ตร.แจงเก็บค่าปรับ 'ไม่พกใบขับขี่' หวังลดอุบัติเหตุยังไม่บังคับใช้
หลังเกิดกระแสวิจารณ์ถึงการแก้ไขกฎหมายจราจร เพิ่มโทษสำหรับบุคคลที่ไม่พกพาใบขับขี่ และไม่มีใบขับขี่ ต้องได้รับโทษปรับสูงขึ้นนั้น อาจเป็นช่องว่างให้เกิดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในทางมิชอบ ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า เสียค่าปรับจะเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน และศาล ซึ่งขณะนี้กฎหมายยังไม่บังคับใช้
พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 ในฐานะคณะกรรมการแก้ไขปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ในโซเชียลมีเดีย เรื่องปรับแก้กฎหมายจราจรเปรียบเทียบปรับ กรณีไม่มีใบอนุญาตขับขี่ที่มีโทษปรับเป็นเงิน 50,000 บาท และไม่พกใบขับขี่จะถูกปรับ 10,000 บาทว่า จำนวนเงินดังกล่าวเป็นเพียงอัตราโทษปรับสูงสุดที่ระบุไว้เท่านั้น แต่การไม่พกใบขับขี่ การเปรียบเทียบปรับจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน และกรณีไม่มีใบขับขี่การเปรียบเทียบปรับจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ที่จะมีความเห็นสั่งปรับจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช.
พล.ต.ต.เอกรักษ์ ยังระบุว่า การปรับแก้กฎหมายดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้พบว่า สถิติประเทศไทยมีอุบัติเกิดขึ้นสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก จึงมีแนวคิดปรับแก้เพื่อลดปัญหาและเป็นไปตามสากล โดยเฉพาะการปรับแก้กฎหมายสำหรับผู้ขี่รถจักรยานยนต์ และจากนี้จะพิจารณาแบ่งรถจักรยานยนต์ออกเป็น 2 ประเภท คือ รถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ที่มีซีซีมาก หรือ บิ๊กไบค์ โดยพิจารณาทบทวนการเพิ่มกฎเกณฑ์ผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตขี่ บิ๊กไบค์ ทั้งอายุ ความสามารถในการควบคุมรถ และการอบรมเฉพาะทาง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ระหว่างพิจารณายกเลิกส่วนแบ่งค่าปรับให้กับตำรวจจราจร เพื่อป้องกันข้อครหาการกวดขันวินัยจราจรบนท้องถนน และยกตัวอย่างส่วนแบ่งค่าปรับจราจรที่ผ่านมาว่า หากปรับ 100 บาท เงินจำนวน 50 บาท จะถูกส่งเข้าการปกครองส่วนท้องถิ่น 2.50 บาท เงินส่วนนี้จะเข้ากองทุนค่าใช้จ่าย และ 47.50 บาท เงินส่วนนี้จะเป็นส่วนแบ่งให้ตำรวจจราจร ซึ่งการพิจารณายกเลิกเงินส่วนแบ่งนี้จะกระทบต่อขวัญกำลังใจตำรวจจรที่ปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้นเห็นว่าหากมีการยกเลิกจริงทางสำนักงานตำรวจก็จะพิจารณาค่าตอบแทนอื่นๆแทนได้
ขนส่งเตรียมใช้ใบขับขี่ “บิ๊กไบค์” ปี’62
ด้านนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมประกาศกฎกระทรวงใหม่และจัดทำข้อกฎหมายมารองรับ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2562 โดยยืนยันว่าจะไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง แต่จะเน้นไปที่การควบคุมตัวรถในแต่ละขนาดกำลังของเครื่องยนต์ หรือ ซีซี รวมถึงเป็นการกำหนดวุฒิภาวะในการรับผิดชอบของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ในการป้องกันอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์บนท้องถนน

