ศาล ปค.สูงสุดยันมีอำนาจรับฟ้อง ขรก. -จนท.รัฐถูก ป.ป.ช.ชี้มูลผิดทางวินัย
ป.ป.ช. หน้าแตก! ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายันมีอำนาจรับฟ้อง ขรก.-เจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรง-คดีทางปกครอง เหตุไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเหมือน กกต. ขัดหลักสิทธิพื้นฐานของบุคคลตาม รธน.

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ให้ยกฟ้องคดีที่ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. เป็นผู้ฟ้องคดี กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้องสอด กรณีถูกคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณีการจัดซื้อรถดับเพลิง และเรือดับเพลิงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร โดยเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาเห็นว่า พฤติการณ์ของ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ มีส่วนร่วมกระทำความผิดในทุกขั้นตอนของโครงการจัดซื้อดังกล่าวจริงตามสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถือว่าเป็นการทุจริต ดังนั้นที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครออกคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดถือว่าใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว ไม่ถือเป็นการละเมิดต่อ พล.ต.ต.อธิลักษณ์
ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้ร้องสอด ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองกลาง เป็นไม่รับคำฟ้องของ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ไว้พิจารณาพิพากษา โดยระบุว่า ขณะที่ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ฟ้องคดีนั้น รัฐธรรมนูญปี 2550 ยังมีผลบังคับใช้ โดยมาตรา 223 วรรคสอง บัญญัติว่า อำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้มูลขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ
ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาคดีดังกล่าว โดยมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องสอด (ป.ป.ช.) แต่เพียงว่า การที่ผู้ร้องสอดมีมติวินิจฉัยชี้มูลของผู้ฟ้องคดี (พล.ต.ต.อธิลักษณ์) ว่ามีความผิดทางวินัย เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญปี 2550 และศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาทบทวนได้หรือไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การใช้อำนาจของผู้ร้องสอดดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ป.ป.ช.) การวินิจฉัยของผู้ร้องสอดซึ่งเป็นผลจากการใช้อำนาจยังไม่ถึงกับเป็นที่สุด เพราะถ้าหากรัฐธรรมนูญต้องการให้เป็นที่สุด ก็ควรบัญญัติไว้ทำนองเดียวกับอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 236 วรรคหนึ่ง (5) บัญญัติให้ กกต. มีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายมาตรา 235 วรรคสอง และมาตรา 239 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว บัญญัติว่า ในกรณีที่ กกต. วินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. ให้คำวินิจฉัยของ กกต. เป็นที่สุด
แต่การวินิจฉัยของผู้ร้องสอดยังไม่เป็นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการมีมติว่าเป็นความผิดทางวินัย เพราะผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์อุทธรณ์ดุลพินิจในการสั่งลงโทษได้ หรือในกรณีที่ผู้ร้องสอดมีมติว่าการกระทำของข้าราชการใดมีความผิดทางอาญา แม้จะให้ถือว่ารายงานของผู้ร้องสอดเป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่ก็ยังคงเป็นอำนาจของศาลในการวินิจฉัยว่า รายงานการสอบสวนของผู้ร้องสอดได้ทำการสอบสวนโดยชอบหรือไม่ พยานหลักฐานได้มาโดยถูกต้องตามกระบวนการวิธีการรวบรวมพยานหลักฐาน ตลอดจนพยานหลักฐานดังกล่าวรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดจริงหรือไม่
การวินิจฉัยหรือชี้มูลของผู้ร้องสอดจึงเป็นเพียงการใช้อำนาจของหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบอำนาจตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ผู้ร้องสอดจึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 การกระทำของผู้ร้องสอดจึงเป็นการกระทำทางปกครอง สำหรับอำนาจของศาลปกครองแม้ว่าตามมาตรา 223 วรรคสองของรัฐธรรมนูญปี 2550 จะบัญญัติว่า อำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น แต่โดยที่การใช้สิทธิทางศาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลที่รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 28 วรรคสอง และวรรคสาม ให้การรับรองไว้
บทบัญญัติในมาตรา 223 วรรคสอง จึงเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิของบุคคลและขอบเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่า การใช้อำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองนั้น นอกจากจะต้องเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังต้องเป็นการใช้อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดอีกด้วย ซึ่งคำว่า “วินิจฉัยชี้ขาด” ย่อมมีความหมายว่า เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา
เมื่อผู้ร้องสอดเป็นคณะบุคคลที่รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดแต่เพียงเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ประเภทองค์กรอิสระ และในขณะเดียวกันผู้ร้องสอดเป็นคณะบุคคลซึ่งมีกฎหมายระดับ พ.ร.บ. ให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง หรือมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล จึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย เมื่อฐานอำนาจที่นำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องสอดมาจาก พ.ร.บ.ป.ป.ช. ก็บัญญัติให้อำนาจผู้ร้องสอดในการไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิดของผู้ถูกกล่าวหา และให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจดุลพินิจในการสั่งลงโทษตามฐานความผิดที่ผู้ร้องสอดมีมติ
สิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยก็ถูกจำกัดเพียงว่า จะอุทธรณ์ได้เฉพาะดุลพินิจในการสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น โดยมิได้มีบทบัญญัติมาตราใดที่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลที่ได้รับการรับรองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิของบุคคลผู้ถูกลงโทษทางวินัยในการฟ้องคดีต่อศาล
อีกประการหนึ่ง หากจะถือว่ากระบวนการตั้งแต่การไต่สวนและวินิจฉัยมูลความผิดของผู้ถูกกล่าวหาของผู้ร้องสอด กระทั่งมีการออกคำสั่งลงโทษทางวินัยโดยผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา เป็นกระบวนการที่ไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายจากองค์กรใด ๆ แล้ว ย่อมแตกต่างกับกรณีที่ดำเนินการทางวินัยเริ่มขึ้นและแล้วเสร็จโดยผู้บังคับบัญชา ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้ถูกลงโทษทางวินัยมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
อีกทั้งเมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2546 ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยแต่เพียงว่า เมื่อผู้ร้องสอดได้ไต่สวนและวินิจฉัยแล้วว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่เป็นอันยุติ องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์จึงพิจารณาเปลี่ยนแปลงฐานความผิดทางวินัยตามที่ผู้ร้องสอดวินิจฉัยแล้วไม่ได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกคำสั่งลงโทษทางวินัยไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด
ดังนั้นการที่ผู้ร้องสอดมีมติชี้มูลความผิดของผู้ฟ้องคดีว่า เป็นความผิดทางวินัย จึงเป็นเพียงการชี้มูลความผิดทางวินัยที่จะต้องมีการพิจารณาสั่งลงโทษทางวินัยต่อไปโดยผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ อันจะเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา 223 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญปี 2550 และเมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ศาลปกครองจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดจึงฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
อ่านประกอบ :
กทม.เฮ! ศาลปค.ยกฟ้องปมไล่อดีตผอ.สำนักป้องกันฯคดีรถดับเพลิง
เหตุผลศาลปค.ตัดสิน“วัฒนา-อภิรักษ์”รอดจ่ายค่าเสียหายคดีรถดับเพลิงกทม.
ดูเหตุผล “ทายาทสมัคร” แย้งศาลปค.คดีจ่ายคืนกทม. 587 ล.ทำไมไม่ได้?
ป.ป.ช.ตั้งอนุฯสอบ“อดีตรองผู้ว่าฯกทม.”ส่อทุจริตซื้อรถ-เรือดับเพลิง
หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก astvManager
