ศาล รธน.คึกคัก “กรณ์-คำนูณ-กิตติรัตน์” เข้าชี้แจง พ.ร.ก.กู้เงิน-นัดฟังคำวินิจฉัย 22 ก.พ.นี้
ศาลรัฐธรรมนูญคึกคัก หลังเปิดให้รับฟังคำชี้แจงวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับขัดต่อ รธน. ม.184 วรรคหนึ่งและสองหรือไม่ ฝ่ายรัฐบาลส่ง “กิตติรัตน์” แจง อ้างคำเดิมป้องภัยพิบัติ-ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ “กรณ์” มั่นใจ พ.ร.ก.กู้เงินไม่ชอบตาม รธน.ชี้รัฐบาลไม่มีปัญหารับภาระดอกเบี้ยหนี้ แต่เลือกรวบรัด-เลี่ยงการตรวจสอบ ด้าน “คำนูณ” ชี้ความรับผิดชอบของรัฐบาลขอให้เป็นไปทีละขั้นตอน “รสนา” ฉะนักการเมืองหาความรับผิดชอบได้ยาก ยกกรณีแปรรูป กฟผ. ถามถ้าไม่ให้กิตติรัตน์ลาออก นายกฯ จะลาออกเองหรือไม่ ล่าสุดศาลรับฟังคำชี้แจงเสร็จแล้ว นัดฟังคำวินิจฉัย 22 ก.พ.นี้
วันนี้ (15 ก.พ.) เมื่อเวลา 09.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธาน ได้ออกนั่งบัลลังก์รับฟังคำชี้แจงจากผู้ที่เกี่ยวข้องในคำร้องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ส่งความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 กรณีพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท และพระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันเงิน พ.ศ. 2555 มูลค่า 1.14 ล้านล้านบาท เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง และวรรคสองหรือไม่
ทั้งนี้ การรับฟังคำชี้แจงของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ได้รับความสนใจทั้งจากสื่อมวลชน และฝ่ายการเมือง เนื่องจากถือเป็นครั้งแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดให้รับฟังคำชี้แจงในกรณีที่มีการยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยพระราชกำหนด โดยนอกเหนือจากนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ในฐานะผู้ร้อง, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ตัวแทนนายกรัฐมนตรีผู้ถูกร้อง จะเข้าชี้แจงแล้ว ยังมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง, นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. และนายเจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.สรรหา เข้ารับฟังการพิจารณาอย่างคึกคัก
อย่างไรก็ตาม ก่อนการเข้าชี้แจง นายกรณ์ให้สัมภาษณ์ว่า ตนก็จะชี้แจงไปตามประเด็นที่มีความสำคัญในการพิจารณา ซึ่งมั่นใจตั้งแต่แรกว่าการตรา พ.ร.ก.กู้เงินทั้งสองฉบับนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และยังไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ พ.ร.ก.เพื่อกู้เงินที่ยังมีปัญหาในหลายจุด โดยในส่วนของ พ.ร.ก. ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ฯ ชัดเจนว่าผลของการโอนหนี้ไม่ได้มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจในลักษณะเร่งด่วนจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลไม่ได้มีปัญหาในการรับภาระดอกเบี้ยของหนี้การฟื้นฟู เพราะรัฐบาลเป็นผู้จัดสรรงบประมาณ และได้เผื่อไว้ในปีงบประมาณ 2555 อยู่แล้ว ซึ่งสามารถจะรับดอกเบี้ยได้อย่างน้อยที่สุดคือถึงสิ้นปีงบประมาณ จึงไม่มีความจำเป็นต้องตรากฎหมายนี้ในรูปแบบ พ.ร.ก.
นอกจากนี้ ที่ผ่านมานายกิตติรัตน์ยังได้ออกมาสรุปว่าจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารของรัฐ แต่กลับไม่คิดพิจารณานำค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปสมทบกองทุนค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์เพื่อชำระหนี้ ซึ่งเป็นการสะท้อนว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจ และไม่ได้คิดจะลดภาระหนี้ส่วนนี้เป็นภาระเร่งด่วนอย่างที่กล่าวอ้าง และมีผลในทางลบมากมาย ตนจะชี้แจงต่อศาลว่าควรมีการพิจารณากลั่นกรองในชั้นของสภาตามขั้นตอนฝ่ายนิติบัญญัติปกติ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็พูดว่าหากไม่สามารถออกพระราชกำหนดได้ก็ไม่เป็นไร เพราะยังสามารถวินิฉัยออกเป็นพระราชบัญญัติแทนได้ นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าสามารถออกเป็นพระราชบัญญัติได้ไม่เป็นปัญหา แต่รัฐบาลต้องการที่จะรวบรัด และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ จึงเลือกพระราชกำหนดที่เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารเท่านั้น ส่วน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำนั้น ยังมีคำถามว่าเร่งด่วนจริงหรือไม่ และอาจเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ประเทศ
ส่วนนายกิตติรัตน์ให้สัมภาษณ์ว่าจะทำหน้าที่ชี้แจงเหตุผลต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างดีที่สุด ถึงความจำเป็นของรัฐบาลในการประกอบการพิจารณาการยื่น พ.ร.ก.ดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 แห่งรัฐธรรมนูญ โดยเหตุผลเนื่องจากการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยนายกิตติรัตน์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พ.ร.ก.ทั้งสองฉบับตกไป
ด้านนายคำนูณให้สัมภาษณ์ว่า จะชี้แจงให้เห็นว่า พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูไม่มีเหตุฉุกเฉินที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะละเว้นได้ โดยจะมีเหตุผลประกอบ 4-5 ประการ เมื่อถามว่าจะถามหาความรับผิดชอบจากรัฐบาลหรือไม่ หาก พ.ร.ก.ทั้งสองฉบับต้องตกไป นายคำนูณกล่าวว่าขอให้เป็นไปทีละขั้นตอนก่อน
ขณะที่ น.ส.รสนา หนึ่งในกลุ่ม ส.ว.ที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญในกรณี พ.ร.ก.ดังกล่าว กล่าวถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พ.ร.ก.ทั้งสองฉบับตกไปว่า เมืองไทยมีมาตรฐานจริยธรรมค่อนข้างต่ำ จึงหานักการเมืองรับผิดชอบได้ยาก อย่างกรณีของการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็ไม่เห็นมีใครออกมารับผิดชอบ แม้จะมีประมวลจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญก็ไม่มีผลบังคับ
“ส่วนตัวเห็นว่าเรื่องนี้หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า พ.ร.ก.ตกไป ก็ควรต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่วันก่อนได้ยินนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์แล้วว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลังไม่ต้องลาออก แล้วถามว่านายกฯ จะลาออกหรือเปล่า” นางรสนากล่าว และว่า เรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องทางการเมือง ไม่มีข้อกฎหมายบอกว่านักการเมืองต้องรับผิดชอบอะไร มันเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องบีบ ถ้าสังคมเฉยๆ ก็ทำอะไรไม่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการออกนั่งบัลลังก์รับฟังคำชี้แจงนั้น นายกิตติรัตน์ได้ยื่นเอกสารรายการใช้เงินลงทุนแก้ปัญหาน้ำตาม พ.ร.ก.3.5 แสนล้านบาทให้ศาลเมื่อเช้าก่อนพิจารณา และหลังจากที่นายกิตติรัตน์กล่าวชี้แจงแล้ว ศาลได้ซักถามในหลายประเด็น โดยเฉพาะความเร่งด่วนในการออก พ.ร.ก.ทั้งสองฉบับ รวมทั้งเงื่อนเวลาในการออก พ.ร.ก.และ พ.ร.บ. หลังจบการซักถามแล้ว เมื่อเวลา 11.45 น.ที่ผ่านมา นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า ศาลมีความเห็นรับคำชี้แจงเพิ่มตามร้อง โดยนัดฟังคำวินิจฉัยอีกครั้งในวันที่ 22 ก.พ. 2555 เวลา 14.00 น.
