ส่องการเมืองไทย 59 "ประชามติร่างรธน." ผ่าน-ไม่ผ่าน เกิดจุดเปลี่ยนประเทศ
นับถอยหลังเข้าสู่ปฏิทินปี 2559 แม้ยังไม่ทันเข้าสู่ปีวอกดี แต่ก็เริ่มมีการจับจ้องโฟกัสกันแล้วว่า ทิศทางประเทศไทยในปี 59 จะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเมือง-เศรษฐกิจ-ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หลังมีการประมูลคลื่น 4 จี ในปี 58 –ปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ เป็นต้น

ตีวงให้แคบ แล้วจับจ้องไปที่ทิศทางการเมืองไทยในปี 59 เป็นหลักเพียงอย่างเดียว ก็พอจะเห็นได้ว่า การเมืองไทยในปี 59 มีประเด็นไหนที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ซึ่งบางประเด็นแม้จะเป็นเรื่องเชิงการเมือง แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าทิศทางจะเป็นแบบไหน ก็พอคาดเดาไว้แบบไม่น่าจะมีข้อผิดพลาดว่า มันก็ส่งผลกระทบต่อบริบทในส่วนอื่นๆ เช่นเรื่องเศรษฐกิจ-การลงทุน-การเมืองระหว่างประเทศ ตามมาทันที
อาทิ หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ผ่าน ”ประชามติ” ในช่วงปลายปี 59 มันก็จะส่งผลตามมาต่อโรดแมปคสช. ที่ต้องขยายออกไปอีกอย่างน้อยช่วงหนึ่ง แม้ต่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2557 กรณีร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ ด้วยการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแทนร่างรธน.ที่ไม่ผ่านประชามติด้วยวิธีการที่ใช้เวลาน้อยที่สุดเพื่อให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เช่น ให้อำนาจหัวหน้าคสช.-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นำรัฐธรรมนูญในอดีตที่เคยประกาศใช้มาปรับปรุงบางมาตราให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบันโดยใช้เวลาพิจารณาไม่นานอาจเช่นไม่เกิน 60 วัน แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งทันที แต่วิธีการดังกล่าวที่ถูกมองว่าเร็วที่สุดแล้ว ก็ยังทำให้โรดแมปคสช.ในการคืนประชาธิปไตยให้กับประเทศ ก็ต้องขยายออกไปอยู่ดี ซึ่งก็จะส่งผลไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ-การลงทุน-การเมืองระหว่างประเทศ ตามมาแน่นอน
ยิ่งหากใช้วิธีการอื่นที่กินเวลานานกว่านี้ ก็จะยิ่งมีผลมากขึ้นไปอีก ผนวกกับอาจเกิดกระแสเรียกร้องทางการเมืองให้พลเอกประยุทธ์ และคสช.ต้องรับผิดชอบทางการเมือง หลังประชาชนคว่ำร่างรธน.ฉบับคสช.ที่ร่างโดยคณะกรรมการร่างรธน.(กรธ.) ที่พลเอกประยุทธ์ตั้งมากับมือทั้ง 21 คน ถ้ากระแสดังกล่าว จุดติด มันก็มีผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลและคสช แน่นอน
ด้วยเหตุนี้ ทิศทางการเมืองไทยในปี 59 จึงต้องเทน้ำหนักความสนใจ ไปอยู่ที่ “การทำประชามติร่างรธน.” ที่ต้องถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญที่สุดทางการเมืองในปี 59 เพราะผลพวงของมติที่จะออกมา จะมีผลต่อทิศทางประเทศไทยในภาพรวมเลยทีเดียวไม่ใช่แค่กับการเมืองเท่านั้น
การเมืองไทยในปี 59 เริ่มกันตั้งแต่ต้นเดือนม.ค. เป็นต้นไป เรื่องร่างรธน.ฉบับใหม่ จะอยู่ในความสนใจของแวดวงการเมืองตลอดทั้งปีเลยทีเดียว ทุกความเคลื่อนไหวของกรธ.ในการร่างรธน.หมวดสำคัญๆ จะก่อให้เกิดความเห็น กระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะกระแส
”สนับสนุน-ต่อต้าน”จากกลุ่มต่างๆ ออกมาตลอดทั้งปี แล้วก็ไปวัดกันว่าฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายชนะ-ฝ่ายแพ้ เมื่อปฏิทินการเมือง ไปถึงจุดตัดที่สำคัญในช่วงปลายปี 59 ซึ่งเป็นช่วงที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)บอกไว้ว่าจะจัดให้มีการทำประชามติในช่วงนั้น
โดยไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาแบบไหน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศเลยทีเดียว เพราะอย่างที่ลำดับความไว้ หากร่างรธน.ไม่ผ่าน การกลับคืนสู่ประชาธิปไตยของประเทศไทยก็ต้องเลื่อนออกไป การจัดเลือกตั้งก็ต้องขยายเวลาออกไปอีก แน่นอนว่ามันมีผลกระทบตามมาค่อนข้างสูง หากร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ แต่อีกด้านหนึ่งถ้าผลเป็นตรงกันข้าม คือหากร่างรธน.ผ่านประชามติ มันก็เกิดจุดเปลี่ยนเหมือนกัน แต่เป็นจุดเปลี่ยนจากผลพวงที่ร่างรธน.มีผลบังคับใช้
เนื่องจากหากพิจารณาจากที่ กรธ.ออกแบบโครงสร้างประเทศผ่านร่างรธน.ออกมาหลายเรื่องในเวลานี้ซึ่งแม้ยังไม่ถือว่าเป็นข้อยุติ ยังไม่ใช่ร่างรธน.ร่างสุดท้ายที่ส่งไปลงประชามติ แต่เค้าโครงหลายอย่างที่กรธ.วางไว้ และน่าจะเป็นกรอบหลักที่กรธ.คงไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็จะพบว่าหากประเทศไทยเดินไปตามโครงสร้างดังกล่าว ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่อง โครงสร้างทางการเมือง ที่จะเกิดขึ้น จากผลพวงเรื่องต่างๆ ในร่างรธน.ฉบับใหม่อาทิ ระบบการเลือกตั้งส.ส.-การได้มาซึ่งสว.-ที่มานายกรัฐมนตรี-อำนาจองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ –กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เป็นต้น
เอาแค่เรื่อง ”ระบบการเลือกตั้งส.ส.” ซึ่งถึงตอนนี้พบว่ากรธ.ยืนยันหนักแน่นว่า ยังไงก็จะใช้ระบบเลือกตั้งแบบใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว แล้วนับทุกคะแนนเสียงที่ประชาชนเลือกเพื่อไปคำนวณหาจำนวนที่นั่งส.ส.ในสภาฯ ซึ่งหากมีการใช้ระบบดังกล่าวจริง ที่ก็จะเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ใช้ระบบแบบนี้ มันก็จะทำให้ การเมืองไทยทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง พลิกโฉมไประดับหนึ่ง
เพราะอย่างที่กรธ.บอก ระบบเลือกตั้งดังกล่าวจะทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ได้เสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะทำให้เกิดรัฐบาลผสม ที่พรรคร่วมรัฐบาลมีการคานอำนาจกันเองค่อนข้างสูง ซึ่งแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ที่จะมีผลต่อเนื่องไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล –การเลือกนายกรัฐมนตรี –การตรวจสอบในสภาฯโดยพรรคฝ่ายค้าน ก็น่าจะทำให้การเมืองไทยหลังใช้รธน.ฉบับกรธ. น่าจะเห็นมิติการเมืองแบบใหม่ๆได้เยอะพอสมควร
อันนี้ยังไม่นับรวม บริบทปลีกย่อยที่ตามมาหลังเปลี่ยนรูปแบบการเลือกตั้งส.ส. เช่น การหาเสียงเลือกตั้ง เพราะเมื่อทุกคะแนนเสียงไม่ตกน้ำ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ในระบบเลือกตั้งแบบเขต ก็ยังมีการนำคะแนนไปคิดหาส.ส.บัญชีรายชื่อ การแข่งขันหาเสียงก็จะเข้มข้นขึ้น แม้พรรคการเมืองใหญ่จะยังกุมความได้เปรียบอยู่ แต่พรรคขนาดกลางและเล็ก ก็มีโอกาสมากขึ้นในการต่อสู้ มันก็ทำให้ทุกพรรคการเมือง ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดในเรื่องต่างๆ เช่น การส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง –การหาเสียงเลือกตั้ง มากพอสมควร
แค่เรื่อง การเปลี่ยนรูปแบบ-ระบบการเลือกตั้งส.ส.อย่างเดียวตามกรอบคิดของกรธ.ในเรื่องนี้ ก็เห็นแล้วว่า ก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายมิติ อันนี้ยังไม่นับรวมเรื่องอื่นๆ อีกมากที่จะอยู่ในร่างรธน.ฉบับกรธ.
ด้วยเหตุนี้ ไม่ใช่แค่ว่า ร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติแล้วจะมีผลในทางการเมืองใดๆตามมา แต่ถึงร่างรธน.ผ่านประชามติ มันก็ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายอย่างตามมาเช่นกัน
เพียงแต่ หากร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ มันส่งผลกระเทือนต่อการเมืองและสถานการณ์ประเทศ แบบเห็นผลเฉพาะหน้าทันที และเป็นผลกระทบที่แรงและมีผลสูงในระดับอาฟเตอร์ช็อกต่อคสช. ซึ่งต่างจากกรณีร่างรธน.ผ่านประชามติ เพราะผลที่จะเกิดจากการบังคับใช้รธน. มันจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะยาว ซึ่งถึงตอนนั้น คสช.ก็ลงจากหลังเสืออย่างเป็นทางการกันไปหมดแล้ว น้ำหนัก-ผลกระทบ กรณีร่างรธน.”คว่ำ-ผ่าน”จึงต่างกันไปตามเหตุและปัจจัยข้างต้น
ปมร้อนร่างรธน. รอเคาะที่ชะอำ
สำหรับการร่างรธน.ที่จะนำไปสู่การทำประชามติ พบว่า จนถึงช่วงปลายปี 58 ปมสำคัญของการร่างรธน.หลายเรื่องที่เป็นปมร้อน ถูกมองว่าเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของร่างรธน.ยังไม่มีการเคาะออกมาจากที่ประชุมกรธ. อย่างเป็นทางการ อาจจะมีบ้างบางเรื่อง อาทิ ”ที่มาของสว.” ที่ได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว ว่าไม่ให้มีสว.เลือกตั้งอีกต่อไป โดยให้มีสว.200 คนและมีที่มาจาก 20 กลุ่มอาทิ1.ด้านการบริหาร ความมั่นคง หรือการต่างประเทศ 2.ด้านกฎหมาย หรือกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น กระนั้น กรอบดังกล่าว ก็ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย ยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้อีกจนถึงการร่างรธน.ร่างสุดท้ายที่จะออกมาในเดือนมี.ค. 59
อย่างไรก็ตาม คาดหมายกันว่า หลายเรื่องร้อนในร่างรธน.ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ สุดท้ายกรธ.น่าจะเคาะออกมาได้ในช่วงการยกคณะไปประชุมกันที่หาดชะอำในช่วง 11-17 ม.ค. 59 ทั้งเรื่อง ”ระบบการเลือกตั้งส.ส.”-“ที่มานายกรัฐมนตรี” หรือกลไกการแก้ปัญหาประเทศหากถึงทางตันเพื่อไม่ให้เกิดDeadlock ทางการเมือง อย่างที่เคยเกิดขึ้นในช่วงก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 และ 22 พ.ค. 57 หลังก่อนหน้านี้ กรธ.บางคนเคยโยนหินถามทางเรื่องจะให้ ”ประมุข 3 ศาล” คือศาลฎีกา-ศาลรัฐธรรมนูญ-ศาลปกครองสูงสุด เป็นผู้ลงมาแก้ปัญหาหากเกิดทางตันทางการเมือง เพื่อจะได้ไม่ต้องมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ตามแบบร่างฉบับดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จนเกิดเสียงค้านดังระงม ชนิดกรธ.ต้องถอยร่นกันแทบไม่ทัน ซึ่งก็ต้องดูว่ากรธ.จะเขียนเรื่องนี้ออกมาอย่างไร
แต่ 3 เรื่องหลักคือ ระบบเลือกตั้งส.ส.-การได้มาซึ่งสว.และที่มานายกฯ 3 ปมดังกล่าว นักเลือกตั้ง-นักวิชาการทั้งสายรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ มองตรงกันว่าจะเป็นจุดสำคัญในการตัดสินอนาคตร่างรธน.ฉบับใหม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ
รวมถึงต้องจับตา ”บทเฉพาะกาล” ที่จะอยู่ในร่างรธน.ด้วย เพราะอาจมีการวางกลไกบางอย่างเอาไว้เพื่อรองรับการลงจากอำนาจของคสช. เช่นอาจจะให้มีสว.มาจากการสรรหาของฝ่ายรัฐบาลหรือคสช.ทั้งหมดก่อนในช่วงแรกของการใช้รธน. เหมือนกับที่ตอนร่างของดร.บวรศักดิ์ ก็เขียนบทเฉพาะกาลไว้ให้อำนาจรัฐบาลคสช. เลือกสว. ไปทำหน้าที่เป็นเวลา 3 ปี โดยอ้างเรื่องการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
เรื่อง ”ร่างรธน.ฉบับใหม่-ประชามติร่างรธน.” จึงเป็นธีมใหญ่ของการเมืองไทยปี 59 ที่ต้องโฟกัสกันตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงปลายปี 59 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะจัดให้มีการทำประชามติกันเลยทีเดียว
ส่วนการเมืองอื่น ๆ ที่ต้องจับตามองกัน ชั่งน้ำหนักหยั่งทิศทางดูแล้ว แม้มีหลายเรื่องน่าสนใจตามปฏิทินการเมืองที่พอเห็นทิศทางได้ระดับหนึ่งแต่มีน้ำหนักความน่าสนใจน้อยกว่าเรื่องร่างรธน.-ประชามติค่อนข้างมาก และส่วนใหญ่ก็จะเป็นผลต่อเนื่องจากเรื่องร่างรธน.เสียด้วย
เช่น ความเคลื่อนไหวพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองต่างๆ ที่หากร่างรธน.ผ่านประชามติในช่วงปลายปี 59 การเมืองไทยก็จะเข้าสู่โหมด”เตรียมการเลือกตั้ง” ตามมาทันที และน่าจะทำให้มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะกับสองพรรคใหญ่ คือ เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ในการเตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง ที่สำคัญต้องคอยดูว่า “กลุ่มขั้วอำนาจคสช.”จะวางแผนเรื่องการลงจากหลังเสืออย่างไร แต่ประเมินแล้ว ความเป็นไปได้ในการที่เครือข่ายคสช.จะไปวางแผนตั้งพรรคการเมืองตามที่มีกระแสข่าวมาตลอด แม้มีความเป็นไปได้ แต่ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จถึงขนาดเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อีกทั้งเสี่ยงต่อการถูกต่อต้านว่าเป็นการตั้งพรรคเพื่อสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร แม้ต่อให้ กลุ่มคสช.ไปสนับสนุนพรรคการเมืองแบบนอมินีก็ตาม
คดียิ่งลักษณ์ เปิดศาลไต่สวน 15 ม.ค. 59
เรื่องการเมืองอื่นๆ ที่น่าสนใจในปี 59 ความคืบหน้าเรื่องคดีความทั้งแพ่ง-อาญา ที่มีการเอาผิด “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี” เป็นอีกประเด็นสำคัญทางการเมืองที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน
หลังล่าสุดในส่วนของคดีแพ่งที่ ป.ป.ช.ส่งเรื่องถึงกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ให้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลบอกว่าจะใช้ช่องทางตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ในการดำเนินการกับอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์
ทางผู้เกี่ยวข้องคือ จิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายก รัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ก็ออกมาเปิดเผยไว้ว่าในส่วนของการแสวงหาข้อเท็จจริงให้สิ้นสุดภายใน 30 ธ.ค. 2558 แม้ ยิ่งลักษณ์ จะขอขอเพิ่มพยานเกือบ 20 คน แต่ทางคณะกรรมการจะไม่เชิญพยานแล้ว แต่ให้ใช้วิธีคือ หลัง30 ธ.ค. 2558 หากคนไหนต้องการให้ข้อมูลให้ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วส่งมาให้คณะกรรมการภายในวันที่ 15 ม.ค. 2559 พร้อมกับระบุว่า กรรมการจะเร่งสรุปผลเรื่องนี้ เพื่อเสนอให้นายกฯภายในวันที่ 31 ม.ค. 2559
ก็ต้องดูกันว่า คณะกรรมการจะสรุปผลออกมาอย่างไร จะมีการระบุตัวเลขวงเงินค่าเสียหายให้ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้เป็นจำนวนเงินเท่าใด ?
ซึ่งตามกระบวนการเมื่อมีการสรุปผลและแจ้งเรื่องนี้ไปยัง ยิ่งลักษณ์ แล้ว หากยิ่งลักษณ์ ไม่เห็นด้วยกับผลสรุปที่ออกมา ก็สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ แต่หากผลการอุทธรณ์ไม่สำเร็จ ก็ต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองที่ตอนนี้เปิดแผนกคดีวินัยการคลังฯ ไปแล้ว ทำให้ดูแล้ว เรื่องนี้ มีโอกาสสูงที่จะไปสู่ศาลปกครอง และคงสู้กันถึงศาลปกครองสูงสุดแน่นอน
ขณะที่ ”คดีอาญา” ที่ตอนนี้ ยิ่งลักษณ์ ตกเป็นจำเลยในคดีนี้ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ และศาลจะเริ่มไต่สวนคดีกันแล้ว โดยนัดแรกคือ 15 ม.ค.59 ทำให้ ตลอดช่วงปี 59 คดีดังกล่าวน่าจะทำให้ การไต่สวนคดีที่ศาลฎีกาฯ ตกอยู่ในความสนใจของผู้คนจำนวนมาก
ซึ่งกำหนดนัดไต่สวนคดีดังกล่าว ฝ่ายโจทก์คืออัยการสูงสุด จะมีพยานเข้าไต่สวน 14 ปาก มีกำหนดไต่สวน 5 นัด ประกอบคือ 15 ม.ค. -17 ก.พ. - 26 ก.พ.- 4 มี.ค. -23 มี.ค. 2559 ขณะที่ ฝ่ายจำเลยคือยิ่งลักษณ์ ศาลให้นำพยานเข้าไต่สวน 42 ปาก กำหนดไต่สวน 16 นัด เริ่มจาก 1 เม.ย.เรื่อยไปจนถึง 18 พ.ย. 2559
ที่ก็หมายถึงว่าก็มีโอกาสสูงที่คดีนี้อาจจะได้ข้อยุติในช่วงปลายปี 59 หรืออย่างช้าไม่น่าจะเกินต้นปี 2560
ปมราชภักดิ์ ผลต่อเนื่องถึงปี 59
สำหรับประเด็นการเมืองอื่นๆ นอกจากนี้ ที่ต้องจับตาในปี 59 ก็อาจมีบางประเด็นที่เป็นผลต่อเนื่องจากการเมืองในปี 58 ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ เช่น การตรวจสอบการใช้ประมาณในการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ ที่ยังไงเรื่องนี้ก็ไม่จบที่ผลตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงกลาโหม
ปมเรื่องอุทยานราชภักดิ์ มันจะเป็นประเด็นที่มีผลทางการเมืองไปถึงรัฐบาลและคสช.ต่อไปถึงปี 59 ที่ก็ต้องดูว่า พลเอกประยุทธ์จะหาทางออกในเรื่องนี้อย่างไร เพราะหากปล่อยให้ยืดเยื้อ ไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนและสังคมยอมรับ ก็ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อความเชื่อถือของรัฐบาลคสช.
นอกเหนือจากนี้ก็คงเป็นประเด็นอื่นๆ ที่มีผลต่อการเมืองในปี 59 เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่หากเศรษฐกิจปี 59 ยังไม่กระเตื้องขึ้น ก็จะส่งผลต่อคะแนนนิยมที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลแน่นอน ผนวกกับโรดแมปของคสช.ที่จะอยู่ไปจนถึงปี 2560 ก็ทำให้ มีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีอีกอาจจะสัก 1-2 ครั้งก่อนเลือกตั้ง
การเมืองไทยปีวอก สถานการณ์เรื่องความสงบเรียบร้อยในประเทศดูแล้ว คงไม่มีอะไรมาก คสช.คงคุมสถานการณ์ได้อยู่ จุดใหญ่การเมืองปี 59 จึงเป็นเรื่อง”ร่างรธน.-ประชามติ”ที่จะเป็นจุดศูนย์กลางในการกำหนดทิศทางการเมืองปี 59 แทบทุกความเคลื่อนไหว
ขอบคุณภาพประกอบจาก : thaiscandemo.blogspot.com
