ศาล รธน. ชี้ขาด พ.ร.ก. 2 ฉบับผ่านฉลุย
ตุลาการศาล รธน.ลงมติ 7 ต่อ 2 ชี้ พ.ร.ก.โอนหนี้ฯ ไม่ขัด รธน. ขณะที่ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้าน มติเอกฉันท์ ผ่านฉลุย เหตุฉุกเฉิน และมีความจำเป็นเร่งด่วน
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ เวลาประมาณ 14.00 น. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย นายจรัญ ภักดีธนากุล นายจรูญ อินทจาร นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย กรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 กรณีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 และพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสองหรือไม่
สำหรับ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 ศาลรัฐธรรมนูญพิเคราะห์แล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เนื่องจากศาลเห็นว่า การตรา พ.ร.ก.ดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและเบาเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากปัญหาอุทกภัย รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป
สำหรับปัญหาอุกทกภัยดังกล่าวได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง และมีความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดกับผู้ประกอบกิจการและนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 841 โรงงาน และโรงงานส่วนใหญ่เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบของอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร เครื่องดื่ม ฯลฯ อีกทั้งยังกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของโลก เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมดังกล่าว
ทั้งนี้ หากรัฐบาลไม่มีมาตรการป้องกันและเบาเทาปัญหาอุทกภัยทีจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและต่างประเทศแล้ว ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม อาจตัดสินใจย้ายสถานที่ประกอบการไปอยู่ต่างประเทศ อันจะเกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศโดยส่วนรวม จึงเห็นว่า การตรา พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 เป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในการที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง
ส่วนการพิจารณาว่า พ.ร.ก.ดังกล่าว เป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคสอง หรือไม่นั้น ศาลเห็นว่า ปัญหาอุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ที่มีผลกระทบต่อทรัพย์สินประชาชน ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างรุนแรง รัฐบาลได้ใช้ทรัพยากรช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ผู้ประกอบกิจการอุตสาหกรรม รวมทั้งปรับปรุง ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้เงินงบประมาณและทรัพยากรอื่นไปเป็นจำนวนมาก แม้รัฐบาลจะมีพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูบูรณะประเทศ โดยเฉพาะการตั้งงบประมาณรายจ่ายในงบกลางจำนวน 1.2 แสนล้านบาท และในส่วนเงินสำรองรายจ่ายฉุกเฉิน 6.6 หมื่นล้านบาทที่ตั้งไว้ที่กระทรวง ทบวง กรรมต่างๆ นั้น รัฐบาลได้อนุมัติเงินบางส่วนเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเป็นการเฉพาะหน้าไปแล้ว
อีกทั้งจะให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินขาดดุลงบประมาณอีก 1.5 แสนล้านบาทไว้ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายดังกล่าว ก็ไม่สามารถจะทำได้ เพราะล่วงเลยระยะเวลาที่หน่วยงานต้องส่งคำของบประมาณให้สำนักงบประมาณได้เป็นกรอบวงเงินและประมาณการณ์รายจ่ายประจำปีที่กำหนดไว้ หรือจัดทำเป็นร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 เพิ่มเติม ซึ่งการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ใช้ระยะเวลาพิจารณาค่อนข้างนาน ไม่ทันต่อสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องดำเนินการป้องกันภัยพิบัติ อันเกิดอุทกภัยโดยเร่งด่วน ซึ่งมีสัญญาณบ่งชี้ว่า ในปี 2556 ประเทศไทยอาจเกิดวิกฤตมหาอุทกภัยขึ้นอีก
การที่รัฐบาลจัดให้มีระบบบริหารจัดการน้ำตามยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาแบบบูรณาการและยั่งยืน โดยใช้เงินจำนวน 3.5 แสนล้านบาทตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว จึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบอาชีพของประชาชน ผู้ลงทุนที่อยู่ในพื้นที่ และเป็นการป้องกันภัยพิบัติอันใกล้จะถึง ศาลจึงเห็นว่า การตรา พ.ร.ก.ดังกล่าว เป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคสอง
ฉะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ ให้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 ศาลรัฐธรรมนูญพิเคราะห์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
7:2 พ.ร.ก.โอนหนี้ เป็นไปตามรธน.
ขณะที่ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 ศาลรัฐธรรมนูญพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อการบริหารจัดการหนี้ของกองทุนฯ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลสามารถนำเงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ปีละประมาณ 6 หมื่นล้านบาทมาดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยส่วนรวม
และถึงแม้ว่าผู้แทนนายกรัฐมนตรีจะแถลงว่า ไม่มีความเชี่ยวชาญทางการเมือง ที่จะตรา พ.ร.ก. ในระหว่างปิดสมัยการประชุมรัฐสภาก็ตาม แต่ก็ได้เหตุผลว่า ได้วางคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องศึกษาและกำหนดรายละเอียดที่เกี่ยวข้องในการจัดทำโครงการก่อน เสร็จแล้วจึงเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งน่าจะแสดงความสุจริตได้ด้วยว่า ไม่ได้อาศัยโอกาสอ้างเหตุผลทางการเมืองได้อย่างไร
ศาลได้พิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกันแล้วเห็นว่า การตรา พ.ร.ก. ทั้งสองฉบับดังกล่าว ไม่ถึงกับเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แต่ความจำเป็นดังกล่าวเกิดขึ้น อันมีสาเหตุจากปัญหาอุทกภัยจริง และมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้มาตรการป้องกันและเยียวยา ความเสียหายที่เกิดขึ้น ประกอบกับในชั้นนี้ยังไม่มีมูลคดีชี้ให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรีได้ตรา พ.ร.ก. โดยไม่สุจริต หรือใช้ดุลพินิจบิดเบียนหลักการของรัฐธรรมนูญ
ศาลจึงเห็นว่า เป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันไม่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญมติ 7 ต่อ 2 เห็นว่า พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่งและสอง
