หมอครอบครัวประจำตัวทุกครัวเรือน
หลักประกันสุขภาพภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค” เป็นการปฏิรูประบบสุขภาพไทยครั้งใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาข้อจำกัดด้านการเงินการคลัง ของประชาชนในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
อย่างไรก็ตามการเข้าถึงบริการยังมีข้อจำกัดอื่น ๆ เช่น ความไม่คุ้นชินของประชาชนกับผู้ให้บริการ บุคลากรผู้ให้บริการมีจำนวนน้อยกว่าภาระงาน รวมทั้งพฤติกรรมการใช้บริการยังไม่สมดุล ประชาชนยังไม่พึ่งตนเอง นิยมการพึ่งพิง เมื่อเจ็บป่วยก็ไปหาหมอที่โรงพยาบาล เมื่อขาดการจัดการระบบที่สมบูรณ์จึงเกิดภาวะที่ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการและประชาชน นำไปสู่ “ความไม่มีความสุข” ของทั้งผู้ให้บริการและประชาชน
การส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เป็นสิ่งที่สำคัญและต้องเร่งรัดเป็นสิ่งแรกก่อนการเจ็บป่วยเพื่อรักษาพยาบาล “หมอครอบครัวประจำตัวทุกครัวเรือน” เป็นกระบวนการจัดการเพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเอง และมั่นใจเมื่อต้องเจ็บป่วยก็จะมีผู้ดูแลเสมือนหนึ่งญาติหรือหมอประจำตัว เฉกเช่นมี “ทนายประจำตระกูล” แต่ชั้นความสัมพันธ์จะลึกกว่า คือดูแลเพื่อให้เกิดความเจ็บป่วยด้วยความรักและผูกพัน
ประชาชนไทย 65 ล้านคนจาก 16 ล้านครัวเรือน หากมีบุคลากรสาธารณสุขดูแลแต่ละครัวเรือนอย่างใกล้ชิด คนละ 300 ครัวเรือน (ประมาณ 1,250 คน) จะมีบุคลากรดังกล่าวทั้งสิ้น ประมาณ 55,000 คน ถ้าไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร ก็มีจำนวนประมาณ 44,000 คน ครอบคลุม ชุมชนเมืองและชนบท ประเทศสหราชอาณาจักรอังกฤษมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 45,000 คน ซึ่งต้องอาศัยการดำเนินการปรับระบบทั้งการเงินการคลังและกฎหมาย และกว่าจะครอบคลุมก็ใช้เวลาถึง 60 ปี (จากปี 1952) ประเทศไทยของเรามีระบบการจัดบริการในระดับชนบท โดยอาศัยแนวคิด “การสาธารณสุขมูลฐาน” ดำเนินการกว่า 35 ปี ชุมชนและประชาชนคุ้นเคยกับกระบวนการพึ่งตนเอง การมีส่วนร่วมของชุมชน การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และการประสานระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมแรงร่วมใจ เกิดอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และนักสาธารณสุข ที่ประกอบด้วย ผดุงครรภ์ พนักงานอนามัย ผู้ช่วยพยาบาล พยาบาล และอื่นๆ ที่ตระเวนดูแลเยี่ยมเยียนประชาชนถึงบ้าน โดยมีจักรยานเก่าๆ เป็นพาหนะคู่ใจ
เพื่อให้ระบบบริการมีประสิทธิภาพ ทั้งชนิดของบริการ ทั้งส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาพยาบาล พื้นฟูสภาพ และคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งประเภทความรุนแรง ยากง่ายของการดูแลด้านรักษาพยาบาล ที่ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการเหล่านี้ การจัดการระบบ “ประชาชนมีญาติเป็นหมอ” หรือ “หมอครอบครัวประจำตัวทุกครัวเรือน” จึงเป็นทางเลือกการจัดการระบบบริการสุขภาพในยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ในเบื้องต้นจะมีบุคลากรระดับจรยุทธดูแลถึงบ้านทุกครัวเรือน ซึ่งประกอบด้วย พยาบาลเวชปฏิบัติ นักวิชาการสาธารณสุข เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข ทันตาภิบาล แพทย์แผนไทย ฯลฯ ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า “นักสุขภาพครอบครัว (นสค.)” นักสุขภาพครอบครัวเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่เหมือนญาติใกล้ชิดวงในดูแลจัดความสัมพันธ์ชัดเจนเป็นกลุ่มๆ คนละ 1 กลุ่ม ประมาณ 300 หลังคาเรือน หรือ 1,250 คน
โดยทีมนักสุขภาพครอบครัวเหล่านี้ร่วมทำงานในหน่วยเดียวกันเรียก “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) หรือศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง (ศสม.)” ดูและประชาชนชัด เพื่อให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพ บริการ และความอุ่นใจในการประสานบริการต่อยอดครบวงจร นักสุขภาพครอบครัวเหล่านี้จะมีแพทย์เป็นที่ปรึกษา ช่วยดูแลบริการทุกประเภทเสมือนหนึ่งเป็นญาติประชาชนอีกชั้นหนึ่งที่ห่างออกมา 1 วง แพทย์ที่ปรึกษาเหล่านี้ในอนาคตจะเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ที่กระทรวงสาธารณสุขมีความตั้งใจจะผลิต “1 แพทย์ 1 ตำบล”
“หมอครอบครัวประจำตัว” ระยะเริ่มแรกคือใคร ในชั้นแรกที่เป็นวงญาติใกล้ชิดประชาชนวงแรก คือ “นักสุขภาพครอบครัว” ที่ต้องรับผิดชอบประชาชนรายครัวเรือนด้วยความเข้าใจ อดทน ประสานงาน ดูแลเอื้ออาทรดุจญาติ ส่วนชั้นวงถัดออกไปก็เป็น แพทย์ที่เป็นที่ปรึกษาของทีมนักสุขภาพครอบครัว ซึ่งมีประมาณ 10 – 15 คน แพทย์เหล่านี้คือ หมอเวชศาสตร์ครอบครัว ทั้งสอบวุฒิบัติและอนุมัติบัตรได้ รวมทั้งหมอสาขาอื่นๆ ที่สนใจ หรือร่วมเรียนรู้ตามกระบวนการแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว หมอครอบครัวเหล่านี้ มีภารกิจในการดูแลประชาชนกลุ่มก้อนชัดเจน ประมาณ 8,000 – 12,000 คน ผ่านนักสุขภาพครอบครัว ประชาชนทุกคนจะมีเบอร์โทรศัพท์ของหมอครอบครัวใกล้ชิด หรือนักสุขภาพครอบครัว และหมอครัวครอบครัว (แพทย์) เพื่อติดต่อ ปรึกษา ประสานงาน แก้ไขปัญหาด้านสุขภาพเสมือนหนึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน แพทย์ผู้รับผิดชอบเป็นหมอครอบครัว จะนัดพบปะนักสุขภาพครอบครัว เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อปรึกษาหรือนำกรณีเจ็บป่วยของประชาชนมาขอคำแนะนำ
ในขณะเดียวกันก็จะใช้โทรศัพท์มือถือติดต่อ นักสุขภาพครอบครัวอย่างใกล้ชิด นักสุขภาพครอบครัวจะได้รับโปรโมชั่นโทรศัพท์มือถือ มีคอมพิวเตอร์พกพา (Notebook / Netbook) ในการบันทึกประวัติ และการเปลี่ยนแปลงสุขภาพของประชาชนที่รับผิดชอบ มีจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ (หรือรถยนต์นำส่งเป็นกลุ่มๆ ตามแต่สภาพ) เพื่อเยี่ยมประชาชนด้วยระบบความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดผ่านโทรศัพท์มือถือ และอินเตอร์เน็ต จะสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี
เช่น กรณีประชาชนป่วยเป็นเบาหวาน รับยาประจำ กับไม่มีโรคแทรกซ้อนก็จะมีนักสุขภาพครอบครัวจัดบริการในชุมชนตามประวัติที่ได้รับจากแพทย์ผู้รักษาครั้งแรก เมื่อมีปัญหา อุปสรรค ต้องควบคุมน้ำตาลเข้มกว่าเดิม ก็โทรประสานหมอครอบครัวเพื่อนัดหมายการตรวจละเอียดมากยิ่งขึ้น และถ้าจำเป็นต้องตรวจการเปลี่ยนแปลงของตา กรณีเบาหวานมีผลต่อตา (เบาหวานขึ้นตา) หมอครอบครัวที่เป็นแพทย์ที่ปรึกษาก็สามารถติดต่อจักษุแพทย์ให้บริการแบบง่ายดาย ลดขั้นตอนและพิธีการต่างๆ อันจะนำไปสู่ “การเข้าถึงบริการครอบวงจรที่มีคุณภาพ”
การจัดระบบ “หมอครอบครัวประจำตัว” ต้องการแพทย์ทั้งสิ้นประมาณ 4,000 คน (ไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร) ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขมีแพทย์ จำนวนประมาณ 9,800 คน คือ
1.แพทย์คู่สัญญาทุนปี 2 – 3 จำนวน 2,000 คน
2.แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน (ใช้ทุนแล้ว) จำนวน 2,400 คน
3.แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป จำนวน 5,400 คน
ส่วนใหญ่เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆ ในจำนวนดังกล่าวยังไม่ได้นับแพทย์เพิ่มพูนทักษะ ปีที่ 1 ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป อีก 1,300 คน
ระยะเร่งรัด รพสต. คุณภาพตัวอย่าง จำนวน 1,000 แห่ง และศสม. คุณภาพตัวอย่าง 228 แห่ง จะเป็นมิติแรกของการดำเนินงาน ดังนั้น แพทย์ที่ปรึกษารุ่นแรก “1,000 หมอ 1,000 โอกาส 1,000 สำเร็จ” จะเป็นจุดเริ่มต้นโดยจังหวัดต่างๆ จะจัดการเตรียมบุคลากรแพทย์ให้ และเมื่อมีการเปิดตัวมอบภารกิจชัดเจนรวมถึงกระบวนการส่งต่อที่ไร้รอยต่อก็จะเกิดภาพ “หมอครอบครัวประจำทุกครัวเรือน” เป็นจริงขึ้นมาได้
