ดร.อาจอง คาดพายุสุริยะเกิดหนักปีนี้ กระทบดาวเทียม สื่อสารยาก ไฟฟ้าดับ

เวทีสัมมนาบีโอไอ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เห็นพ้องปรับแนวคิดอยู่ร่วมธรรมชาติ วิถีพอเพียง “ม.ร.ว.สุขุมพันธ์” ยอมรับจากนี้ไปไม่อาจต่อสู้กับธรรมชาติได้แล้ว เชื่อต้องปรับแนวคิดอยู่ร่วมกับธรรมชาติ- ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น
วันที่ 5 มกราคม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดงาน “บีโอไอแฟร์ 2011” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-20 มกราคม 2555 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด รวมพลังน้ำใจ “โลกสดใส ไทยยั่งยืน” หรือ “Going Green for the Future” ภายในงานมีเวทีสัมมนาเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ Save Our Planet อากาศ น้ำ ดิน: ช่วยประเทศไทย จากการเปลี่ยนแปลงของ สภาพอากาศ โดยมีหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร กล่าวเปิดการประชุม
ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ กล่าวตอนหนึ่งถึงการรับมือของกรุงเทพมหานครจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า เป็นเรื่องท้าทายที่จะทำให้ กทม.เป็นเมืองที่ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นความท้าทายที่สลับซับซ้อน เพราะภารกิจในการพัฒนาไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาเมืองภายใต้ความกดดันอื่นๆ ด้วย
“ความไม่แน่นอนทางสภาพภูมิอากาศส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ ในช่วงเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา กทม.มีปัญหาใหญ่หลายด้านในการที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ทั้ง การสร้างถนน การกำหนดพื้นที่พักอาศัย สร้างสำนักงาน โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะ จึงทำให้ กทม.เจริญเติบโตรวดเร็วอย่างไม่เป็นระบบระเบียบ และก็เป็นเรื่องยากมากที่จะสร้างระบบระเบียนขึ้นมา”
ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ กล่าวอีกว่า กทม.มีประชากรในทะเบียนบ้านเพียง 5 ล้าน 8 แสนคน แต่มีประชากรแฝงกว่า 4 ล้านคน ทำให้การวางแผนพัฒนาเมืองระยะยาวทำได้ยากขึ้น อีกปัญหา คือ ระบบขนส่งแบบรางของ กทม.มีความล่าช้ากว่าเมืองใหญ่ของประเทศอื่นๆ โดยในแต่ละวันมีประชาชนเดินทาง 17 ล้านเที่ยว แบ่งเป็น พาหนะส่วนตัวร้อยละ 60 และระบบขนส่งมวลชนร้อยละ 40 ส่งผลให้ กทม.ประสบปัญหาการจราจรติดขัดและมีปัญหาเรื่องมลภาวะมาโดยตลอด
“ในทางกายภาพ กทม.มีจุดอ่อนต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ เพราะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่มาก ทำให้เสี่ยงต่อมวลน้ำที่มาเหนือ ดังนั้น หากแผ่นดินทรุด 1 เซนติเมตรต่อปี หรือระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จากนี้ไปภายใน 50 ปี กทม.จะมีปัญหาอย่างมาก ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศเป็นสิ่งที่ทั้งผู้บริหารและประชากรใน กทม.ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง”
ผู้ว่ากทม. กล่าวด้วยว่า นโยบายของ กทม.เพื่อความยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ หลายสิ่งต้องวางแผนระยะยาวร่วมกับรัฐบาลและปริมณฑล เช่น การทำผังเมือง การบริหารจัดการน้ำ การสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม ระบบขนส่งมวลชน หรือการแก้ปัญหามลภาวะ มิเช่นนั้น นโยบายก็จะไม่เกิดประโยชน์ ทั้งนี้ กทม.ก็มีนโยบายที่ชัดเจนในทุกด้านที่จะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
“ขณะนี้กำลังยกร่างผังเมืองใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมและสร้างความสมดุลในการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ทั้ง พื้นที่สีเขียว พื้นที่อาศัยและพื้นที่สาธารณะ ในส่วนของการควบคุมก๊าซเรือนกระจก กทม.มีแผนปฏิบัติการเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกลง 15% ภายใน 5 ปี เช่น การส่งเสริมขนส่งมวลชน พลังงานทางเลือก การใช้ไฟฟ้าในอาคาร จัดการน้ำเสียและพื้นที่สีเขียว”
ผู้ว่ากทม. กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมาของ กทม. ด้วยว่า สามารถทำสำเร็จได้ 2 จุด คือ 1.แก้ปัญหาน้ำท่วมที่มาจากฝนตกหนัก และ 2.ปัญหาน้ำล้นตลิ่ง ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางกอกน้อย ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ฝนตกหนัก น้ำล้นตลิ่งและปัญหาน้ำท่วมแทบจะไม่เกิดขึ้น เพราะแนวเขื่อนส่วนใหญ่สามารถรับน้ำได้เต็มที่กว่า 2.80 เมตร แต่ไม่ได้เป็นระบบที่รองรับการระบายน้ำที่ไหลจากเหนือลงใต้ได้
“ที่ผ่านมาเรารับมือปัญหาธรรมชาติ ด้วยการต่อสู้กับธรรมชาติ แต่หลังจากนี้ไปเราไม่อาจต่อสู้กับธรรมชาติได้แล้ว ต้องปรับแนวคิดอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้ ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น บ้านทรงไทยยกสูง ที่จะทำให้เราอยู่รอดต่อไปได้”
ดร.อาจอง จี้ทุกคนต้องเร่งช่วยโลก อย่ารีรอ
จากนั้น ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซ่า และผู้อำนวยการโรงเรียนสัตยาไส กล่าวในหัว “ช่วยประเทศไทย อากาศ น้ำและดินของเรา” ว่า ขณะนี้น้ำแข็งขั้วโลกเริ่มละลายเป็นว่าเล่น อุณหภูมิก็สูงขึ้นทั่วโลก และเมื่อน้ำแข็งบนภูเขาต่างๆ ละลายจากขั้วโลกใต้ก็จะไหลลงสู่ทะเล ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าหากน้ำแข็งที่เกาะกรีนแลนด์ละลายหมด จะได้รับผลกระทบถึงประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร อยุธยา สระบุรี และนครนายก จะจมหายไปในทะเล
“ทุกคนต้องเร่งช่วยโลก อย่ารีรอ ไม่อย่างนั้นพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทยที่เป็นดั่งอู่ข้าวอู่น้ำของโลกจะหมดไปและอาหารการกินจะไม่เพียงพอ จะเห็นได้ว่าระดับน้ำเฉลี่ยในทุกปีจะมีปริมาณมากขึ้น ดังนั้น ภาวะน้ำท่วมใน 2 ปีนี้เป็นเพียงการเตือนสติให้ทุกคนตื่นตัวมาดูแลโลกเท่านั้น” ดร.อาจอง กล่าว และว่า ในปีนี้ดวงอาทิตย์จะมีปฏิกิริยามากขึ้น ทำให้มีพายุสุริยะเข้ามามาก ซึ่งองค์การนาซ่ามองว่าจะหนักกว่าครั้งก่อนๆ จะส่งผลให้ระบบดาวเทียมและการสื่อสารพัง การติดต่อสื่อสารยากขึ้นและไฟฟ้าดับ แต่หลังจากนั้นความรุนแรงก็จะค่อยๆ ลดลง
ดร.อาจอง กล่าวต่อว่า ปัจจุบันนี้น้ำหนักโลกเพิ่มขึ้นมากในส่วนของมหาสมุทร โดยเฉพาะมหาสมุทรแปซิฟิก ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 30 เซ็นติเมตร ในขณะที่ส่วนของภูเขาน้ำแข็งและพื้นดินลดลงมาก โลกเริ่มขาดสมดุลและแกนโลกเริ่มไม่อยู่นิ่ง เกิดการแกว่ง เนื่องจากน้ำหนักของโลกกระจายไปไม่ทั่ว
“แผ่นดินไหวแต่ละครั้ง แกนของโลกจะเปลี่ยนไป และโลกจะปรับตัวด้วยการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก และเคลื่อนไหวเร็วขึ้น อย่างพื้นที่ทวีปเอเชียก็จะวิ่งไปตามทิศตะวันออก มุ่งหน้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งก็กำลังมุ่งหน้าเคลื่อนเข้าทิศตะวันตก ทำให้เคลื่อนชนกันและเกิดแผ่นดินไหวครั้งยิ่งใหญ่ เช่น ที่ญี่ปุ่นมากขึ้น ส่วนทางทวีปอมริกาจะเริ่มแยกตัว”
ดร.อาจอง กล่าวด้วยว่า ในส่วนของประเทศไทย ถือว่าโชคดีที่ไมได้อยู่บนรอยต่อเหล่านี้ แต่ยังต้องระมัดระวัง เพราะเมื่อเปลือกโลกเคลื่อนไหว รอยเลื่อนจะเพิ่มมากขึ้น อย่างภาคเหนือที่มีรอยเลื่อนอยู่มาก อาจเกิดแผ่นดินไหวขึ้น แต่ไม่รุนแรง และไม่น่าวิตกกังวลมากนัก ส่วนทางภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระนอง ภูเก็ต กระบี่และสุราฎษ์ธานีก็มีรอยเลื่อน ล่าสุดที่จังหวัดนครนายก
“จุดรอยเลื่อนต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะการก่อสร้างใหญ่ๆ แต่แนวทางที่ดีที่สุดควรจะพึ่งตนเอง ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เลิกใช้สารเคมี ลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมัน เพื่อให้สามารถปรับตัวอยู่ได้หากเกิดปัญหาในอนาคต”
