ร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ

ร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ 4 ฉบับ ซึ่งสมาชิกพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลร่วมกันนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และบรรจุเข้าในระเบียบวาระการประชุมแล้วเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2555 แต่ถูก ส.ส. ฝ่ายค้าน สื่อมวลชนและประชาชนคัดค้านอย่างแข็งขัน จนสภาฯ ต้องเลื่อนไปพิจารณาในการประชุมสมัยหน้า ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 สิงหาคม ศกนี้ นั้น
เมื่อถึงเวลาเปิดประชุมรัฐสภาสมัยหน้า ถ้ารัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลยังคงยืนหยัดที่จะผลักดันให้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ออกมาเป็นกฎหมายต่อไป น่าจะทำให้คนไทยแตกแยกและประสบความหายนะอย่างใหญ่หลวงมากขึ้น เพราะหลักการ-เหตุผล-วัตถุประสงค์-วิธีการของร่างกฎหมายดังกล่าวมิชอบด้วยหลักรัฐศาสตร์และหลักนิติศาสตร์อย่างแจ้งชัดดังจะกล่าวต่อไปนี้
1.เหตุผลมิชอบ
1.1 ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว อ้างเหตุผลในการล้างมลทินให้แก่นักการเมืองและผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ทำให้เกิดสูญเสียชีวิตร่างกายจิตใจและทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ นั้นว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้ร้ายหรืออาชญากร ดังเช่นคดีอาญาปรกติ จึงไม่มีความผิด
นี่เป็นข้ออ้างที่ผิดหลักมนุษยวิถี มนุษย์ธรรมดาคิดอย่างซื่อๆ ว่า นักการเมืองและผู้เคลื่อนไหวรับใช้นักการเมืองที่ทำผิดกฎหมายและกติกาทางการเมืองนั้นควรได้รับโทษหนักกว่าอาชญากรธรรมดา เพราะพวกเขาและบรรพบุรุษของพวกเขาเองเป็นคนกำหนดกฎกติกาเหล่านั้นขึ้นมา แต่กลับละเมิดเสียเอง ทำให้คนทั้งประเทศได้รับความเสียหาย ใช่หรือไม่?
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2555 ศาลฎีกาได้พิพากษาลงโทษ ส.ต.อ.โกศล จอมพงศ์ อดีตตำรวจสน.บึงกุ่มให้จำคุก 1,765 ปี (ลดกึ่งหนึ่งเหลือ 882 ปี) แต่กฎหมายจำกัดโทษสูงสุดที่จะลงโทษได้เพียง 50 ปี) โทษฐานยักยอกเงินค่าปรับจากการปฏิบัติหน้าที่ 353 ครั้ง ในช่วงปี 2546-47 รวมเป็นเงินประมาณ 512,000 บาท ทั้งๆ ที่เขาคืนเงินแล้ว และได้รับสารภาพว่าเขาทำผิดโดยสุจริต และมีแม่ป่วยที่จะต้องดูแล
ถามว่านักโทษที่มิได้หนีคุกผู้นี้ได้ทำร้ายประเทศไทยใหญ่หลวงขนาดไหน เมื่อเทียบกับนักการเมืองที่โกงกินเป็นหมื่นๆ ล้านบาท ปลุกระดมคนติดอาวุธทำสงครามกลางเมือง เผาบ้านเผาเมือง ทำประเทศเสียหายนับแสนๆ ล้านบาท ในช่วงเวลาที่ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวต้องการล้างมลทินให้นักการเมืองตัวแสบและพรรคพวก
1.2 ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว อ้างว่าการยุบพรรคการเมืองและการตัดสิทธิ์ทางการเมืองของนักการเมืองนั้นขัดกับหลักนิติธรรม จึงสมควรคืนความเป็นธรรมให้แก่พวกเขา
ข้ออ้างนี้ประหลาดมาก คนที่สมัครใจไปทำงานทางการเมืองนั้นย่อมรู้กติกาหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับสิทธิ-อำนาจ-หน้าที่ของตัว รัฐธรรมนูญปี 2540, 2550 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวต้องการคุมเข้มนักการเมือง ตามคำเรียกร้องของประชาชน โดยมีบทลงโทษให้ยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค (ซึ่งบางคนอาจจะมิได้รู้เห็นเป็นใจกับผู้กระทำผิด แต่กฎหมายบังคับให้ผู้นำแต่ละพรรคมีหน้าที่สอดส่องดูแลซึ่งกันและกันมิให้ทำผิดกฎหมาย) เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่
1.3 ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวต้องการชำระล้างมลทินให้กับนักการเมืองพวกเดียวกันที่ทำผิดแล้วให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามหลักนิติธรรม เหมาเอาว่าที่ทักษิณกับพรรคพวกถูกดำเนินคดีนั้นไม่ได้เป็นไปตามหลักนิติธรรม
ข้อนี้ไม่ชอบด้วยเหตุผล ถ้าคณะรัฐประหารใช้ “กฎหมายป่า” ตามไล่ล่าทักษิณกับพรรคพวก สังหารคู่ปรปักษ์อย่างป่าเถื่อน (อย่างหลายประเทศในแอฟริกาทำกัน) นั่นแหละไม่ใช่หลักนิติธรรม ที่รัฐบาลทักษิณ
“ฆ่าตัดตอน”ผู้ต้องสงศัยค้ายาเสพติดนั้นไม่ใช่หลักนิติธรรม การที่รัฐบาลไม่ดำเนินคดีกับทักษิณในข้อหาอีกหลายคดี รวมทั้งไม่พยายามเอาตัวทักษิณมาเข้าคุกนั้นก็ไม่ใช่หลักนิติธรรม แต่การดำเนินคดีกับทักษิณตามกฎหมายและศาลที่มีอยู่แล้ว และใช้กับทุกคนในแผ่นดินเป็นการใช้หลักนิติธรรม การที่ คปค. ตั้ง คตส. มาดำเนินคดีแทนปปช. นั้น เป็นเพราะ ปปช. ถูกทักษิณแทรกแซงจนเป็นง่อยไปแล้ว จึงถือว่าใช้หลักนิติธรรม รัฐบาลไม่มีเหตุผลที่จะอ้างหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวกโดยการออกกฎหมายลบล้างผลงานที่ทำไปแล้วตามหลักนิติธรรม
1.4 ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวโยนความผิดทั้งหมดของความขัดแย้งของคนไทยไปให้แก่การทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
ข้ออ้างนี่ไม่สมเหตุผล ความจริงตอนเกิดรัฐประหารนั้น ฝ่ายคนเสื้อแดงกับฝ่ายคนเสื้อเหลืองกำลังระดมพลปะทะกันทั่วประเทศ ต่อมาคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งมี ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธานนั้นก็ได้ระบุว่าตนเหตุของความแตกแยกของสังคมไทยเกิดจากคดีทักษิณซุกหุ้น และทักษิณขายหุ้นชินคอร์ปให้สิงคโปร์เป็นสำคัญ
จริงอยู่การทำรัฐประหารผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ และขัดกับหลักการการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่รัฐบาลที่ถูกโค่นล้มโดยการทำรัฐประหารนั้นก็ละเมิดกฎหมาย รัฐธรรมนูญและหลักการประชาธิปไตยก่อน ทั้งคู่ผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ คณะรัฐประหารใช้อำนาจป่าเถื่อนต่อสู้กับอำนาจป่าเถื่อนเสี่ยงตายถ้าเป็นฝ่ายแพ้
คนที่ออกมาเคลื่อนไหวประณามการทำรัฐประหารนั้น สมควรที่จะประณามพวกที่สร้างเงื่อนไขให้คนทำรัฐประหารด้วย มิเช่นนั้นเท่ากับส่งเสริมนักการเมืองให้เหลิงอำนาจ ละเมิดกฎหมาย และรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ตามอำเภอใจ
นักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ของโลก (เช่น สาวกเอกของขงจื่อคือเมิ่งจื่อ, พ.ศ. 171-254, Thomas Hobbes, พ.ศ. 2133-2222, John Locke, พ.ศ. 2174-2247) ได้อธิบายเรื่องของบการเปลี่ยนอำนาจของรัฐาธิปัตย์โดยใช้กำลังเหมือนการทำรัฐประหารปัจจุบันไว้สอดคล้องต้องกันว่า เมื่อผู้ใช้อำนาจอธิปไตยละเมิดสัญญาประชาคม เท่ากับหันมาใช้กฎหมายคนป่า (law of the Jungle) เปิดโอกาสให้คนอื่นก็ใช้กฎหมายคนป่าได้ เป็นการใช้สิทธิธรรมชาติ ผู้ชนะได้สิทธิก่อตั้งอำนาจรัฐใหม่ ใครจะใช้กำลังล้มล้างอำนาจเก่าก็ต้องเสี่ยงภัยเอาเอง แพ้ก็ได้ชื่อว่าเป็นกบฏ อาจถูกประหาร
ข้อแก้ตัวของผู้นำรัฐบาลที่ถูกโค่นล้มคือ ถ้าเขาละเมิดกติกาสังคมก็จงไปฟ้องร้องเอาตามกฎหมายซิ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ผู้นำทรชนนั้นได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ (โดยละเมิดกฎหมาย) คุมกลไกของรัฐมิให้ใช้บังคับใช้กฎหมายเรียบร้อยแล้ว
ข้อแก้ตัวของผู้นำรัฐประหารนั้นไม่มี นอกจากจะบอกว่า พวกเขาทนไม่ไหวแล้ว ยอมเสี่ยงสละชีวิตเข้าแลก เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ทำตามกฎหมาย
2.วัตถุประสงค์มิชอบ
2.1 ร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว ยกเอากระแสความปรองดองเป็นฉากบังหน้า โดยเหมาเอาว่ามีคู่ขัดแย้ง 3 ฝ่าย คือฝ่ายเสื้อแดง ฝ่ายเสื้อเหลือง และฝ่ายรัฐบาลที่ทำหน้าที่ระงับหรือปราบปรามการชุมนุม พวกเขาเหมาเอาว่า เมื่อล้างมลทินให้ทั้ง 3 ฝ่ายแล้วก็เจ๊ากันไป
ความจริงมีอยู่ว่าฝ่ายเสื้อเหลืองไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย พวกเขากล้าทำกล้ารับผิด เพราะพวกเขาชุมนุมกันโดยปราศจากอาวุธ และทำเพื่อบีบรัฐบาลให้บังคับใช้กฎหมายเท่านั้น ฝ่ายรัฐบาลอภิสิทธิ์และเจ้าหน้าที่ภายใต้การนำของรัฐบาลที่ถูกกล่าวหาว่า “ฆ่าประชาชน” นั้น ก็ยินดีจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวตามกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่
การปรองดองตามแนวทางของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ทำเสมือนว่าคนไทยโง่เง่าเต่าตุ่น พวกเขาตั้งตุ๊กตาคู่พิพาทเอาเอง แล้วรวบรัดทั้งหมดเอาเอง ไม่สนใจหลักกฎหมาย ไม่สนใจเสียงเงียบส่วนใหญ่ที่เป็นเจ้าของประเทศ ทำเพื่อล้างมลทินของพวกตัวโดยอ้างว่าเพื่อปรองดองแห่งชาติ
2.2 เห็นกันชัดๆ ว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ต้องการช่วยทักษิณและคนทำผิดเพื่อทักษิณ จึงเป็นการจะออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของบุคคลคนเดียวหรือคณะบุคคล
การบัญญัติกฎหมายที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อใช้แก่คดีใดคดีหนึ่ง
โดยเฉพาะ หรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งผิดหลักกฎหมายทั่วไป และอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 30 และมาตรา 198 วรรคสาม
ชาวกรีกเมื่อประมาณ 2400 ปีมาแล้ว ก็ยังรู้เรื่องประชาธิปไตยดีกว่าผู้นำไทยชุดปัจจุบัน Plato ได้พูดไว้ชัดเจนว่ากฎหมายนั้นจะต้องออกมาเพื่อประโยชน์ของเมืองหรือคนเมือง (Polis) ไม่ใช่เพื่อคนใดหรือชนชั้น (class) ใดโดยเฉพาะ
2.3 ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าพรรคเพื่อไทยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเสียงข้างมากโดยการเลือกตั้ง มีอำนาจจะออกกฎหมายหรือแก้รัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้
ความเชื่อเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับครรลองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ประการแรก การเลือกตั้ง ส.ส. กับประเด็นการลงคะแนนเสียงออกกฎหมาย (หรือรัฐธรรมนูญ) เป็นคนละประเด็นกัน ประการที่สอง การเลือกตั้ง ส.ส. ที่ผ่านมามีพรรคการเมือง และผู้สมัคร ส.ส. ทำผิดกฎหมายหลายฉบับหลายมาตรา ถ้ากลไกในการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ หลายพรรคควรถูกยุบ ผู้นำพรรคหลายคนต้องอยู่ในคุกแน่นอน ประการที่สาม แม้เป็นเสียงข้างมาก ก็ใช่ว่าจะทำอะไรได้ตามอำเภอใจ Plato (พ.ศ. 116-196) บอกว่ารัฐาธิปัตย์ที่ใช้เสียงข้างมากใช้มวลชน (masses) เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวก มันคือทรราชเสียงข้างมาก (tyranny of the majority)
2.4 การออกกฎหมายโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยคนอยู่เหนือกฎหมาย หรือ “ผู้มีอิทธิพลนอกระบบ” นั้น เป็นพฤติกรรมของแก๊งนักเลงโตที่แฝงอยู่ในคราบระบอบประชาธิปไตย ทักษิณไม่ยอมติดคุกตามคำพิพากษาของศาล หนีคดีทุกคดีที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม แต่จ้างทนายฟ้องคนอื่น ศาลไทยก็รับฟ้องและพิจารณาคดีให้ หลายคดีที่ตัดสินให้ทักษิณชนะ ที่แพ้ก็มี แต่พอทักษิณและพรรคพวกทำผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ก็บอกกฎหมายผิด รัฐธรรมนูญไม่ดี
3. วิธีการมิชอบ
3.1 ร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว ต้องการลบล้างมลทินให้ผู้ทำผิดอันเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมืองในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2548 จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 ถ้ามีการทำผิดกฎหมายให้ถือว่าไม่เป็นความผิด
ถ้ารัฐบาลนี้ และรัฐสภาชุดนี้ ผลักดันให้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวออกมาได้ เท่ากับประเทศไทยไม่ใช่สังคมมนุษย์ มีคนทำผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลและรัฐสภากลับใช้เสียงข้างมากออกกฎหมายบอกว่าไม่ผิด ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ใช่คำว่า “นิรโทษกรรม” แต่ใช้คำว่า “ไม่เป็นความผิดต่อไป” นั่นคือ ความผิดหรือความถูกนั้นตัดสินกันโดยใช้เสียงข้างมาก
3.2 ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ต้องการล้มล้างอำนาจตุลาการและองค์กรอิสระทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังการทำรัฐประหารในส่วนที่เป็นโทษต่อทักษิณ พรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ และให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิม คือทักษิณสามารถกลับประเทศโดยไม่ต้องติดคุกเหมือนคนอื่นๆ ยังสามารถเรียกคืนเงินที่ถูกศาลฎีกาฯ ตัดสินให้ริบเป็นของแผ่นดินโทษฐานร่ำรวยผิดปรกติจากการขายหุ้นชินคอร์ป ฯลฯ พรรคการเมืองและนักการเมืองที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก็สามารถคุยต่อชาวโลกได้ว่าพรรคตัวไม่เคยถูกยุบ ตัวเองไม่เคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ฯลฯ
กล่าวโดยสรุป ถ้าร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้เมื่อไร คดีของผู้ทำผิดกฎหมายทั้งหมดดังได้กล่าวแล้ว ที่ทำผิดโดยนักการเมือง พรรคการเมืองและผู้ที่รับใช้พรรคการเมืองและนักการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว ถ้ายังมิได้มีการฟ้องร้องและดำเนินคดีก็ห้ามมิให้ดำเนินคดี ถ้าอยู่ในระหว่างการสอบสวน ให้ระงับการสอบสวน ถ้าอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องให้ระงับการฟ้องร้องหรือถอนฟ้อง ถ้าอยู่ในระหว่างพิจารณาคดี ให้ศาลสั่งจำหน่ายคดี ถ้ามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง
3.3 ร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว ถ้าทำได้สำเร็จ เท่ากับเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแน่นอน ซึ่งบุคคลและพรรคการเมืองอื่นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 28, 68, 69 ได้ เพราะพรรคการเมืองและรัฐบาลที่มีส่วนร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีความผิดฐานล้มล้างหลักการของกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญ ล้มล้างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจศาล และองค์กรอิสระ ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในระบอบประชาธิปไตย พ.ร.บ. ธรรมดาจะมีอำนาจเหนือว่าพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญไม่ได้ และอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติจะล้มล้างอำนาจตุลาการก็มิได้
4. สงครามปรองดอง
4.1 ถ้าร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวออกมาใช้บังคับ นานาชาติจะลดฐานะการปกครองของไทยเป็นระบอบทรราชย์โดยเสียงข้างมาก
4.2 ระบบอบทรราชย์ในยุคปัจจุบันอยู่ได้ไม่นาน เพราะการได้มาซึ่งอำนาจและการรักษาอำนาจนั้นมิชอบด้วยกฎหมายและมนุษยวิถี
เมื่อประมาณ 900 ปีที่แล้ว นักปราชญ์ชาวอังกฤษ John of Salibury(พ.ศ. 1663(?) – 1723) กล่าวว่า การสังหารทรราชนั้น “เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างสง่างาม” (It is a lawful glorious act) และถ้าไม่มีใครทำ “พระเจ้าจะทำเอง” (God will do so)
4.3 คนไทยปัจจุบัน ส่วนใหญ่มิใช่คนเป่าเถื่อน พวกเราไม่ยอมรับการปกครองเผด็จการทุกรูปแบบ ถ้าใครย้อนยุคไปใช้กฎคนป่า (law of the jungle) ใช้อำนาจเงิน ใช้กลโกงหลอกลวงคนไร้เดียงสา ใช้กลเม็ดในการปลุกระดมมวลชนข่มขู่ผู้รักษาความเที่ยงธรรม ใช้รัฐบาลและรัฐสภาเสียงข้างมากทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง คนไทยทุกคนจะเดือดร้อน คนที่รู้ผิดชอบชั่วดีจะรวมตัวกันต่อต้าน จนนำไปสู่สงครามรูปแบบต่างๆ (มีทั้งสันติและรุนแรง) ระหว่างคนของระบอบทรราชย์และคนที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย)
5. ทางเลือกการปรองดองที่ชอบ
การปรองดองตามร่างพ.ร.บ. ดังกล่าวนั้นไม่ใช่การปรองดอง และไม่มีทางสำเร็จ การปรองดองที่จะบรรลุผลสำเร็จได้จริงๆ นั้น จะต้องแก้ที่ต้นเหตุของความแตกแยก ทางเลือกมีดังนี้
5.1 หาวิธีทำให้ทักษิณ (ต้นเหตุของความขัดแย้ง) ทำตามกฎหมาย ให้ทักษิณกลับมารับโทษจำคุกเหมือนคนไทยอื่นๆ รัฐบาลและคนไทยทั้งหมดจะต้องช่วยกันเอาตัวนักโทษหนีคุกทุกคนมาลงโทษ ทุกคนในแผ่นดินไทยที่มีคดีติดตัวในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว หรือในช่วงเวลาอื่นใดก็ตามจะต้องถูกดำเนินคดีเหมือนกันหมด ฝ่ายทักษิณ-รัฐบาล-คนเสื้อแดงได้เปรียบอยู่แล้ว เพราะเป็นฝ่ายคุมกลไกรัฐ และมีเงินจ้างทนายชั้นดี และให้สินบนเจ้าพนักงานชั้นเลวอย่างไม่อั้นอยู่แล้ว ถ้าทำเช่นนี้ คนไทยจะปรองดองกันเองโดยยึดกฎหมายเป็นหลัก
5.2 ฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ยอมละเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (ยอมเสี่ยงที่จะถูกฟ้องตามกฎหมายอาญามาตรา 157) หาวิธีจูงใจให้ทักษิณลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ ไม่ต้องถูกดำเนินคดีที่ค้างอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการยุติธรรม แลกกับข้อจำกัดสิทธิทางการเมืองเพียงเล็กน้อย คือห้ามทักษิณกระทำการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทยตลอดชีวิต (รวมทั้งการใช้อิทธิพลทางตรง-ทางอ้อม แต่งตั้งข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจและพลเรือน
ให้ทักษิณยึดถือท่านรัฐบุรุษอาวุโส ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นตัวอย่าง ในบั้นปลายชีวิตของท่านหลังจากออกจากประเทศจีนไปพำนักอยู่ในฝรั่งเศสนั้นท่านไม่มีคดีติดตัวเลย แต่ท่านไม่กลับประเทศไทย เพราะเกรงว่าท่านจะเป็นปัจจัยที่ทำให้บ้านเมืองปราศจากความสงบ นี่คือคนรักชาติรักประชาชนที่แท้จริง
5.3 ให้ฝ่ายทักษิณ (พรรคเพื่อไทย-คนเสื้อแดง) เลิกคิดผิด-พูดผิด-ทำผิด พวกที่คิดว่าเสียงข้างมาก “15 ล้านเสียง” จะทำอะไรก็ได้ทุกอย่างนั้นต้องคิดใหม่ คะแนนเสียงที่ได้จากการเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรมมีเท่าไร? พวกเขาได้คะแนนเสียงมาอย่างไร? เสียงข้างมากทำผิดกฎหมายได้ไหม? ต้องคิดดูดีๆ
พรรคเพื่อไทยต้องเลิกคิดผิด-ทำผิด กรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน ซึ่งมี 18 คนนั้นมีเพียง 5 คน ซึ่งมีอำนาจการตัดสินใจงานของพรรคในระดับรอง ผู้ที่มีอำนาจระดับผู้นำจริงๆ ไม่มีเลย แสดงให้เห็นว่าพรรคนี้ทำตัวเหมือนคนที่มีกมลสันดานอาชญากร เตรียมตัวทำผิดกฎหมายหรือเลี่ยงกฎหมายพรรคการเมืองไว้ล่วงหน้า ถ้ามีการยุบพรรค ผู้นำสำคัญของพรรคก็ยังอยู่ในรัฐบาลและรัฐสภาละเลงการเมืองไทยให้เหลวแหลกต่อไป
พวกที่ใช้เสรีภาพเกินขอบเขตพูดจาข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญ หรือจาบจ้วงฝ่ายตรงข้ามด้วยวาจาก้าวร้าวผ่านสื่อมวลชนนั้น ไม่มีคนดีอยากปรองดองด้วยแน่ ผู้นำของพรรคอยู่ในฐานะที่จะสร้างบรรยากาศความปรองดองได้ง่ายๆ เพียงแต่ใช้คนที่เป็นพรรคพวกเดียวกันยับยั้งความคึกคะนองของพวกเขาไว้บ้าง
ใครในเครือข่ายของ “คนรักทักษิณ” ที่คิด-พูด-ทำผิดกฎหมาย ผู้กำกับกลไกของรัฐก็ควรสั่งให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ฝ่ายตรงข้ามจะค่อยๆ หายไปเอง โดยไม่ออกมาฟ้องร้องคดีเองให้เสียเงิน เสียเวลา เสียความรู้สึกว่ารัฐบาลนี้เลวทรามเหลือที่จะปรองดองได้
แกนนำคนเสื้อแดงที่ออกมาบั่นป่วนบ้านเมืองและจัดตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดงนั้น มีแต่จะทำให้สังคมแตกแยกยิ่งขึ้น พวกนี้ได้กุมอำนาจรัฐแล้วก็ยังไม่หยุด รัฐบาลที่รู้เห็นเป็นใจให้คนเสื้อแดงจัดตั้งหมู่บ้านคนเสื้อแดงนั้น ถ้าไม่สมคบกันยึดอำนาจการปกครองแล้ว ก็ควรจะสั่งให้พวกเขาสลายตัวเสีย เพราะเป็นการตั้งอำนาจรัฐซ้อนรัฐ
เหมาเจ๋อตุงยึดอำนาจการปกครองได้โดยใช้ชนบทเป็นฐานอำนาจ เพราะใช้กลวิธีจัดตั้งพลพรรคคอมมิวนิสต์ในถิ่นชนบท แต่พวกเขาต้องทำแบบลับๆ ของไทยนี้ทำกันอย่างฮึกเหิมและเอิกเกริก วิทยุชุมชน และโทรทัศน์ฝ่ายคนเสื้อแดงเชียร์กันอย่างสุดเหวี่ยง พวกเขาต้องการใช้เป็นฐานมวลชนใช้อำนาจต่อรองกับฝ่ายศัตรู หรือต้องการตั้งรัฐใหม่ในระบอบ... รัฐบาลจะเลือกชุบเลี้ยงพวกเขาไว้ประจันหน้ากับศัตรู หรือต้องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ถ้าเลือกถูกทาง ความปรองดองจะเกิดขึ้นเอง
หมายเหตุ ฉบับที่มีแหล่งอ้างอิงดูได้ที่ www.thaiworld.org
