
"...บทเรียนจากสองคดีนี้ก็คือ ป.ป.ช. จะต้องทำงานให้รวดเร็วขึ้นและทำงานในเชิงรุก (pro-active) และมีความกล้ามากขึ้น ในทัศนะของผู้เขียนแล้ว ป.ป.ช. ไม่ใช่ส่วนต่อขยายของอัยการหรือศาล แต่เป็นองค์กรพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นมาเสมือนเป็นองค์อำนาจที่สี่ที่คอยแก้ไขข้อบกพร่องของการทำงานของสามองค์อำนาจหลัก หรือคอยทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล (checks and balances) ขององค์อำนาจทั้งสามดังกล่าว เพราะฉะนั้น จึงควรทำงานให้สมกับอำนาจและความไว้เนื้อเชื่อใจที่ ป.ป.ช. ได้รับจากรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา..."
........................................
ผู้เขียนต้องขอชื่นชมกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างสิ่งซึ่งแต่ก่อนเคยถูกเรียกว่าเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด GT200 เรื่องนี้ถูกร้องเรียนมาที่ ป.ป.ช. ชุดที่ 3 ที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญเป็นประธานตั้งแต่เมื่อปี 2550 แต่ก็ทำไม่สำเร็จทั้งๆที่ตำรวจประเทศอังกฤษจับเจ้าของบริษัทผู้ผลิต (คือนาย Gary Bolton และก่อนหน้านั้นคือนาย James McCormick) แล้วศาลพิพากษาติดคุกไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อปี 2013 (และรัฐบาลประเทศอังกฤษได้สั่งห้ามส่งออกเครื่องมือในทำนองนี้และได้เตือนประเทศต่างๆไม่ให้ซื้อเครื่องมือนี้แล้วตั้งแต่เมื่อปี 2010) ต่อมาใน ป.ป.ช. ชุดที่ 4 ที่มีพล ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน เรื่องนี้ก็ทำท่าว่าจะเป็นมวยล้มอีก เพราะกรรมการ ป.ป.ช. เจ้าของสำนวนออกมาให้สัมภาษณ์ว่าน่าจะวินิจฉัยคดีว่าถูกหรือผิดยากเพราะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีความเชื่ออย่างจริงใจว่าเครื่องมือนี้มีความคุ้มค่าเหมือนพระเครื่อง จนกระทั่งกรรมการท่านนี้เกษียณออกไปแล้ว เรื่องจึงเดินต่อในทิศทางที่ควรจะเป็นได้ และในที่สุดก็มายุติได้ไนวันที่ 19 ก ค 2564 โดยการชี้มูลตามที่กล่าวถึงแล้วข้างต้น ถึงจะช้าหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าโยนเรื่องนี้ทิ้งไปเสียเลย
อันที่จริงคดีนี้ไม่น่าจะยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีตัวอย่างการเอาผิดกับผู้ผลิตในต่างประเทศแล้ว แต่พอผู้น่าจะทำความผิดเป็นทหารที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้นแล้ว ป.ป.ช. ชุดที่ 3 ที่ว่าแน่ก็ยัง “แหยง” ไม่กล้าทำอะไรให้กระฉับกระเฉงทันอกทันใจคนดู จนกรรมการชุดเก่าหมดวาระไปและชุดใหม่เข้ามาแทน และต้องใช้เวลาพิจารณาสรุปผลถึงเกือบ 10 ปี โดยปกติหากเป็นเรื่องที่ต้องใช้หลักฐานหรือข้อมูลจากต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องมักจะใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 2 ปี กว่าเรื่องจะถึงศาล ก็คงต้องรออีก 2 ปีเป็นอย่างน้อยว่าศาลจะตัดสินว่าอย่างไร เข้าใจว่าจุดเน้นของคดีนี้ไม่ใช่ความผิดทางอาญา แต่เป็นความผิดทางวินัยและทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเมื่อศาลตัดสินว่ามีความผิดก็จะต้องมีโทษทางวินัยและการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่รัฐ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดในฐานะประชาชนคนไทยผู้เสียภาษีทั้งหลายที่นอกเหนือจาก “ค่าโง่” จำนวนหลายพันล้านที่ประเทศต้องเสียไปในการซื้อเครื่องมือหลอกลวงชนิดนี้ และความน่าอับอายที่ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่สั่งซื้อ GT200 มาใช้มากที่สุดกว่าประเทศใดในโลก แล้ว ผู้นำของประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้เครื่องมือชนิดนี้นับตั้งแต่ตัวนายกฯ ลงมาจนถึงหัวหน้าหน่วยงานทางนิติวิทยาศาสตร์ แทนที่จะออกมาขอโทษขอโพยประชาชน ยังออกมายืนยันถึงความมีประสิทธิภาพของ GT200 ทั้งๆที่ได้มีการทดสอบในทางวิทยาศาสตร์ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยเอง ว่าประโยชน์ของเครื่องมือชนิดนี้มิได้ดีไปกว่าการเดาสุ่ม และนอกจากนี้ ความผิดพลาดจากการใช้เครื่องมือนี้ (เช่นตรวจแล้วว่าไม่มีระเบิด แต่ที่จริงมีแล้วระเบิดขึ้น) เป็นเหตุให้มีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทหารและประชาชนมิได้ถูกนำมาคำนวณในตันทุนของการซื้อเครื่องมือชนิดนี้ด้วย
มีอีกคดีหนึ่งที่หลุดรอดจากการไต่สวนอย่างเป็นทางการของ ป.ป.ช. อย่างน่าเสียดายคือคดีเรือเหาะของกระทรวงกลาโหม ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นกรณีเสียค่าโง่ของทางการไทยได้เหมือนกันถึงแม้จะไม่มากเท่าค่าโง่ของ GT200 อันที่จริง เรื่องนี้ ป.ป.ช. เกือบจะระงับยับยั้งการจัดซื้อที่มีราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็นได้แล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ เรื่องมีอยู่ว่า ในตอนที่กระทรวงกลาโหมกำลังพิจารณาจัดซื้อเรือเหาะเพื่อใช้ในกิจกรรมด้านการป้องกันประเทศในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปี 2551 นั้น ทาง ป.ป.ช. ได้รับแจ้งเบาะแสจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ว่าราคาเรือเหาะที่จะมีการซื้อขายกันนั้นสูงกว่าราคาที่ควรจะเป็นในท้องตลาด และอาจมีการทุจริตและประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้างได้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้ทำหน้าที่ด้านการป้องกันโดยการทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงกระทรวงกลาโหมขอให้ชี้แจงหรือยืนยันความถูกต้องของการจัดซื้อดังกล่าว ซึ่งก็ได้รับคำตอบอย่างแข็งขันในระดับสูงสุดของกระทรวงกลาโหมชนิดที่เรียกได้ว่าหากมีการฟ้องร้องเอาผิดทางอาญาในอนาคต ป.ป.ช. ไม่ต้องพิสูจน์เจตนาของผู้มีอำนาจสั่งซื้อแต่อย่างใด สามารถชี้มูลได้เลย ด้วยเหตุนี้เองกรราการ ป.ป.ช. เสียงส่วนใหญ่จึงมีมติไม่ไต่สวนเรื่องนี้ต่อ ทั้งๆที่ยังมีข้อสงสัยอยู่ในคำตอบอย่างเป็นทางการของกระทรวงกลาโหมอยู่เป็นอันมาก เพราะฉะนั้น การที่ประธาน ป.ป.ช. คนปัจจุบัน ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อเดือน ก ย 2560 ว่าเรื่องเรือเหาะนี้ ได้ถูกยุติไปแล้วตั้งแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดก่อน หากจะรื้อฟื้นใหม่จะต้องมีหลักฐานใหม่นั้น น่าจะถูกต้องแล้ว แต่เราในฐานะประชาชนคนไทยอีกนั่นแหละ ก็อดเสียดายและเสียใจไม่ได้ที่เสียเงินไปมากมายกลับได้ของที่ใช้การไม่ได้เต็มที่ โดยขณะนี้เรือเหาะดังกล่าวก็ถูกปลดระวางไปแล้ว
บทเรียนจากสองคดีนี้ก็คือ ป.ป.ช. จะต้องทำงานให้รวดเร็วขึ้นและทำงานในเชิงรุก (pro-active) และมีความกล้ามากขึ้น ในทัศนะของผู้เขียนแล้ว ป.ป.ช. ไม่ใช่ส่วนต่อขยายของอัยการหรือศาล แต่เป็นองค์กรพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นมาเสมือนเป็นองค์อำนาจที่สี่ที่คอยแก้ไขข้อบกพร่องของการทำงานของสามองค์อำนาจหลัก หรือคอยทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล (checks and balances) ขององค์อำนาจทั้งสามดังกล่าว เพราะฉะนั้น จึงควรทำงานให้สมกับอำนาจและความไว้เนื้อเชื่อใจที่ ป.ป.ช. ได้รับจากรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา