อภัยโทษทางวินัย "ศุภรัตน์-ทิพาวดี" ป.ป.ช.ชี้มูล-ไล่ออก กลับรับราชการได้
พระราชทานอภัยโทษทางวินัยอดีตปลัดกระทรวงการคลัง-เลขาธิการ ก.พ.หลังถูกไล่ออกจากราชการ โดน ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรงกรณีแต่งตั้งรองอธิบดีกรมสรรพากรไม่ชอบด้วยกม. ให้กลับเข้ารับราชการได้
ผู้สื่อข่าว"สำนักข่าวอิศรา" รายงานว่า เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎฎีกาได้เผยแพร่บันทึกคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา(เรื่องเสร็จที่ 1046/2554) ซึ่งกระทรวงการคลัง หารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีที่นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ได้รับพระราชทานอภัยโทษทางวินัย หลังจากที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งลงวันที่ 22 พฤษภาคม2552 ลงโทษไล่ออกจากราชการสืบเนื่องจากถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลว่า มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบว่า กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไปเนื่องจากเกี่ยวข้องกับระเบียบกฎหมายหลายฉบับ
ทั้งนี้คณะกรรมการกฤษฎ๊กาคณะที่ 2 มีความเห็นว่า
ตามประเพณีทางปกครองอันเป็นระเบียบแบบแผนของทางราชการที่ผ่านมา กระทรวงการคลังต้องมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งกระทรวงการคลัง เรื่อง ลงโทษไล่ข้าราชการออกจากราชการ ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 และคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่192/2553เรื่อง ลดโทษข้าราชการ ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์2553
ทั้งนี้ โดยให้คำสั่งยกเลิกดังกล่าวมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่มีคำสั่งให้พ้นจากราชการ เพื่อมิให้คำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวยังมีผลบังคับอยู่ต่อไป ทำนองเดียวกับเรื่องการพระราชทานอภัยโทษทางวินัยแก่ข้าราชการตุลาการในกรณีวิกฤติตุลาการ เมื่อ พ.ศ. 2535 ซึ่งภายหลังที่ได้มีพระราชกระแสลดหย่อนผ่อนโทษจากให้ออกจากราชการเป็นโทษงดบำเหน็จความชอบตามคำกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรีแล้ว กระทรวงยุติธรรมก็ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งกระทรวงยุติธรรม เรื่อง ลงโทษข้าราชการตุลาการออกจากราชการ ตั้งแต่วันออกคำสั่งให้ออกจากราชการ
นอกจากนี้ เมื่อกระทรวงการคลังได้ออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามพระราชกระแสแล้ว กระทรวงการคลังก็ควรนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทในโอกาสต่อไป
สำหรับกรณีที่นายศุภรัตน์ ได้รับพระราชทานอภัยโทษทางวินัยดังกล่าวแล้ว และปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายศุภรัตน์ ยังมีอายุราชการเหลืออยู่ กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการสั่งให้กลับเข้ารับราชการอย่างไร และการจ่ายเงินเดือนหรือสิทธิประโยชน์อื่นในช่วงระหว่างที่ออกจากราชการจนถึงวันที่ได้รับคำสั่งให้กลับเข้ารับราชการหรือวันที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษจะเป็นประการใด นั้น เห็นว่า
ข้อหารือดังกล่าวเป็นประเด็นที่เกี่ยวพันกับกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน จึงเห็นควรให้กระทรวงการคลังหารือไปยังสำนักงาน ก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
คณะกรรมการกฤษฎีกายังมีความเห็นด้วยว่า การพระราชทานอภัยโทษถือเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามบทบัญญัติมาตรา 191 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติถึงการ “อภัยโทษ” โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นโทษทางอาญาเท่านั้น พระราชอำนาจดังกล่าวจึงครอบคลุมถึงโทษทางอาญา โทษทางวินัย และโทษอื่นด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการอภัยโทษทางอาญาได้มีบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในภาค 7 อภัยโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นเบา และลดโทษ ตามมาตรา 259ถึงมาตรา 267 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยผลของการอภัยโทษทางอาญากฎหมายห้ามมิให้บังคับโทษนั้นต่อไป หรือถ้าเป็นโทษปรับที่ชำระแล้วก็ให้คืนค่าปรับให้ไปทั้งหมดแต่มิได้ลบล้างโทษทางอาญาที่เคยได้รับมาก่อน
ส่วนการอภัยโทษทางวินัยนั้นก็ถือว่าเป็นการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตามมาตรา 191 โดยตรง ซึ่งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดบัญญัติหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการดำเนินการดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะ การดำเนินการอภัยโทษทางวินัยและผลในเรื่องนี้จึงต้องเป็นไปตามหลักรัฐธรรมนูญทั่วไปคือ ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชกระแสอภัยโทษซึ่งมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 195
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าว คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกไล่ออกจากราชการในคราวเดียวกันได้รับพระราชทานอภัยโทษเช่นกัน
ส่วนข้อเท็จจริงกรณีนี้มีรายละเอียดคือ
๑. กระทรวงการคลังได้มีคำสั่งที่ 589/2552 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2552 ลงโทษไล่นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ออกจากราชการ สืบเนื่องจากสำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือ ลับ ที่ ปช 0012/0445ลงวันที่ 20 เมษายน 2552 ชี้มูลความผิดนายศุภรัตน์ กรณีมีมูลเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 82 วรรคสาม จึงให้กระทรวงการคลังดำเนินการตามนัยมาตรา 92 และมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2552
๒. ต่อมาคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ได้มีหนังสือ ลับ ลงวันที่ 20 มกราคม 2553 แจ้งไปยังกระทรวงการคลัง ความว่านายศุภรัตน์ ได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ ก.พ.ค. และ ก.พ.ค. ได้พิจารณามีมติให้ลดโทษนายศุภรัตน์ จากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการ กระทรวงการคลังในฐานะผู้มีอำนาจสั่งบรรจุจึงได้มีคำสั่ง ลงวันที่10 กุมภาพันธ์ 2553 ลดโทษนายศุภรัตน์ จากไล่ออกจากราชการเป็นปลดออกจากราชการ
๓. ปัจจุบันนายศุภรัตน์ ได้นำเรื่องดังกล่าวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด
๔. ต่อมาสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือ ลับมาก ด่วนที่สุด ที่ นร 0508/ท 2554ลงวันที่ 12กรกฎาคม 2554 แจ้งให้กระทรวงการคลังทราบว่า ได้รับแจ้งจากสำนักราชเลขาธิการว่าได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว
มีพระราชกระแสว่า นายศุภรัตน์ ปฏิบัติหน้าที่ราชการสร้างคุณงามความดีเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติติดต่อกันมาเป็นเวลานาน เพื่อเป็นการตอบแทนความอุตสาหะและให้โอกาสประพฤติตนเป็นพลเมืองดีสืบต่อไป จึงให้อภัยโทษทางวินัยแก่นายศุภรัตน์ และแจ้งให้กระทรวงการคลังพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชกระแสต่อไป
๕. จากข้อเท็จจริงที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แจ้งว่า ได้มีพระราชกระแสให้อภัยโทษทางวินัยแก่นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แจ้งให้กระทรวงการคลังพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชกระแสต่อไปนั้น
กระทรวงการคลังได้พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในเบื้องต้นแล้ว กรณีไม่พบว่ามีข้อกฎหมายใดที่กำหนดหลักเกณฑ์ให้ถือปฏิบัติในกรณีดังกล่าวนี้ไว้เป็นที่แน่ชัดแต่อย่างใด กระทรวงการคลังจึงได้มีหนังสือ ลับ ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2554 หารือไปยังสำนักงาน ก.พ. ว่าในกรณีดังกล่าวนี้ กระทรวงการคลังจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง
สำหรับเรื่องดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเมื่อเดือนมกราคม 2552 ซึ่งชี้มูลความผิดกรณีคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( กพ.) และคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนสามัญ 4 คน กรณีแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 9 และกำหนดคุณสมบัติผู้ได้รับการคัดเลือกบุคคล ให้ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมสรรพากรโดยมิชอบ ไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี โดยเห็นว่า การกระทำของ คุณหญิงทิพาวดี สร้างความเสียหายแก่คณะรัฐมนตรีและระบบราชการในด้านการบริหารงานทรัพยากรบุคคลอย่างร้ายแรง จึงถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบทางราชการ
ส่วนคณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการพลเรือนที่ประกอบด้วย นายสมใจนึก เองตระกูล ปลัดกระทรวงการ คลัง ในขณะนั้น นายสมหมาย ภาษี รองปลัดกระทรวงการคลังในขณะนั้น และนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อธิบดีกรม สรรพากร ในขณะนั้น และ นายวีระ ไชยธรรม ที่ปรึกษาระบบบริหารสำนักงาน กพ. มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติ หรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ดังนั้น กรรมการ ป.ป.ช. จึง มีมติให้ส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย และส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา
นอกจากนี้ นายศุภรัตน์ ยังมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการด้วยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัย และไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว ในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 และมาตรา 97 แล้วแต่กรณีต่อไป
