ความลับ ลวง พรางที่แฝงเร้น ในร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
การยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มีความไม่ชอบมาพากลอยู่หลายประการ แฝงเร้นด้วยความลับ ลวง พราง ที่ดูประหนึ่งจะโปร่งใส แต่แท้จริงแล้วอัยการสูงสุดยังสามารถใช้อำนาจแฝงในการล็อคตัวบุคคลที่จะมาเป็นประธานคณะกรรมการอัยการ( ก.อ. )หรือ ก.อ.ผู้ทรงคุณวุฒิก็ตามจะต้อง “ผ่าน” ล็อคจากอัยการสูงสุด เสียก่อนว่าเป็น “ผู้พึงประสงค์” หรือไม่

ดังจะเห็นได้จากการซ่อนคมแห่งดาบอาญาสิทธิ์ของอัยการสูงสุดที่จะ “เลือก” รายชื่อของ “ผู้พึงประสงค์” ให้เป็นประธาน ก.อ. ในมาตรา 18 ที่แก้ไขใหม่ และมาตรา 19 และมาตรา 20 วรรคแรก
“มาตรา 18 ให้มีคณะกรรมการอัยการคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า “ก.อ.” ประกอบด้วย
(1) ประธาน ก.อ. ซึ่งเลือกจากผู้รับบำเหน็จหรือบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการอัยการมาแล้วในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการหรือเทียบเท่า หรือเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นผู้รับบำเหน็จหรือบำนาญข้าราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่เทียบเท่า ทั้งนี้ ต้องไม่เคยเป็นสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมืองในระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งข้าราชการอัยการเว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วยเป็นผู้เลือก
“มาตรา 19 ประธาน ก.อ. และกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 18 (4) (ข) และ (5) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
ก. คุณสมบัติทั่วไป
(1) เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่ำสี่สิบปี
(3) สําเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
ข. ลักษณะต้องห้าม
(1) มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 49 ข. (1) (2) (3) (4) หรือ (5)
(2) เป็นสมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผูู้บริหารท้องถิ่น กรรมการพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง หรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นของพรรคการเมือง
(3) เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผูู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือกรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองหรือศาลอื่น
(4) เป็นข้าราชการอัยการ ข้าราชการตํารวจ ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ตุลาการศาลทหาร หรือทนายความ
(5) เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ
(6) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ
(7) ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอื่นใดอันเป็นการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ในตําแหน่งกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ
(8) เคยเป็นประธาน ก.อ. หรือกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ เว้นแต่เป็นกรณีตามมาตรา 23 วรรคสาม ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งไม่ถึงหนึ่งปีนับแต่วันที่อัยการสูงสุดประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือก”
“มาตรา 20 การเลือกประธาน ก.อ. ให้ ก.อ. ประชุมพิจารณากำหนดรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรเป็นประธาน ก.อ. ไม่น้อยกว่าห้าชื่อเพื่อให้ข้าราชการอัยการเว้นแต่ผู้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วยเป็นผู้เลือกจากรายชื่อดังกล่าว
ทั้งสามมาตราพึงหมายความว่า “อัยการสูงสุด” จะ “เคาะ” รายชื่อ “ผู้พึงประสงค์” จะให้เป็นประธาน ก.อ.
มีนัยแฝงเร้นอย่างไรที่ให้อัยการสูงสุดใช้สิทธิ “เลือก” รายชื่อ “ประธาน ก.อ.” อัยการสูงสุด มีอำนาจอะไรจากไหน จึงชี้นำได้โดยเริ่มตั้งแต่ในชั้นเลือกรายชื่อ ถือได้ว่าเป็นการ “ล็อคสเป็ค”
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่จะใช้ “ระบบเลือกตั้งโดยอ้อม” สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดี
อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ซึ่งเติบโตมาจากการตรวจร่างสัญญาจากสำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย จะมีอดีตอัยการสูงสุดที่เติบโตจาก สายคดีและ “เป็นที่รักของน้อง ๆ” ชนิดที่ลงเลือกตั้งกรรมการ ก.อ. สองสมัยก็ได้รับเลือกตั้งจนคะแนนท่วมท้นหรือไม่
อดีตอัยการสูงสุดท่านนี้จะเป็น “ประธาน ก.อ.” ในดวงใจของ “อัยการสูงสุด” หรือไม่นั้น ไม่กล้าคิด หรือจะสกัดดาวรุ่ง ไม่ให้พุ่งแรง ด้วยวิธีการที่แยบยล เช่น ออกระเบียบมากำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะสมัครเป็นประธาน ก.อ. เพื่อตัดแข้งตัดขาคนที่ไม่ใช่พรรคพวก
ส่วนการเลือกกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิก็มีลักษณะเดียวกัน คือ “อัยการสูงสุด” ออก “ใบสั่งระบุชื่อ” ผู้พึงประสงค์หกคนให้อัยการทั้งประกาศเลือกเป็น ก.อ. เพียงสองคน
อัยการสูงสุดได้รับฉันทานุมัติจากใคร? เพราะเหตุใดจึงไม่ยินยอมให้ผู้สมัคร ลงสมัครเป็น “เป็นประธาน ก.อ.” และ “กรรมการ ก.อ.” โดยอิสระ และไม่จำกัดจำนวน
ประชาธิปไตยยังจะใช้อยู่ในองค์กรอัยการหรือไม่?
ลับ ลวง พราง ในร่างกฎหมายจะทำให้อัยการสูงสุด “ทรงไว้ซึ่งอำนาจ” อีกยาวนาน
ที่เขียนมานี้ยังไม่กล่าวถึงการดัน “อธิบดีอัยการ สำนักงานคณะกรรมการอัยการ” ขึ้นแท่นเป็น “กรรมการ ก.อ.”
อันอธิบดีอัยการ สำนักงานคณะกรรมการอัยการนั้น เป็นมือขวาของอัยการสูงสุด มีหน้าที่จัดทำการโยกย้ายอัยการทั้งประเทศ หากเป็นกรรมการ ก.อ. โดยตำแหน่งก็จะกลายเป็นศูนย์รวมอำนาจของ การวิ่งเต้นจนฝุ่นตลบ
“ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร”
