กรณีรัฐบาลอนุทิน ตัดสินใจตั้งเลขาธิการ สมช. โดยโยก “บิ๊กทหาร” จากกองทัพ “ข้ามห้วย” มารับตำแหน่ง สูตรเดียวกับรัฐบาล “ลุงตู่” ทำให้เกิดข้อถกเถียงหลายประการ
ทันทีที่รัฐบาลแสดงท่าทีเดินหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา กระแสต่อต้าน คัดค้านจากกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ และภาคประชาชนในพื้นที่ก็เริ่มดังกระหึ่มขึ้นมา
แม้เป็นข่าวไม่ใหญ่นักในช่วงสุดสัปดาห์นี้ แต่ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการคลี่่คลายความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา
กระบวนการพูดคุยสันติสุข “ดับไฟใต้” ที่หยุดชะงักไป ด้วยเหตุผลเคลือบคลุมพอสมควรว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออะไรกันแน่
ปัญหาของ “ทิศทางดับไฟใต้” หลังเกิดเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ “โจมตีจุดตรวจดับ 5 ทหารพราน” ม่ได้มีเฉพาะความสับสนของผู้รับผิดชอบงานความมั่นคงที่พูดสวนทางกันเท่านั้น
โจทย์ว่าด้วยอนาคตของ “กอ.รมน.” ณ เวลานี้ ต้องบอกว่ามี 3 โจทย์ด้วยกัน
แม้จะเป็นอีกเสียงหนึ่งที่สนับสนุนให้ฝ่ายความมั่นคงและรัฐบาล “ไม่ควรมองข้าม” ข้อเสนอวางปืนแลกถอนทหาร จาก “ชายลึกลับ” ที่อ้างตัวเป็นผู้บัญชาการกองกำลัว BRN สาขานราธิวาส ซึ่งเป็นการประกาศผ่านสื่อมวลชนบางแขนง…
กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการและนักวิเคราะห์อิสระ ซึ่งพำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เขียนบทความเตือนรัฐบาลไทยให้เร่งพิจารณาความเหมาะสมของนโยบายการเรียกเก็บข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แบบ “เหมารวม”
สถานะความเป็น “ประเทศเพื่อนบ้าน” ของไทยกับกัมพูชา ณ เวลานี้ ดูจะแปรเปลี่ยนเป็น “ศัตรูถาวร” ที่ไม่มีทางหวนกลับมาจับมือกันได้
ใครจะเชื่อว่า รัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เข้ามามีอำนาจได้อย่างเหลือเชื่อจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ชุดประวัติศาสตร์การเมืองไทย สู่พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้น