพื้นที่ที่เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจมาแล้ว โดยใช้ชื่อว่าการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมโดยเมื่อปี 2547 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เคยสำรวจพื้นที่ ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน เพื่อจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมโดยมีกลุ่มทุนจากมณฑลยูนนาน จีนตอนใต้ให้ความสนใจจะเข้าไปลงทุนแต่เนื่องจากมีกระแสทางการเมืองและยังถูกชาวบ้านออกมาต่อต้านเพราะเกรงจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตเพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นชนบทและนาข้าวที่เคยสงบและมีสิ่งแวดล้อมที่ดีทำให้กนอ.ต้องยกเลิกโครงการที่ อ.เชียงแสน ไป
ต่อมาปี 2549-2550 ได้หันไปศึกษาที่ "ทุ่งสามหมอน" เนื้อที่ 16,000 ไร่ที่ ต.สถาน และ ต.ศรีดอนชัยอ.เชียงของ ซึ่งเป็นทุ่งข้าวกว้างใหญ่เพื่อเตรียมจะเปิดให้มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอีก
กลุ่มทุนเจ้าเก่าจากมณฑลยูนนานให้ความสนใจเดินทางไปดูพื้นที่มาแล้วพร้อมกระแสที่ว่าหากรัฐบาลไทยไฟเขียวก็พร้อมจะเข้ามาลงทุน แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการประกาศเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม เพราะส่วนหนึ่งมาจากประชาชนในพื้นที่ต่อต้านอย่างต่อเนื่อง ลักษณะคล้ายกับที่ อ.เชียงแสน โดยมีการขึ้นป้ายต่อต้านและเมื่อมีการประชุมหรือสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็จะเป็นประเด็นที่มีกลุ่มต่อต้านอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งรัฐบาลชุดนี้มีการประกาศจะจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษโดยเลือก อ.เชียงของ เป็นหนึ่งในพื้นที่ดังกล่าวโดยเฉพาะเมื่อทางจังหวัดประกาศให้พื้นที่ ต.บุญเรือง 3,021 ไร่ 1 งาน 75 ตารางวาเป็นหนึ่งในตัวเลือกเพราะทั้งกว้างขวางและเป็นที่สาธารณะ ไม่ต้องหาซื้อจากที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์เหมือนพื้นที่ภายนอก ก็ถูกชาวบ้านในพื้นที่ต่อต้านทันทีเพราะกระแสชาวบ้านในพื้นที่ยังคงมองว่าเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรมมีความเกี่ยวเนื่องกัน
ชาวบ้านออกโรงต้าน-เอกชนหนุน
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว แกนนำกลุ่มรักษ์เชียงของซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่เคยขับเคลื่อนเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กล่าวว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะใช้พื้นที่ "ป่าชุมชน" ต.บุญเรือง สำหรับนำไปใช้เพื่อกิจการใดๆ ทั้งสิ้นนอกเหนือไปจากการปล่อยให้คงสภาพเป็นป่าเหมือนเดิม พื้นที่แห่งนี้มีสภาพเป็นป่าและพื้นที่ลุ่มชุ่มน้ำหรือ Wet Land และไม่ใช่ที่เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์เหมือนที่หน่วยงานภาครัฐระบุอีกด้วย
“พื้นที่ป่าชุมชนบุญเรืองตั้งอยู่ติดแม่น้ำอิงก่อนไหลเข้าสู่เชียงของซึ่งด้วยสภาพที่นอกจากจะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ พันธุ์พืช และหนองน้ำที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้ว ยีงเป็นพื้นที่คอยซับน้ำในแม่น้ำอิงช่วงฤดูน้ำหลากได้เป็นอย่างดี เมื่อถึงฤดูแล้งก็คอยดูดซับน้ำไว้ลักษณะเป็นแก้มลิงธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดของพื้นที่ลุ่มน้ำอิงตั้งแต่ไหลมาจากกว๊านพะเยาด้วย” นายนิวัฒน์ กล่าว

นายนิวัฒน์ กล่าวว่าพื้นที่ป่าชุมชนบุญเรืองทั้งหมดตั้งอยู่เหนือตัว อ.เชียงของ ลักษณะเป็นคอขวดเมื่อต้องนำไปใช้สร้างกิจการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนที่เป็นนิคมอุตสาหกรรมหรือไม่ใช่นิคมอุตสาหกรรมก็ต้องมีการถมดินแน่นอนเพราะพื้นที่เป็นที่ลุ่มจนกลายเป็นที่ชุ่มน้ำถ้าไม่ถมดินจะทำกิจการใดแทบไม่ได้เลยเมื่อถมดินก็ต้องถมป่าความสูญเสียขั้นแรกก็เกิดขึ้นแน่นอนจากนั้นจะมีความสูญเสียขั้นต่อไปคือถ้ามีน้ำไหลมาลงมามากในฤดูน้ำหลากน้ำก็จะทะลักออกด้านข้างของป่าเพราะไม่มีที่ดูดซับน้ำแล้วก็จะเข้าท่วมชุมชนบ้านเรือนในเชียงของเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งก็คงจะแห้งแล้งเพราะไม่มีพื้นที่แห่งนี้ดูดซับน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ ภายในป่าให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์อีก
ปัจจุบันนายนิวัฒน์และชาวบ้านได้มีการจัดเวทีเสวนาเกี่ยวกับโครงการใน ต.บุญเรือง ทำพิธีบวชป่า ฯลฯ มาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งร่วมกันลงพื้นที่ทำการวิจัยสภาพพื้นที่ที่พวกเขาเรียกว่าป่าชุมชนบุญเรืองแตกต่างจากที่ทางจังหวัดเรียกว่าที่เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์บุญเรืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการวิจัยได้มีการจัดทำเป็นรูปเล่มเอาไว้อย่างน่าสนใจว่าพื้นที่แห่งนี้มีทั้งพันธุ์ต้นไม้ที่หลากหลาย
รวมทั้งพบพันธุ์สัตว์ป่าบางชนิดที่ยังพบร่องรอยอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น เสือปลา แมวดาว ฯลฯ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติจริง
เอ็นจีโอวิจัยพบสัตว์หลากหลายสายพันธุ์
องค์กรเอกชนคือเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยกรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ได้สำรวจความหลากหลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ภายในพื้นที่ที่ป่าชุมชน ต.บุญเรือง พบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 8 ชนิด ใน 3 อันดับ 5 วงศ์ สัตว์ปีก 90 ชนิดใน 14 อันดับ 43 วงศ์ สัตว์เลื้อยคลาน 13 ชนิดใน 2 อันดับ 8 วงศ์ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 13 ชนิดใน 2 อันดับ 6 วงศ์ พันธุ์ปลาท้องถิ่น 87 ชนิด พันธุ์ปลาต่างถิ่น 16 ชนิด และกุ้ง 1 ชนิด
ระบบนิเวศแบบท้องถิ่น 8 ระบบ พืชอาหาร 49 ชนิด พืชสมุนไพร 38 ชนิด และที่เป็นทั้งพืชอาหารและพืชสมุนไพร 15 ชนิด รวมทั้งพบมีหนองน้ำ ลำห้วย กระจายอยู่ทั่วบริเวณ ที่น่าสนใจคือพบรอยเท้าของสัตว์ป่าหายากหลายชนิดคือเสือปลาขนาดรอยเท้า 3-4 ซ.ม.แมวดาวขนาดรอยเท้า 2.3 ซ.ม.กระต่าย อีเห็น ฯลฯ ซึ่งไม่รวมถึงพันธุ์ปลาและนกที่มีอยู่มากมาย
นายสมหวัง ศิริเลิศวาจา อายุ 60 ปี ชาวบ้านบุญเรือง กล่าวว่าป่าชุมชนแห่งนี้เชื่อมระบบนิเวศมากมายเข้าด้วยกัน และยังเชื่อมสังคม เชื่อมวัฒนธรรม และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน คนนอกก็มาหาของป่าในพื้นที่ได้ แต่ห้ามทำลาย ที่ผ่านมาชาวบุญเรืองก็ใช้ประโยชน์และไม่มีใครแสดงความเป็นเจ้าของป่าดังกล่าว ยังคงอนุรักษ์ไว้เพราะเชื่อว่าหากมีป่าจะมีน้ำ ช่วงน้ำหลากปลาจะอพยพเข้ามา ส่วนช่วงน้ำแล้งชาวบ้านก็สูบน้ำอิงเข้ามาใช้ พยายามใช้ทรัพยากรอย่างระมัดระวัง ไม่โลภ รอคอยช่วงเวลาในการทำเกษตรตามธรรมชาติจะลำบากหน่อยก็ทนเอา อย่างช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา วิกฤติแล้งรุนแรงมาก แต่เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรัง ปลูกผักลำบาก ผลผลิตน้อย ก็ต้องหางานอื่นทำ ไม่เข้าไปบุกป่าขยายพื้นที่
“พวกเราจึงสงสัยว่าการจะเข้าไปใช้ป่าเพื่อสร้างเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวเกิดจากความพยายามที่จะใช้ที่ดินราคาถูกหรือไม่ เพราะเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ดูแลโดยรัฐอยู่แล้วไม่ใช่เอกสารสิทธิ์ของเอกชนที่จะต้องไปหาซื้อหรือเวนคืนกันอีก ประโยชน์ที่ได้ก็เชื่อว่าคงจะมีกับเอกชนที่จะเข้าไปลงทุนแต่สำหรับคนบุญเรืองต้องสูญเสียที่ดินที่มีค่านี้ไป” นายสมหวัง กล่าว
นางศรีธร อรุณวระศิลา ชาวบ้านบุญเรือง กล่าวว่า ชาวชนบทอย่างพวกเรามีชีวิตขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของป่าและน้ำรวมทั้งการช่วยเหลือกันในชุมชน จึงไม่สนใจเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่จะได้หากมีธุรกิจเข้ามา รวมทั้งมีลูกหลานหลายคนไปทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ชลบุรี เมื่อกลับมาก็เล่าถึงสภาพแวดล้อมที่นั่นว่าแหล่งน้ำสกปรก น้ำดำ ปลาตาย อาหารการกินก็เสี่ยงอันตราย ทำให้รู้สึกไม่ดีและไม่อยากเห็น ต.บุญเรือง เป็นเหมือนมาบตาพุด
เอกชนหนุน
ท่าทีของฝ่ายปกครอง จ.เชียงราย และภาคธุรกิจหอการค้ายังคงมองว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมอยู่เพราะมีความกว้างขวางรวมทั้งมองว่าไม่ได้มีการต่อต้านจากชาวบ้านมากมายอย่างที่กังวลเหมือนการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงแสน เมื่อหลายปีก่อนแต่อย่างใด

นายอนุรัตน์ อินทร ประธานหอการค้า จ.เชียงราย กล่าวว่าหากว่ามีการจัดตั้งเขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจในทั้ง 3 อำเภอของ จ.เชียงราย ก็จะมีผลดีอย่างมากมายทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น คนท้องถิ่นก็จะมีงานทำลดการขายแรงงานต่างถิ่น คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น กิจการภายในยังเอื้อต่อการผลิตวัตถุดิบในพื้นที่ด้วยเพราะจากการประชุมภาครัฐและเอกชนครั้งล่าสุด ได้กำหนดให้มีกิจการอยู่ภายในถึง 20 กิจการส่วนหนึ่งคือกิจการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งอำเภอที่ตั้งอยู่โดยรอบสามารถกำหนดเป็นเขตหรือโซนสำหรับนำไปป้อนกิจการในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวได้อีกด้วย
นายอนุรัตน์ กล่าวว่าสำหรับกระแสต่อต้านของชาวบ้านตรวจสอบแล้วพบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ออกมาแสดงความเห็นไม่ต้องการนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้นแต่ไม่ได้หมายถึงเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษแต่อย่างใด ซึ่งกรณีของเขตดังกล่าวไม่ได้หมายถึงไปจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเหมือนในอดีตแต่เป็นกิจการที่ได้รับการคัดกรองดีแล้วว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมุ่งหวังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันด้วย
“พื้นที่ที่จะใช้เพื่อประกอบกิจการคงไม่ใช่ทั้งหมดทั้ง 3,000 กว่าไร่ และหากว่าเลือกที่ ต.บุญเรือง ก็คงจะไม่ทำให้มีผลกระทบอย่างที่กังวลกันเพราะไม่ใช่นิคมอุตสาหกรรม ดังนั้นถ้าได้ร่วมกันลงพื้นที่หารือชี้แจงชาวบ้านแล้วก็คงจะเข้าใจกันดี หรือหากไม่ได้ที่บุญเรืองจริงๆ ก็คงต้องพิจารณาอีก 3-4 พื้นที่ที่เหลืออยู่ต่อไปคาดว่าไม่มีปัญหา” ประธานหอการค้า จ.เชียงราย กล่าว
ราคาที่ดินจูงใจเอกชนสู่บุญเรือง
ในปัจจุบันพื้นที่ อ.เชียงของ กำลังมีสิ่งปลูกสร้างอันเกิดจากภาคธุรกิจต่างๆ เข้าไปลงทุนรองรับสะพานข้ามแมน้ำโขงไทย-สปป.ลาว แห่งที่ 4 เชื่อมกับเมืองห้วยทราย เมืองเอกของแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว อย่างต่อเนื่องเพราะสะพานนอกจากจะเชื่อมถนนอาร์สามเอไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ตัวสะพานยังแยกออกจากตัวเมืองทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นในพื้นที่ แถบ ต.สถาน และ ต.ศรีดอนชัย เมื่อพ่วงกับกระแสจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่มีมาก่อนหน้านี้หลายปีผนวกกับการขับเคลื่อนเพื่อจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจึงทำให้ราคาที่ดินหลายแห่งพุ่งสูงขึ้น
นายสงวน ซ้อนกลิ่นสกุล รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย เป็นนักธุรกิจพื้นที่ชายแดน อ.เชียงของ กล่าวว่าราคาที่ดินในเขตเทศบาล ต.เวียงเชียงของ และบริเวณใกล้สะพานแม่น้ำโขงพุ่งสูงถึงไร่ละตั้งแต่ 6 ล้านบาทขึ้นไป
ส่วนพื้นที่บริเวณทุ่งสามหมอนในอดีตราคาไร่ละไม่กี่หมื่นบาท แต่ตั้งแต่ กนอ.กำหนดให้เป็นเขตจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเมื่อหลายปีก่อนราคาก็ขยับขึ้นจนปัจจุบันพื้นที่พื้นที่ติดถนนไร่ละ 3 ล้านบาทที่ห่างถนนราคาไร่ละประมาณ 1 ล้านบาทแล้ว ที่ดินเปลี่ยนมือจากชาวบ้านเจ้าของเดิมไปเป็นของนักธุรกิจเกือบหมดแล้ว
นักลงทุนรอรัฐฟันธง
เป็นที่น่าสังเกตว่าในการประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ จ.เชียงราย หลายครั้งตัวแทนจากบริษัทเมืองเงิน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งประกาศจะเข้าไปลงทุนในเขตดังกล่าวได้ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานด้วยอย่างต่อเนื่อง โดยทาง พล.ท.พงษ์เอก อภิรักษ์โยธิน กรรมการผู้จัดการบริษัทยืนยันว่าเดิมพร้อมจะเข้าลงทุนที่ทุ่งสามหมอนซึ่งทาง กนอ.กันเอาไว้ให้พัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงของ แต่หลังจากรัฐบาลเพิ่มโครงการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษแล้วทางบริษัทก็ได้เข้าศึกษาพื้นที่ที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมด
จากนั้นเอกชนรายนี้ได้เล็งจะเข้าไปลงทุนใน 2 พื้นที่คือที่สาธารณประโยชน์บ้านทุ่งงิ้ว และ ที่เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์บ้านบุญเรืองดังกล่าว โดยยกเลิกการจะเข้าไปลงทุนที่ทุ่งสามหมอนแล้วด้วยหนึ่งในเหตุผลที่สำคัญคือราคาที่ดินที่ทุ่งสามหมอนซึ่งพุ่งสูงขึ้นหากเปลี่ยนไปลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษก็สามารถใช้การเช่าเพราะเป็นที่ดินของรัฐก็สามารถลดค่าใช้จ่ายได้รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในพื้นที่ กนอ.และเขตดังกล่าวก็ไม่มีความแตกต่างกันมากด้วย โดยกิจการที่จะเข้าไปลงทุนคงเกี่ยวข้องกับการขนถ่ายสินค้า การขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์เชื่อมโยงกับการค้าชายแดนเป็นหลัก
พล.ท.พงษ์เอก กล่าวว่าการเข้าไปลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของบริษัทไม่ได้มุ่งหวังจะเป็นภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวแต่เป็นไปตามกิจการที่เหมาะสมและถูกกำหนดให้ประกอบการในเขตนั้นๆ ด้วย โดยหากได้พื้นที่ ต.บุญเรืองที่มีความกว้างขวางก็อาจจะพัฒนาให้เป็นเขตบริการด้านโลจิสติกส์การขนส่งสินค้าชายแดนเชื่อมโยงกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้
ส่วนพื้นที่ที่จะเลือกเพื่อประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมก็จะเน้นเรื่องอุตสาหกรรมประเภทกำจัดขยะ พลังงานทดแทน ฯลฯ ซึ่งก็ล้วนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระนั้นทางบริษัทก็ต้องรอดูการดำเนินการของรัฐบาลก่อนเพื่อรอให้มีการประกาศใช้พื้นที่จัดตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน
จังหวัดรอเจรจา-ขอความชัดเจนรัฐบาล
นายนักปราชญ์ ไชยานนท์ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์การพัฒนา จ.เชียงราย กล่าวว่าตามแผนแม่บทของจังหวัดกำหนดให้แต่ละอำเภอในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.เชียงราย มีการพัฒนาแตกต่างกันไป
โดยที่ อ.แม่สาย มุ่งเน้นเรื่องการค้าชายแดนและพาณิชยกรรม ที่ อ.เชียงแสน เป็นการพัฒนาด้านการค้าชายแดนทางเรือแม่น้ำโขงและการท่องเที่ยว ส่วนที่ อ.เชียงของ เป็นการพัฒนาด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า
ที่ผ่านมาพบว่าจากการจัดประชุมหรือเปิดศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จที่เดียวหรือวันสต็อปเซอร์วิส (OSS:One Stop Service) ที่ศาลากลางจังหวัดเพื่อเปิดให้เอกชนเข้าไปสอบถามข้อมูลหรือแจ้งข้อมูลก็พบว่ามีเพียงบริษัทเมืองเงินฯ เพียงเจ้าเดียวที่เปิดตัวจะเข้าไปลงทุน
สำหรับเอกชนรายอื่น ๆ มีเพียงลงทะเบียนหรือเข้าร่วมแต่ไม่ได้แจ้งข้อมูลว่าจะลงทุนในด้านใด แต่เนื่องจากในอดีตมีการต่อต้านเรื่องนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงแสน และต่อมาทาง กนอ.ก็ศึกษาพื้นที่เพื่อจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่ อ.เชียงของ ดังนั้นเมื่อบริษัทเมืองเงินฯ ซึ่งเคยจะเข้าไปลงทุนในพื้นที่ของ กนอ.หันมาสนใจเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ อ.เชียงของ จึงทำให้ประชาชนยังแยกแยะไม่ออกระหว่างข้อมูลของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรมทำให้เกิดการต่อต้านกันขึ้น
นายนักปราชญ์ กล่าวว่าทางจังหวัดคงต้องให้ความเข้าใจกับประชาชนว่า เขตพัฒนาเศรษฐพิเศษกรณีที่ อ.เชียงของ มีการกำหนดออกมาแล้วว่าจะเป็นกิจการเกี่ยวกับโลจิสติกส์และหากจะเป็นอุตสาหกรรมที่เข้ามาจัดตั้งก็ต้องเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ แม้แต่การใช้พลังงานหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็จะเป็นเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติเพราะหลายจุดอยู่ติดกับแม่น้ำอิงก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ส่วนกลุ่มทุนที่จะเขาไปลงทุนก็ยังไม่มีมากมาย
เชื่อว่านอกจากกลุ่มทุนไทยแล้วส่วนหนึ่งคือกลุ่มทุนจากประเทศจีน ซึ่งสนใจจะเข้ามาลงทุนตั้งแต่เมื่อครั้น กนอ.ศึกษาพื้นที่ อ.เชียงแสน หรือแม้แต่พื้นที่ที่ทุ่งสามหมอน อ.เชียงของ โดยคงจะแปรรูปหรือประกอบผลผลิตเพื่อส่งกลับไปจำหน่ายยังประเทศจีนหรือส่งออก
“การดำเนินการในปัจจุบันทางบริษัทที่ปรึกษาของจังหวัดได้จัดทำแผนแม่บทแล้ว มีการกำหนดสถานที่ที่จะคัดเลือก จัดตั้งคณะกรรมการและจังหวัดตั้งศูนย์ OSS แล้ว ส่วนปัญหาที่พบ คือมีองค์กรขับเคลื่อน ซึ่งเดิมใช้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่ปัจจุบันกำลังร่างพระราชบัญญัติกันอยู่คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน เม.ย.2559 ทำให้การสั่งการตัดสินใจไม่ชัดเจนและภาคธุรกิจก็คงกำลังเฝ้าดูอยู่ และปัญหาการจัดหาพื้นที่ดังกล่าวซึ่งต้องประชาสัมพันธ์กับประชาชนโดยเฉพาะที่ ต.บุญเรืองก่อนที่ทุกอย่างจะได้ข้อยุติลงตัว” นายนักปราชญ์ กล่าว
บทสรุปต้องชัดเจน
ในปัจจุบันการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จ.เชียงราย พื้นที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ยังคงอึมครึมเพราะทางรัฐบาลและ กนพ.ยังไม่ฟันธงว่าจะให้ใช้พื้นที่ใดทำการจัดตั้งให้ชัดเจนโดยอยู่ระหว่างพิจารณา
ส่วนกรณีการต่อต้านที่ อ.เชียงของ ก็ต้องรอทางจังหวัดลงไปทำความเข้าใจกับภาคประชาชนให้ได้ความชัดเจนเสียก่อน
โดยมีกระแสว่ากลุ่มผู้จะเข้าไปลงทุนมีความต้องการพื้นที่ ต.บุญเรือง เป็นอย่างมากเพราะมีความกว้างขวางกว่าที่อื่นอันเป็นพื้นที่ที่หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนให้คำนิยามต่อพื้นที่ต่างกัน
โดยภาครัฐให้ความหมายว่าเป็นที่เลี้ยงสัตว์สาธารณประโยชน์แต่ชาวบ้านเรียกว่าป่าชุมชน
ถึงขนาดที่มีผู้ใหญ่ระดับจังหวัดคนหนึ่งต้องเปิดใจกับแกนนำกลุ่มต่อต้านว่ารู้สึกหนักและขอให้ประนีประนอมใช้ที่ ต.บุญเรือง เพียงแค่ 1,000 ไร่โดยไม่ต้องเต็มจำนวนทั้งหมดก็ได้เพื่อให้
กนพ.สามารถประกาศให้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษอย่างเป็นทางการและเปิดให้เอกชนเข้าไปลงทุนได้โดยสะดวกอย่างไรก็ตามยังคงไร้คำตอบจากกลุ่มต่อต้านโดยสิ้นเชิง
แม้พื้นที่ที่ทางจังหวัดเลือกไว้พิจารณาจัดตั้งที่ อ.เชียงของ จะมีจำนวนถึง 5 แห่งและอาจจะมีการตัดทอนออกไปเรื่อยๆ เพื่อให้ทาง กนพ.เลือกไว้ดำเนินการเพียงแค่แห่งเดียวแต่ก็ไม่ได้
หมายความว่าหากมีการตัดสินใจย้ายไปยังพื้นที่อื่นโดยเฉพาะพื้นที่ที่เหมาะสมรองลงไปคือ ต.ทุ่งงิ้ว เนื้อที่ 531 ไร่ 3 งาน 27 ตารางวาจะไม่ถูกกระแสต่อต้านเพิ่มเติมอีก เนื่องจาก อ.เชียงของ มีเครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา และภาคประชาชนที่เคยทำงานด้านสิ่งแวดล้อมทำงานอยู่อย่างเข้มแข็ง
ที่สำคัญคือกลุ่มนี้มุ่งอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มแม่น้ำอิงที่ไหลมาจากกว๊านพะเยา จ.พะเยา ตลอดแนวจนไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่ ต.ริมโขง อ.เชียงของ ทำให้พื้นที่ ต.ทุ่งงิ้ว ก็เป็นอีกหนึ่งในเขตที่ต้องห้ามด้วยเพราะอยู่ติดกับแม่น้ำอิงด้วยเช่นกัน
รวมทั้งมีการจัดเวทีประชาสัมพันธ์โครงการในพื้นที่แล้วหลายครั้ง แต่ผลตอบรับคือแรงต่อต้านจากประชาชนที่แสดงออกในรูปแบบต่างๆ ทั้งขึ้นป้าย จัดทำเสื้อ ทำพิธีบวชป่าจัดเสวนา วิจัยพื้นที่ และร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ

กิจกรรมที่หลากหลายเช่นนี้เกิดจากการบ่มเพาะการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรเอกชนในพื้นที่ที่มีความเข้มแข็งและยาวนาน รวมทั้งความเกรงกลัวของชาวบ้านที่มีต่อข่าวสารข้อเสียของภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย
ปัจจุบัน จ.เชียงราย มีการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลเบ็ดเสร็จหรือวันสต็อปเซอร์วิสที่ศาลากลาง จ.เชียงราย และมีการจัดประชุมสัมมนารวมไปถึงประชาชนชาวบ้านในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไปแล้วหลายครั้ง แต่ผลตอบรับยังคงเป็นไปในลักษณะดังกล่าวอยู่ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มคิดว่าการจะใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการดำเนินการในเรื่องนี้ได้ทันทีเหมือนเคยใช้ในพื้นที่จัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจระยะแรกที่ อ.แม่สอด จ.ตากมาแล้วจะมีความเหมาะสมกับพื้นที่ อ.เชียงของ นี้ด้วยหรือไม่
การเจรจา ทำความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ ต่อรอง ชี้แจง จะพบทางจบที่ถูกใจทุกฝ่ายได้หรือไม่ และต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด ทางขนานนี้จึงจะมาบรรจบกันได้
ล้อมกรอบ
ข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์ จ.เชียงราย ระบุว่า เดือน ม.ค.-ก.ย.2558 จ.เชียงราย มีการค้าชายแดนกับทั้ง 3 ประเทศ เป็นมูลค่ารวม 32,828.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2,360.98 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.75 โดยมีมูลค่าการส่งออกรวม 29,304.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2,285.85 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.46 ส่วนมูลค่าการนำเข้ารวม 3,523.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 75.13 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.18
พื้นที่ที่กนพ.เห็นชอบให้เป็นพื้นที่จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ
