
"...แม้จะมีอายุครบศตวรรษ แต่ The New Yorker มีบรรณาธิการบริหารเพียงห้าคน ปัจจุบันคือ เดวิด เรมนิค (David Remnick) ผู้ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 เขากล่าวว่า “The New Yorker ไม่ใช่เพียงสิ่งตีพิมพ์รายสัปดาห์ แต่มันคือจิตวิญญาณที่ตั้งคำถาม เรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงความคิด เพื่อสร้างสิ่งดีงามให้เกิดขึ้น”..."
ในห้วงโลกที่เทคโนโลยีทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง วิธีการสื่อสารได้แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สื่อตีพิมพ์ทั้งหลายจึงต้องดิ้นรนปรับตัวเพื่อไม่ให้ถูกกลืนหายไปกับกระแสแห่งยุคสมัย ทว่า “The New Yorker” กลับยืนหยัดอย่างสง่างามราวกับเรือใบที่แล่นฝ่าคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลง และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นิตยสารเล่มนี้ได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบหนึ่งศตวรรษ เพื่อยังคงบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา
พวกเราอาจจะไม่เคยได้อ่านบทความใน The New Yorker แต่เชื่อมั่นว่าหน้าปกของนิตยสารเล่มนี้น่าจะผ่านตาพวกเราบ้าง เพราะหน้าปกของทุกฉบับจะเป็นภาพวาดเชิงศิลปะ ไม่มีรูปภาพ รูปดารา เหมือนกับนิตยสารฉบับอื่น หน้าปกบางฉบับโดดเด่นมากจนถูกนำมาขยายเป็นโปสเตอร์ติดตามฝาผนังบ้าน ทั้งนี้ ฟร็องซัวส์ มูรี (Francoise Mouly) Art Editor ผู้ออกแบบหน้าปกของนิตยสารฉบับนี้มากว่า 30 ปี กล่าวว่า “ปกแต่ละฉบับไม่ใช่แค่นำมาปะแบบดื้อ ๆ หน้าปกต้องสื่อสารถึงช่วงเวลาปัจจุบัน แต่พร้อมกันนั้น ต้องเป็นงานศิลปะที่ไม่มีวันหยุด สามารถใส่กรอบติดผนังได้” ถือเป็นเอกลักษณ์ของ The New Yorker ตั้งแต่หน้าปกฉบับแรกที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1925 เป็นรูปชายหนุ่มเจ้าสำอางใส่หมวกทรงสูง ใช้แว่นตาเดียวส่องผีเสื้อ โดยให้ชื่อหนุ่มจอมเก๊กคนนี้แบบตลก ๆ ว่า ยูสเตซ ทิลลีย์ (Eustace Tilley) ถือเป็นมาสคอตที่ล้อเลียนบรรยากาศหรูหราของนิตยสาร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา [1]

The New Yorker ริเริ่มมาจากความคิดของ ฮาโรลด์ รอสส์ (Harold Ross) ชายหนุ่มจากโคโลราโด ผู้เติบโตมากับพจนานุกรมและความหลงใหลในภาษา เขาออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อมาเป็นนักข่าว สานฝันของตนตั้งแต่เด็ก ย้ายสำนักข่าวเป็นว่าเล่นถึง 24 สำนัก รวมทั้งไปช่วยงานในหนังสือทหารในสมรภูมิรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ภายหลังสงครามเริ่มสงบ รอสส์เดินทางไปตั้งรกรากที่นิวยอร์ก ได้เข้าไปสุงสิงกับกลุ่มนักเขียน นักข่าว นักวิจารณ์ที่ชอบถกเถียงปัญหาสังคม การเมือง ในวงเล่นโป๊กเกอร์ พร้อมได้เจอกับเจน แกรนท์ (Jane Grant) นักข่าวหญิงคนแรกของ The New York Times จนตัดสินใจแต่งงานกัน
รอสส์เริ่มสังเกตว่า นิตยสารหรือสื่อในช่วงนั้นไม่สะท้อนความคิดคนหนุ่มสาวอย่างพวกเขา รอสส์และแกรนท์จึงชวนราอูล ฟลายซ์มันท์ (Raoul Fleischemann) เพื่อนคู่หูเล่นโป๊กเกอร์ ให้ร่วมลงทุนด้วย โดยตั้งชื่อนิตยสารนี้ว่า The New Yorker โดยรอสส์กล่าวไว้ว่า “นิตยสารรายสัปดาห์เล่มนี้ สำหรับชนชั้นสูงผู้มีรสนิยมในแมนฮัตตันจะไม่ใช่สำหรับหญิงชราในเมืองดูบิวค (เมืองในรัฐไอโอวา) ตั้งใจจะให้เป็นนิตยสารที่เน้นเรื่องตลกและอารมณ์ขัน” [2]

ช่วงแรกนิตยสารแทบขายไม่ออก แม้ราคาเพียง 15 เซ็นต์ ประสบปัญหาขาดทุน แต่จุดพลิกผันที่ทำให้ The New Yorker ได้รับการตอบรับ กลับเป็นข้อคิดที่ตรงไปตรงมาด้านสังคมและกระตุ้นความคิดที่ฝังลึกอยู่ในใจของผู้อ่าน และเมื่อบทความเรื่อง “Why We Go to Cabarets: A Post-Debutante Explains” (ทำไมเราถึงไปดูคาบาเรต์) ตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับเดือนพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1925 วิจารณ์ถึงความคิดเก่า ๆ ของระบบสังคมไฮโซที่ลูกคุณหนูต้องไปออกงานเต้นรำเท่านั้น ทำให้เป็นบทวิจารณ์ที่สร้างความฮือฮามาก ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ The New York Times และเป็นครั้งแรกที่ The New Yorker ขายหมดแผง
จากนั้น The New Yorker ก็ติดลมบน กลายเป็นนิตยสารยอดนิยมของชาวนครนิวยอร์ก และเหตุการณ์ที่ทำให้นิตยสารนี้ได้กลายเป็นสื่อสำคัญระดับโลก คงหนีไม่พ้นบทความเรื่อง “Hiroshima Noiseless Flash” เขียนโดยจอห์น เฮอร์ซีย์ (John Hersey) ที่เดินทางไปฮิโรชิม่าภายหลังที่เมืองถูกทิ้งระเบิดปรมาณู ด้วยการสัมภาษณ์และบันทึกประสบการณ์ผู้รอดชีวิต 6 คน ทำให้คนอเมริกันได้รับรู้เป็นครั้งแรกถึงความโหดร้ายและอันตรายของระเบิดปรมาณู เพราะก่อนหน้านั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ยินยอมให้เผยแพร่รูปเมืองฮิโรชิม่าที่เหลือแต่ซากหินและปูน รวมทั้งภาพของชาวฮิโรชิม่าที่ประสบเคราะห์กรรมถือเป็นเรื่องเล่าที่ทรงพลัง เกิดขึ้นจริงไม่ใช่เรื่องปรุงแต่ง ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ร่วมไปกับความทุกข์ทรมานของผู้รอดชีวิต เป็นบทความยาวถึง 30,000 คำ ที่ The New Yorker ตัดสินใจทุ่มทุนตีพิมพ์บทความนี้ทั้งฉบับโดยไม่มีบทความอื่นแทรก
อีกบทความหนึ่งที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1958 เมื่อ เรเชล คาร์สัน (Rachel Carson) นักชีววิทยาต้องการแสวงหาคำตอบว่า “ทำไมนกหลายพันตัวถึงตายหลังจากการพ่นยาฆ่าแมลง (ดีดีที)” ซึ่งในยุคสมัยนั้น ดีดีทีถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งกับพืชผล สนามหญ้า และแม้แต่ภายในบ้าน คาร์สันได้รับเงินทุนในการวิจัยจาก The New Yorker เธอศึกษาและค้นคว้าในเชิงลึกกว่า 3 ปี แม้จะป่วยหนักด้วยโรคร้าย จนได้ข้อมูลที่แน่ชัดถึงอันตรายของยาฆ่าแมลงต่อสิ่งมีชีวิต นำมาสู่การเขียนบทความเรื่อง Silent Spring (ความเงียบสงัดในฤดูใบไม้ผลิ) และทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลงในที่สุด
กระบวนการในการตีพิมพ์ The New Yorker เริ่มต้นตั้งแต่วันจันทร์ที่นักเขียนมาประชุมระดมความคิดเห็นว่าควรจะตีพิมพ์บทความ บทกวี และนิยายเรื่องสั้นเรื่องใดบ้าง ก่อนที่จะนำการ์ตูนที่มีคนส่งมากว่า 1,000-1,500 ภาพ เพื่อคัดเหลือเพียง 10 ภาพ แต่ที่สำคัญ The New Yorker ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง ทั้งในเรื่องเนื้อหาและไวยากรณ์ จะมีหน่วยงานชื่อ Fact Checking Department คอยสอบทานความถูกต้อง โทรศัพท์ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามแหล่งข่าวต่าง ๆ ที่ผู้เขียนอ้างถึง พร้อมตรวจสอบไวยากรณ์ เช่น การใช้เครื่องหมายจุลภาคให้ถูกต้อง เป็นต้น
แซ็ก เฮลแลนด์ (Zach Heleand) ผู้เคยทำหน้าที่ตรวจทาน ขยายความว่า มีการ์ตูนรูปนกเพนกวินนั่งอยู่บนโซฟาพร้อมมีคำอธิบายใต้ภาพว่า “ชาวอเมริกันเชื้อสายอาร์กติก” ซึ่งเกือบจะส่งตีพิมพ์แต่โชคดี ที่สอบทานจนค้นพบว่า ไม่มีนกเพนกวินในอาร์กติก มันอาศัยอยู่ในแอนตาร์กติกาต่างหาก แต่เฮลแลนด์สารภาพว่า มีการ์ตูนที่หลุดออกไปอย่างไม่น่าให้อภัย เป็นรูปชายร่างท้วมนอนบนชายหาด มีร่มกางบังแดดส่วนบนของเขาแต่ที่หลุดไปคือ ขาทั้งสองข้างที่ทอดอยู่บนหาดทราย นิ้วโป้งเท้าอยู่ด้านซ้ายทั้งสองข้าง!

แม้จะมีอายุครบศตวรรษ แต่ The New Yorker มีบรรณาธิการบริหารเพียงห้าคน ปัจจุบันคือ เดวิด เรมนิค (David Remnick) ผู้ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 เขากล่าวว่า “The New Yorker ไม่ใช่เพียงสิ่งตีพิมพ์รายสัปดาห์ แต่มันคือจิตวิญญาณที่ตั้งคำถาม เรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงความคิด เพื่อสร้างสิ่งดีงามให้เกิดขึ้น”
แหล่งที่มา :
[1] The New Yorker on Netflix Stories featured in “The New Yorker at 100,” a Netflix documentary about the making of the hundredth-anniversary issue, 2025 https://www.newyorker.com/magazine/1946/08/31/hiroshima
[2] สุดารัตน์ พรมสีใหม่ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ The New Yorker สื่อด้านสังคมวัฒนธรรมอายุ 100 ปี ยังครองใจผู้คนในปัจจุบันThairath On Line, 24 มีนาคม 2568 https://plus.thairath.co.th/topic/subculture/105293

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา