คู่มือเอาชีวิตรอดบนถนนไทย
สัปดาห์ที่แล้วมีการเผยแพร่ข้อมูล 42 หน้า ของนักเขียน ศิลปิน นักแสดงชาวฮ่องกงมีชื่อเสียงท่านหนึ่ง บันทึกข้อสังเกตลักษณะนิสัยการขับขี่ยวดยานพาหนะบนท้องถนนของเมืองไทย ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากกฎเกณฑ์มาตรฐานสากล เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากเป็นอันดับ 2 ของโลกตามรายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน ปี 2015 ขององค์การอนามัยโลก

บทความของเขาให้ข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวต่างประเทศที่จะเข้ามาประเทศไทย ไม่ว่าการป้องกันตัวเองไม่ให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย เคนนี่ หว่องเขียนถอดสาระสำคัญที่น่าสนใจมาก พอสรุปได้ดังนี้คือ ความแตกต่างของวัฒนธรรมการขับขี่ของคนไทยที่แตกจากมาตรฐาน
1.องศาของความใส่ใจ ดูเหมือนว่าคนไทยจำนวนมาก จะใส่ใจเฉพาะภาพที่เห็นในสายตาที่มองอยู่ ยิ่งคนขี่มอเตอร์ไซด์ที่ถอดกระจกมองหลังออก หมายความว่า ไม่สนใจว่าใครอยู่ข้างหลัง แม้กระทั่งคนขับขี่จำนวนมากก็ไม่ได้มองกระจกเวลาจะเลี้ยวซ้ายหรือขวา คนที่ขับตามมาข้างหลัง จะต้องเป็นคนระวังรถที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งแตกต่างจากกฎเกณฑ์สากลที่ว่าคนขับขี่ต้องมองให้เห็น และต้องรับผิดชอบ ครบรอบ 360 องศา จะอ้างว่าไม่เห็นไม่ได้
2.คนขับขี่จำนวนมาก จะขับรถทิ้งโค้งตอนเข้าโค้งทำให้ปาดหน้ารถคันอื่นเมื่อเลี้ยวซ้าย หรือชนกับรถคันที่วิ่งสวนมาเมื่อเลี้ยวขวา เคนนี่ หว่าลอง เขียนไว้ว่า นิสัยนี้เป็นนิสัยเอาเร็ว เอาง่ายเขเราว่า แม้มันจะเป็นนิสัยที่ไม่ค่อยดี ก็คนจำนวนมากยังทำ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกไม่เพียงในการขับขี่ แต่ก็เห็นได้บ่อยๆ ในการทำงาน ในสังคม ในภาษา ในการศึกษา
3.คนไทยยอมรับ และปรับตัวให้เข้ากับวิธีการขับขี่ที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์สากล ทำให้มีพฤติกรรมเหมือนคนมักง่าย ประมาท มุทะลุ โดยไม่คิดถึงผลเสียที่จะตามมา เช่น การขับรถฝ่าไฟแดง การขับรถย้อนศร ขับรถบนทางเท้า การาจอดรถตรงทางโค้ง จอดรถยามค่ำคืนโดยไม่มีสัญญาณ ขับรถไม่เปิดไฟโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีไฟท้าย ขับตัดหน้าระยะกระชั้นชิด แยกวัดใจ ใครใจถึงได้ไปก่อน คนไทยส่วนมากไม่เชื่อถือกฎเกณฑ์ ไม่ยอมรับกฎหมาย ไม่เชื่อถือกันเอง แต่ใช้วิธีปรับตัวเข้าหากัน
4.การขับขี่กีดขวางการจราจรเป็นเรื่องปกติ เช่น จอดรถซ้อนคันเพื่อลงไปซื้อของข้างทาง จอดรถคร่อมเลน จอดรถในที่ห้ามจอด รถช้าขับชิดขวา ควรรับให้เร็วก็กลับช้า
5.ด้านได้อายอด คนที่เห็นแก่ตัวมักจะเอาเปรียบคนที่เป็นสุภาพบุรุษ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอยู่เสมอ คือ คนขับรถแซงคิว รถที่เข้าแถวยาวเหยียดเพื่อรอเลี้ยว ไม่ว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือยูเทิร์น การไม่เปิดไฟเลี้ยว หรือการเปิดไฟเลี้ยวอย่างกระชั้นชิด รถที่กระพริบไฟใส่ไม่ได้หมายความว่า ให้ทางคุณไปก่อน แต่หมายความว่า ฉันกำลังรีบ คุณจะต้องหลบให้ฉัน ทางแยกแม้เป็นไฟเขียวแต่รถติดอยู่ไปไม่ได้ ก็ยังขับเข้ามาต่อ เมื่อสัญญาณเปลี่ยนเป็นไฟแดงรถอีกข้างก็ถูกบล็อก ไปไม่ได้กันหมด ขับชิดซ้ายเข้ามาในเลนสำหรับรถจอดหรือทางเท้า ขับรถปิดช่อง ไม่ยอมให้คนอื่นเปลี่ยนเลนหรือจะเลี้ยวเข้าซอย เมื่อคนหนึ่งทำผิดมักจะมีรถคันอื่นๆ ทำตามๆกันไป
6.คนเดินถนนคือ กลุ่มเสี่ยง ทางม้าลายไม่มีความหมายอะไร สำหรับคนขับรถคนข้ามถนนถูกชนเสมอแม้จะข้ามในจังหวะไฟเขียวให้คนเดินข้าม หรือ เด็กนักเรียนถูกชนโดยรถที่ไม่ยอมจอดในเลนที่ 2 ในขณะที่เลนแรกจอดให้เดินข้าม
7.ชนแล้วหนี เป็นค่านิยมอันเลวร้ายที่บอกต่อๆกันในหมู่คนขับรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถบรรทุก ที่เมื่อชนแล้วหนีเพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดชอบกับความผิด หรือ ค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายให้กับผู้บาดเจ็บเสียชีวิต ที่เลวร้ายหนักกว่านั้นคือการถอยรถมาทับให้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิต เพื่อจะได้ไม่ต้องมีผู้รู้ผู้เห็นกับการกระทำผิด
อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนเกิดมากขึ้น เคนนี่ หว่อง ได้บรรยายสรุปไว้ว่า มีพฤติกรรมเสี่ยงหลายอย่างที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนน ได้แก่
การดื่มแล้วขับ การขับรถเร็ว เลี้ยวหรือเปลี่ยนเลนโดยไม่เปิดไฟสัญญาณ ขับรถชิดคันหน้ามากเกินไป ไม่ตั้งใจ ไม่มีสมาธิในการขับรถ ไม่หยุดให้คนข้ามตรงทางม้าลาย กฎหมายหลายข้อไม่มีความชัดเจน การบังคับใช้กฎหมายหย้อนยานมาก ขาดความรู้ในกฎจราจรที่ถูกต้อง และการได้ใบขับขี่ง่ายเกินไป สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่น บางเวลารถวิ่งไปได้ บางเวลาไม่ได้
ทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตรอดบนท้องถนนเมืองไทย
1.ต้องสามารถมองให้เห็นรอบตัว 360 องศา อย่าคาดหวังว่า คนขับรถคันอื่นเขาจะระวังตัวของเขาหรือปฏิบัติตามกฎจราจร
2.เปลี่ยนเลน หรือ เลี้ยว อย่าเลี้ยวกระทันหัน ต้องค่อยๆเลี้ยว ต้องมองกระจกส่องหลังส่องข้าง เปิดไฟเลี้ยว ต้องมองกระจกส่องหลังส่องข้าง เปิดไฟเลี้ยวให้เห็นชัดเจนแต่เนิ่นๆ ก่อนทุกครั้ง
3.ห้ามหยุดรถกระทันหัน
4.อย่าเชื่อมั่นกฎจราจรเต็มร้อย แต่ต้องระแวดระวัง และสังเกตตามสถานการณ์ควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไฟสัญญาณตรงทางแยก แม้นเป็นไฟแดง ต้องระวังอาจจะมีคนขับฝ่า
5.อย่าเชื่อมั่นถนนจนเกินไป แม้นว่าถนนเมืองไทยจะมีคุณภาพค่อนข้างดี แต่วันดีคืนดี อาจมีพนักงานมาเจาะขุดถนน โดยไม่มีสัญญาณเตือน
6.ขับรถให้ช้าลง
7.เอียงรถมอเตอร์ไซด์เมื่อเข้าโค้ง อาจจะลื่นเมื่อฝนตก หรือมีน้ำยางหกใส่ ทางที่ดี ต้องขับให้ช้าลง
8.ใส่หมวกกันน็อกคุณภาพดี รองเท้าหุ้มส้น รวมทั้งใส่เสื้อที่หนาหน่อย
9.ควรต้องทำประกันภัย ประกันชีวิต พรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มีใบขับขี่
10.อย่าเชื่อมั่นตัวเองจนเกินไปว่ามีความสามารถเอาตัวรอดได้ ไม่เกิดอุบัติเหตุแน่นอน
สุดท้าย….
อย่าคาดหวังว่าคนอื่นจะปฏิบัติตามกฎจราจร การปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดตามหลักสากล บางครั้งอาจจะเป็นความเสี่ยงยิ่งกว่า
การรับรู้วัฒนธรรมของคนไทยจะทำให้ชีวิตมีความปลอดนัยขึ้น…
ค้นหาอ่านบทความฉบับสมบูรณ์ได้จากบทความเรื่อง…Traffic rules in Thailand and how to avoid traffic accidents ของ Kenny Wong
แปลและจับใจความโดย. นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิกฤติและอุบัติเหตุองค์การอนามัยโลกและโรงพยาบาลขอนแก่น ด้านการป้องกันการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
