วันจันทร์ที่ 22 ส.ค.59 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับใหม่ เรื่องมาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย โดยให้เหตุผลในคำสั่งว่าเพื่อแก้ไขปัญหากรณีที่บางฝ่ายนำความแตกต่างทางศาสนาไปบิดเบือนเพื่อสร้างความขัดแย้งในหมู่ศาสนิกชน
มีความคืบหน้าคดีระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขออนุมัติศาลทหารออกหมายจับผู้ต้องหาที่เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดบางจุดได้เพิ่มเติมอีกหลายคน
หลังจากมีการเผยแพร่ภาพเยาวชนและวัยรุ่นชายหลายคน กำลังทำท่าคล้ายการฝึกร่างกาย บางคนโพกผ้าปิดบังใบหน้า จนมีการตั้งข้อสงสัยว่าเป็นภาพการฝึกของกลุ่มผู้ไม่หวังดีหรือไม่ และมีการเผยแพร่ข้อมูลต่อมาว่า เจ้าหน้าที่ กองร้อยทหารพรานที่ 4407 ได้เชิญตัวนักเรียนปอเนาะ 8 คนไปตรวจดีเอ็นเอนั้น
เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเริ่มจับกุมและคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดและลอบวางเพลิงเกือบ 20 จุดใน 7 จังหวัดภาคใต้ ช่วงวันที่ 10-12 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีบทสรุปว่าชนวนเหตุของการสร้างสถานการณ์รุนแรงครั้งนี้คืออะไร
เกิดเหตุระเบิดในย่านบาร์เบียร์ของ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศไทย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บกว่า 10 คน
เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง สำหรับชนวนเหตุระเบิดในตลาดกลางเมืองตรัง โดยตั้งไว้ 3 ปม คือขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ซึ่งให้น้ำหนักมากที่สุด ตามด้วยการเมืองและโยงไฟใต้ แต่สองปมหลังถือเป็นประเด็นรอง
สถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดหีบออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 12 ชั่วโมง ต่อเนื่องถึงวันออกเสียงประชามติ มีระเบิดเกิดขึ้นกว่า 10 จุด มากกว่า 30 ลูก แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ยังเดินทางออกมาใช้สิทธิ์
เกิดระเบิดขึ้นกว่า 10 จุดในพื้นที่ จ.นราธิวาส ในห้วง 12 ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเปิดหีบออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปั่นป่วนช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันออกเสียงประชามติตามที่ฝ่ายความมั่นคงแจ้งเตือน