รุมจี้นายกฯทบทวนเด้งรองเลขาฯสมช. สองวันบึ้มทหาร 2 จุดเจ็บ 2
อดีตบิ๊ก สมช.แสดงพลังจี้ "ยิ่งลักษณ์" ทบทวนมติ ครม.เด้งรองเลขาฯเชี่ยวชาญปัญหาภาคใต้ไปตบยุงในทำเนียบฯ เปิดทาง "พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร" เสียบแทน ชี้ทำลายขวัญคนสภาความมั่นคงฯ ไม่เป็นผลดีต่อการบริหารประเทศ ด้านความสัมพันธ์ "ไทย-ปาเลสไตน์" ซึ่งทำหน้าที่รองเลขาฯโอไอซี สุดชื่นมื่น เตรียมเปิดสถานทูตในกรุงเทพฯ ขณะที่สถานการณ์ใต้ยังร้อนระอุ ดักบึ้มทหารรายวัน แต่ข่าวดีก็ยังมี ศอ.บต.จัดกิจกรรมมอบเครื่องแต่งกายใหม่ตามหลักศาสนาให้ผู้ต้องขังมุสลิม
การโอนย้าย นายสมเกียรติ บุญชู รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเดินงานด้านสันติวิธีและร่วมผลักดันนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2555-2557 จนประสบความสำเร็จ ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ เพื่อเปิดทางให้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร สายตรง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โยกจากตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ มาดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ สมช.แทนนั้น ยังคงเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและข้าราชการประจำ
ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 10 ก.ค.2555 อดีตเลขาธิการ สมช.3 คนซึ่งประกอบด้วย นายสุวิทย์ สุทธานุกูล นายขจัดภัย บุรุษพัฒน์ และ นายถวิล เปลี่ยนศรี ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความเห็นคัดค้านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2555 ที่อนุมัติรับโอน พล.ท.ภราดร มาดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ สมช.แล้วโอนย้าย นายสมเกียรติ ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ พร้อมขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนใหม่
จดหมายเปิดผนึก ระบุว่า ในนามอดีตเลขาธิการ สมช.ซึ่งรับราชการใน สมช.มาตั้งแต่ระดับต้นคนละไม่ต่ำกว่า 30 ปี มีความรู้สึกไม่สบายใจต่อการโอนย้ายข้าราชการใน สมช.ครั้งนี้ เนื่องจากงานความมั่นคงเป็นงานสำคัญของชาติ เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ไม่ได้จำกัดแค่ความมั่นคงด้านการทหารและการป้องกันประเทศเท่านั้น จำเป็นต้องใช้คนที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ผ่านการเลือกสรรเป็นลำดับและขั้นตอน การโอนย้าย นายสมเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องก่อการร้ายและปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ จึงเป็นการโอนย้ายที่ไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับระบบคุณธรรมในระบบราชการ ทำให้ขวัญกำลังใจของข้าราชการ สมช.ที่เติบโตตามสายงานเสียหาย ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลในการบริหารประเทศ จึงขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนคำสั่งอีกครั้ง เพิ่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
ไทย-ปาเลสไตน์ชื่นมื่นเล็งเปิดสถานทูต
มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่ง หลังจากประเทศไทยให้การรับรองความเป็นประเทศและอธิปไตยของปาเลสไตน์ ผ่านคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2555 ซึ่งนับเป็นจังหวะก้าวที่น่าสนใจในมิติงานด้านการต่างประเทศที่เกี่ยวโยงกับโลกมุสลิมและปัญหาตะวันออกกลางนั้น ล่าสุดทั้งไทยและปาเลสไตน์ได้เตรียมสถาปนาสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันแล้ว
เมื่อวันพุธที่ 11 ก.ค.2555 นายจุลพงษ์ โนนศรีชัย ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือข้อราชการกับ นายริยาด มาลิกี รัฐมนตรีต่างประเทศของปาเลสไตน์ จากนั้นได้แถลงข่าวร่วมกันว่า ไทยและปาเลสไตน์เตรียมสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในวันที่ 1 ส.ค.2555 โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน จะดูแลครอบคลุมพื้นที่ปาเลสไตน์ ขณะที่ทางการปาเลสไตน์จะใช้สถานเอกอัครราชทูตปาเลสไตน์ประจำประเทศมาเลเซีย ให้การดูแลครอบคลุมพื้นที่ในประเทศไทย และมีแผนจะเปิดสถานเอกอัครราชทูตปาเลสไตน์ประจำกรุงเทพฯ ในเร็ววันนี้
นายจุลพงษ์ กล่าวว่า ได้เล่าถึงความคืบหน้าการแก้ไขสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้นายริยาดฟัง และได้แสดงความขอบคุณปาเลสไตน์ในฐานะรองประธานองค์การความร่วมมืออิสลาม หรือ โอไอซี ที่มีความเข้าใจต่อการดำเนินการของทางการไทยเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้มาโดยตลอด ขณะที่ฝ่ายปาเลสไตน์ก็ได้เล่าถึงความคืบหน้ากระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล ซึ่งไทยได้แสดงจุดยืนสนับสนุนและเห็นอกเห็นใจต่อความทุกข์ยากของชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งการเจรจาสันติภาพบนหลักการของรัฐต่อรัฐด้วย
ทหารส่ง 21 ผู้หลงผิดกลับคืนสู่ครอบครัว
วันเดียวกัน ที่กระทรวงยุติธรรม นายไพฑูรย์ สว่างกมล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้เป็นประธานมอบเงินค่าตอบแทนผู้เสียหายให้กับผู้เสียหายและทายาทผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองจำนวน 5 ราย รายละ 1 แสนบาท โดยในจำนวนนี้มีผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับด้วย คือ กรณี นายดาโอะ เจ๊นิ ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงจนถึงแก่ความตายที่ จ.ปัตตานี
ส่วนที่สโมสรร่มเกล้า อ.เมือง จ.นราธิวาส น.อ.สมเกียรติ ผลประยูร ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินกองทัพเรือ ได้ให้การต้อนรับ “ผู้หลงผิด” ที่ผ่านการอบรมโครงการประชาร่วมใจทำความดีเพื่อแผ่นดินของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) จำนวน 21 คน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี 12 คน อ.ยี่งอ อ.บาเจาะ และ อ.เมือง จ.นราธิวาส 9 คน พร้อมส่งกลับบ้าน โดยมีผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น บิดาและมารดารวมทั้งบุตรของผู้ที่เข้ารับการอบรมมารอต้อนรับ บรรยากาศเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ โดยผู้หลงผิดหลายรายบอกว่ารู้สึกดีใจที่ทางราชการให้โอกาสพวกเขากลับมาใช้ชีวิตแบบปกติ ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป
ยิง-ทิ้งศพปริศนา คาด ชรบ.นราฯ
ด้านสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ้างประปราย โดยเมื่อวันพุธที่ 11 ก.ค.เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนราธิวาส ได้นำกำลังไปตรวจสอบศพชายไทยอายุประมาณ 35-40 ปี ซึ่งถูกยิงและทิ้งศพบนถนนสายเลี่ยงเมือง ปูตะ-ลำภู ท้องที่หมู่ 1 ต.ลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส โดยสภาพศพถูกมัดมือไพล่หลัง สวมเสื้อที่สกรีนข้อความว่า "ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน" หรือ ชรบ.เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็น ชรบ.ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของ อ.เมืองนราธิวาส เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2-3 วัน โดยน่าจะถูกสังหารจากที่อื่นแล้วนำศพมาทิ้งอำพรางคดี
เวลา 19.00 น.คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนพกขนาด 9 มม.ยิง นายรอซ๊ะ เวาะก๊ะ อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้านบ้านซีเยาะ อยู่บ้านเลขที่ 196 บ้านซีเยาะ หมู่ 5 ต.บาโงยซิแน อ.ยะหา จ.ยะลา เสียชีวิตคาที่ เหตุเกิดขณะนายรอซ๊ะกำลังขี่รถจักรยานยนต์อยู่บนถนนภายในหมู่บ้านซีเยาะ หลังออกจากป้อม ชรบ.เพื่อกลับบ้าน เบื้องต้นตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุการสังหาร แต่ให้น้ำหนักไปที่ความขัดแย้งส่วนตัวหรือการเมืองท้องถิ่น
บึ้มชุดลาดตระเวนที่ยะหาไร้เจ็บ
วันอังคารที่ 10 ก.ค.เวลา 08.05 น.คนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดชุดปฏิบัติการลาดตระเวนเดินเท้า และรักษาความปลอดภัยครู (รปภ.ครู) ซึ่งเป็นลูกจ้างโครงการจ้างงานเร่งด่วน 4,500 บาท สนธิกำลังกับกองร้อยทหารพรานที่ 4703 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 โชคดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบนถนนสายยะหา-บาโร๊ะ ท้องที่บ้านตันหยง หมู่ 2 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ
เวลา 20.00 น.วันเดียวกัน คนร้าย 2 คนมีรถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืนพกไม่ทราบขนาดยิง นายรอยาลี ฮะมะ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2/1 บ้านปูลาสนอ ต.จะกว๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดในหมู่บ้านปูลาสนอ ขณะที่นายรอยาลีกำลังเดินออกจากบ้านเพื่อไปละหมาดที่มัสยิด เบื้องต้นตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุการลอบยิง
ดักระเบิดทหารชุด รปภ.ครู เจ็บ 2
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ก.ค.เวลา 06.50 น.คนร้าย 2 คนมีรถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ใช้ปืนพกไม่ทราบขนาดยิง นายปรีชา สระยุคงทน อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 52/3 หมู่ 1 ต.ลิปะสะโง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี กระสุนถูกบริเวณแก้มและหน้าอก ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดบนถนนสายดอนรัก-ท่ากูโบ ท้องที่บ้านมะพร้าวต้นเดียว หมู่ 1 ต.ลิปะสะโง ขณะที่นายปรีชากำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับจากส่งลูกเข้าโรงเรียนบ้านเกาะเปาะ เบื้องต้นตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุการลอบยิงเช่นกัน
เวลา 15.00 น.ที่ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี คนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดชุดปฏิบัติการลาดตระเวนเดินเท้าและ รปภ.ครู สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 15324 (ร้อย ร.15324) หน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 เป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย คือ จ.ส.อ.สุเทพ นวลนิ่ม อายุ 50 ปี และ พลทหารธีรยุทธ บุญวงศ์ อายุ 21 ปี
หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองได้นำกำลังรุดไปตรวจสอบ และสอบสวนจนทราบว่าทหารชุดลาดตระเวนเส้นทาง รปภ.ครู ชุดนี้ กำลังปฏิบัติหน้าที่เดินเท้าจากบ้านปาแดปาลัส หมู่ 1 ถึง บ้านปากู หมู่ 5 ต.ปากู อ.ทุ่งยางแดง เพื่อไป รปภ.ครู โรงเรียนบ้านปากู แต่ระหว่างทางถูกลอบวางระเบิดจนกำลังพลได้รับบาดเจ็บ โดยระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นชนิดแสวงเครื่อง ประกอบใส่ในกล่องเหล็กขึ้นรูป น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยการช็อตไฟฟ้าโดยลากสายไฟยาวเข้าไปในป่ารกทึบข้างทาง เบื้องต้นสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ
ศอ.บต.มอบชุดผู้ต้องขังใหม่ตามหลักอิสลาม
อีกด้านหนึ่ง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้จัดกิจกรรมมอบเครื่องแต่งกายใหม่แก่ผู้ต้องขังมุสลิม หลังจากหน่วยงานรัฐนำโดย ศอ.บต.ร่วมกับผู้นำศาสนาในพื้นที่ ได้ร่วมกันพัฒนาระบบการควบคุมดูแลผู้ต้องขังมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามวิธีปฏิบัติศาสนาอิสลาม 3 ด้าน คือ
1.เครื่องแต่งกายของผู้ต้องขังต้องปรับเปลี่ยนให้ถูกต้องตามหลักศาสนา
2.สนับสนุนสถานที่ประกอบพิธีละหมาดของผู้ต้องขังด้านในเรือนจำและญาติที่เยี่ยมผู้ต้องขังด้านนอกเรือนจำ
3.การประกอบอาหารเลี้ยงผู้ต้องขังที่เป็นมุสลิม ต้องถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม คือ อาหารฮาลาล
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันอังคารที่ 10 ก.ค.จนถึงวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.ค. ศอ.บต.ได้จัดกิจกรรมมอบเครื่องแต่งกายใหม่ให้กับผู้ต้องขังมุสลิม โดยเริ่มจากเรือนจำกลางปัตตานี จำนวน 1,796 ชุด แยกเป็นชุดแต่งกายผู้ต้องขังชาย จำนวน 1,716 ชุด และชุดแต่งกายผู้ต้องขังหญิง จำนวน 80 ชุด
จากนั้นในวันที่ 11 ก.ค.มอบให้กับเรือนจำกลางจังหวัดนราธิวาส จำนวน 1,830 ชุด และวันที่ 12 ก.ค.มอบให้กับเรือนจำกลางจังหวัดยะลา จำนวน 1,460 ชุด รวมทั้งหมด 5,086 ชุด โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต.พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและผู้นำศาสนาในพื้นที่ร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บรรยายภาพ : กิจกรรมมอบเครื่องแต่งกายใหม่ให้ผู้ต้องขังมุสลิม (ภาพโดย อับดุลเลาะ หวังหนิ)
ขอบคุณ : ข่าวอดีตบิ๊ก สมช. และข่าวพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-ปาเลสไตน์ จากสำนักข่าวเนชั่น
