
“...เวลาที่เราจะมานั่งบอกว่าพรรคนี้จะได้กี่เสียง กลายเป็นว่าคุณไม่เป็นกลาง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยผ่านเหตุการณ์รัฐประหารมาถึง 2 รอบ และเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักจากการนำเสนอความจริงผ่านตัวเลขโพล บ่อยครั้งที่มีสายตรง มาถึงผู้บริหารเพื่อถามว่า คนนี้ใคร ทำไมต้องพูดยังงี้ หรือถูก สส. ตำหนิเรื่องงบประมาณกลางที่ประชุมสภาฯเมื่อผลโพลไม่ถูกใจก็มี การย้ายมาเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนที่ทำงาน แต่คือการเลือกอิสระในการพูดและวิเคราะห์ตามหลักวิชาการโดยไม่ต้องแปะยี่ห้อองค์กรอีกต่อไป…” นายสติธรกล่าว
“สติธร ธนานิธิโชติ” อดีตผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า นักวิชาการที่ใช้ชีวิตคลุกคลีกับการวิจัยด้านการเมืองไทยมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี จนกลายเป็นภาพจำของคอการเมือง โดยเฉพาะการวิเคราะห์ที่ยืนหยัดอยู่บนรากฐานของข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลตัวเลขและสถิติทางการเมือง โดยเฉพาะการคำนวณสูตรการจัดตั้งรัฐบาล และแนวโน้มผลการเลือกตั้งที่แม่นยำ จนสื่อมวลชนและประชาชนต่างยกให้เป็น เข็มทิศ สำคัญที่ช่วยชี้ชัดปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายผ่านหลักฐานเชิงประจักษ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว ชีวิตที่อยู่กับสถาบันพระปกเกล้ามายาวนานก็ถึงการเปลี่ยนแปลง เมื่อเจ้าตัวเลือกย้ายมาสังกัดภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.สติธรกล่าวถึงการเลือกเปลี่ยนงานในรอบเกือบ 20 ปีว่า จุดเปลี่ยนสำคัญคือการแสวงหา เสรีภาพทางวิชาการ แม้การอยู่สถาบันพระปกเก้าซึ่งมีสถานะเป็นหน่วยงานภาครัฐภายใต้รัฐสภาก็จริง แต่เมื่อติดภาพหน่วยงานของรัฐสภา ทำให้การทำงานด้านวิชาการต้องยึดหลักความเป็นกลางจนมากเกินไป กลายเป็นกรงขังทางความคิด เพราะการดำรงความเป็นกลางแปลว่า จะไม่สามารถพูดบวก พูดลบกับใครได้เลย
“เวลาที่เราจะมานั่งบอกว่าพรรคนี้จะได้กี่เสียง กลายเป็นว่าคุณไม่เป็นกลาง ตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยผ่านเหตุการณ์รัฐประหารมาถึง 2 รอบ และเผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนักจากการนำเสนอความจริงผ่านตัวเลขโพล บ่อยครั้งที่มีสายตรง มาถึงผู้บริหารเพื่อถามว่า คนนี้ใคร ทำไมต้องพูดยังงี้ หรือถูก สส. ตำหนิเรื่องงบประมาณกลางที่ประชุมสภาฯเมื่อผลโพลไม่ถูกใจก็มี การย้ายมาเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนที่ทำงาน แต่คือการเลือกอิสระในการพูดและวิเคราะห์ตามหลักวิชาการโดยไม่ต้องแปะยี่ห้อองค์กรอีกต่อไป” นายสติธรกล่าว
ปัจจุบัน ดร.สติธรกลับมาทำหน้าที่อาจารย์ประจำอย่างเต็มตัวแล้ว โดยรับผิดชอบสอนวิชาการเมืองการปกครองไทย การตลาดทางการเมือง และการเมืองท้องถิ่น
แต่ดร.สติธรกล่าวว่า ภารกิจยิ่งใหญ่กว่างานบริหารคือการสร้างทายาททางวิชาการ เพราะเชื่อว่าความรู้ที่สะสมมานานกว่า 2 ทศวรรษไม่ควรตายไปพร้อมกับตัวเอง แต่อยากถ่ายทอดทักษะการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ให้กับนิสิตรุ่นใหม่ ซึ่งเดิมทีแล้วก็อยากมีลูกศิษย์ด้วย ถ้าเห็นคนนี้มีแววดี เราจะชวนมาทำวิจัยด้วยกันและเราก็ถ่ายทอดสิ่งที่เรามีให้เขาไป การได้คลุกคลีกับนิสิตที่มีความผูกพันและพร้อมเรียนรู้ เป็นพลังใจสำคัญที่ทำให้อยากรื้อฟื้นรากฐานการวิจัยการเลือกตั้งที่เคยรุ่งเรืองในอดีตให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งที่จุฬาฯ โดยมุ่งเป้าไปที่ความมั่นคงในวิชาชีพและการก้าวสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์ที่สามารถทำงานได้ยาวนานจนถึงอายุ 65 ปี
หากเปรียบชีวิตของ ดร.สติธร เป็นหนังหนึ่งเรื่อง บทบาทในช่วง 25 ปีแรกอาจเป็นการทำหน้าที่เข็มทิศให้กับสังคมผ่านตัวเลขและสถิติในรั้วพระปกเกล้า แต่ในบทถัดมาที่รั้วจามจุรี เขาเลือกที่จะวางหมวกนักบริหารทิ้งไว้เบื้องหลัง แล้วหยิบชอล์กขึ้นมาทำหน้าที่ผู้สร้างแทน ความสุขในวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหรืออำนาจ แต่คือการได้เห็นเมล็ดพันธุ์ทางวิชาการเติบโตขึ้นผ่านลูกศิษย์ และการได้มีอิสระที่จะเป็นอาจารย์ผู้ทุ่มเทให้กับความรู้อย่างแท้จริง จนถึงวันที่ก้าวไปสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์และเกษียณอายุด้วยความภูมิใจในเส้นทางที่ตนเองเป็นผู้เลือกลิขิตเองอย่างแท้จริง


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา