“วรวัจน์” แจงปมใบปลิวยิบ เชื่อถูกต้านเพราะกลัวเปลี่ยนตัว ผอ.สวทช.
“วรวัจน์” รมว.วิทย์ฯ แจงข้อหาในใบปลิวยิบ ปัดดึงเงินกระทวงจัดงานวันเด็ก 10 ลบ. ชี้งบวิจัยถูกลดเพราะเป้าหมายไม่ชัดเจน โยนสำนักงบฯเป็นคนตัด ขอสแกนโครงการ 2 ลบ.ขึ้นไปเพราะกลัวเสี่ยง อัดคนทำใบปลิวเผาบ้านตัวเอง เชื่อเกิดแรงต้านเพราะหวั่น ผอ.สวทช.ถูกเปลี่ยนตัว

(วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล)
เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2556 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวอิศรา” www.isranews.org ถึงกรณีที่มีการแจกใบปลิวโจมตีการบริหารงานภายในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมกับนัดหมายแต่งชุดดำประท้วงในวันที่ 20 พ.ค.2556 ว่า ตนได้เห็นใบปลิวดังกล่าวแล้วเมื่อ 2-3 วันก่อน ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ ซึ่งคนที่ทำใบปลิวดังกล่าวไม่รู้ตัวเลยหรือว่าเป็นการเผาบ้านตัวเอง ทั้งนี้มองว่าเหตุที่มีเอกสารดังกล่าวพร้อมระบุข้อกล่าวหาต่างๆ ออกมา เป็นเพราะตนเข้าไปปรับเปลี่ยนการบริหารงานบางอย่างในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และ สวทช. รวมถึงมีความกลัวว่าหากมีบอร์ด สวทช.ชุดใหม่ที่ตนจะเป็นผู้แต่งตั้ง จะเข้ามาเลือก ผอ.สวทช.คนใหม่ ที่ไม่ใช่นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผอ.สวทช.คนปัจจุบัน ซึ่งจะหมดวาระดำรงตำแหน่งในวันที่ 30 มิ.ย.2556
นายวรวัจน์ กล่าวว่า สำหรับข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ปรากฎในใบปลิว อาทิ ใช้งบของกระทรวง 10 ล้านบาทไปจัดงานวันเด็กในเขตเลือกตั้งของตัวเอง ขอชี้แจงว่าตนจัดงานวันเด็กที่ จ.แพร่เป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว และในปีนี้ เมื่อตนจัดงานก็มีหน่วยงานภายในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาขอร่วมจัดงานด้วย ยืนยันว่าไม่มีการให้มาร่วมจัดงานแต่อย่างใด และตนไม่รู้ว่ามีการใช้งบประมาณไปเท่าใด แต่เชื่อว่าจะไม่ถึง 10 ล้านบาท เพราะเป็นเงินที่สูงเกินไป ถ้าเป็นจริงต้องมีการตรวจสอบ
ส่วนที่อ้างว่ามีการปรับลดงบ สวทช.ในปี 2557 จากปี 2556 ถึงกว่า 30% นายวรวัจน์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจพิจารณางบ แต่เป็นสำนักงบประมาณ (สงป.) ต่างหาก ซึ่งในปี 2557 ตนก็เสนอของบของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ไปกว่า 4 หมื่นล้านบาท ปรากฎว่าถูก สงป.ปรับลดงมาเหลือเพียงกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าบางโครงการไม่มีความจำเป็น อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีก็ให้นโยบายว่า สำหรับมีโครงการวิจัยใดที่จะเกิดประโยชน์ สามารถยื่นขอใช้งบจากงบกลางได้
“ที่สำคัญคืองานวิจัยดังกล่าวจะต้องไม่ใช่งานวิจัยส่วนตัว แต่ต้องตอบให้ได้ว่าจะเกิดประโยชน์ต่อสังคม เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ หรือช่วยในการปรับตัวเอาสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างไร แต่งานวิจัยของ สวทช.หลายๆ ชิ้นที่ผ่านมา ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าจะเกิดผลต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร อย่างงานวิจัยเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ถามว่าตอนน้ำท่วม ได้นำไปช่วยฟื้นฟูประเทศอย่างไรบ้าง” นายวรวัจน์กล่าว
รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ยังกล่าวชี้แจงถึงเรื่องการใช้คนผิดประเภท ให้หน่วยงานอื่นดึงคนของ สวทช.ไปช่วยงานได้ ทำให้ขาดขวัญกำลังใจว่า ตลอดเวลาที่ตนมารับตำแหน่ง 6-7 เดือน ได้ให้นโยบายไว้ว่าการทำงานต่างๆ จะใช้โปรเจ็คส์เบส โครงการไหนที่เกี่ยวข้องกับหลายๆ หน่วยงาน ไม่จำเป็นต้องรอ สวทช.ตั้งโครงการ แต่ให้คน สวทช.ที่สนใจเข้าไปทำงานได้ทันที และหากมีโอกาสสามารถขอย้ายหน่วยงานได้ โดยที่เงินเดือนและสิทธิประโยชน์ยังเท่าเดิม สิ่งนี้ตนเห็นว่าคน สวทช.มีแต่ได้กับได้ แล้วจะทำให้เสียกำลังใจได้อย่างไร
นายวรวัจน์ กล่วว่า ที่บอกว่าโครงการจัดซื้อจัดจ้างใดเกิน 2 ล้านบาทต้องให้รัฐมนตรีดูก่อน ทำให้การทำงานขาดความคล่องตัว ข้อเท็จจริงคือที่ผ่านมามีบางหน่วยงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษในหลายโครงการที่มีมูลค่าเกิน 2 ล้านบาท โดยไม่ใช่วิธีอีอ็อกชั่นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากบางโครงการเป็นเชิงเทคนิคค่อนข้างมาก สามารถใช้การจัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษได้ แต่ตนไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยงจึงมีคำสั่งว่าต่อไปโครงการใดที่มีมูลค่าเกิน 2 ล้านบาท จะต้องให้ตนมาพิจารณาก่อนว่าต้องอีอ็อคชั่นหรือไม่ เพราะตนก็ไม่อยากให้กระทรวงมันร้อน หรือเอาตัวเข้าไปเสี่ยง ซึ่งคำสั่งนี้ใช้กับทุกหน่วยงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ไม่ใช้เฉพาะ สวทช.
“แต่ก็มีโครงการหนึ่งของ สวทช.มีมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท จะจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ ทั้งๆ ที่ตามมติ ครม.การจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท จะต้องให้รัฐมนตรีลงนามอนุมัติ แต่ สวทช.ก็อ้างว่าทำได้โดยให้อนุกรรมการเป็นผู้อนุมัติ โดยที่ก่อนหน้านี้ตัวรัฐมนตรีไม่รู้อะไรลเย เรื่องนี้ถือว่าผิดวิสัยเป็นอย่างมาก” นายวรวัจน์กล่าว
นายวรวัจน์ยังกล่าวว่า อีกข้อหาหนึ่งที่ตนอยากชี้แจง คือเรื่องโบนัสของพนักงาน สวทช.ที่มีคนไปปล่อยข่าวว่า ตนไม่อนุมัติให้ ทั้งๆ ที่ตนส่งเรื่องให้บอร์ด สวทช.อนุมัติไปแล้ว แต่ติดกฎคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่ไม่ให้งบบริหารบุคคลเกินกว่า 30% ของรายจ่ายทั้งหมด ซึ่ง ผอ.สวทช.ก็ขอให้ตนไปยกเว้นกฎ ก.พ.ร.นี้ แต่ตนบอกว่าหากทำเช่นนั้นแล้วมีปัญหา ผอ.สวทช.ต้องรับผิดชอบ ปรากฎว่านายทวีศักดิ์ให้คำตอบไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีการจ่ายโบนัสที่คิดเป็นเงินกว่า 158 ล้านบาท ให้กับพนักงาน สวทช. เพราะเกินเพดานงบบริหารบุคคล 30% และไม่มีใครกล้ารับผิดชอบเงินก้อนดังกล่าว
“มีคนบางกลุ่มไม่พอใจผม จึงทำใบปลิวดังกล่าวออกมา ทั้งๆ ที่ข้อกล่าวหาทุกข้อผมชี้แจงได้หมด ที่สำคัญ ผมไม่ปัญหาเรื่องการทุจริตอะไรเลย” นายวรวัจน์กล่าว
เมื่อถามว่าหากในวันที่ 20 พ.ค.2556 พนักงาน สวทช.ยังออกมาแต่งชุดดำประท้วงอีกจะทำอย่างไร นายวรวัจน์ กล่าวว่า ก็ไม่ได้ว่าอะไร ตนได้เรียกผู้บริหาร สวทช. โดยเฉพาะ ผอ.สวทช.มาสอบถาม และให้ไปชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ แล้ว ยืนยันว่าส่วนตัวสามารถชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ ได้ทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ค.2556 นายทวีศักดิ์ได้ส่งอีเมล์ไปยังพนักงาน สวทช.ทุกคน เพื่อขอร้องไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมแต่งชุดดำในวันที่ 20 พ.ค.2556
อ่านประกอบ
